วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

กยท.พลิกวิกฤติปุ๋ยแพง เป็นโอกาสปุ๋ยชีวภาพ ขยายผลสวนยางอินทรีย์

กยท.พลิกวิกฤติปุ๋ยเคมีแพงเป็นโอกาส เร่งส่งเสริมสวนยางพาราอินทรีย์ ใช้ปุ๋ยน้ำหมักชีวภาพ หลังผ่านการขึ้นทะเบียน พร้อมจับมือชุมนุมสหกรณ์โคนม เพิ่มผลผลิตปุ๋ยเชิงพาณิชย์ ​

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ขึ้นทะเบียนรับรองน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ และน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ ที่ กยท.ดำเนินการผลิตภายใต้มาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน ให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ตามพระราชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ.2518 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติปุ๋ย(ฉบับที่2) พ.ศ.2550 แล้ว 

กยท.จะนำมาส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางนำไปใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี ในอัตราส่วน 70:30 ตามนโยบายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ คือ ใช้ปุ๋ยเคมี 70% ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 30% เพื่อช่วยลดต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีที่มีราคาแพงขึ้น เนื่องจากภาวะความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ ปุ๋ยอินทรีย์น้ำทั้งจากปลาหมอคางดำ และจากน้ำนมดิบ มีธาตุอาหารหลัก และธาตุอาหารรองที่พืชต้องการครบตามมาตรฐานของปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ดังนั้นหากนำมาใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมีแล้ว จะทำให้สวนยางของเกษตรกรมีน้ำยางเพิ่มขึ้น และเมื่อใช้อย่างต่อเนื่อง จะทำให้ต้นยางแข็งแรงทนทานต่อโรคมากขึ้น

รักษาการผู้ว่าฯ กยท. ยังระบุถึง ผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง แม้จะทำให้ปุ๋ยเคมี โดยเฉพาะปุ๋ยยูเรียที่ส่วนใหญ่ที่มาจากตะวันออกกลาง และการเจรจาที่จะนำเข้ามาแทนจากประเทศรัสเซียก็ไม่สามารถส่งมาทันในต้นฤดูฝนปีนี้ เป็นผลทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว รวมทั้งราคาขนส่งก็เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกันก็ตาม แต่เกษตรกรชาวสวนยางจะได้รับผลกระทบไม่มากนัก เนื่องจาก กยท. และเครือข่ายเกษตรกรชาวสวนยางทั้ง 7 เขตทั่วประเทศได้เตรียมการรับมือไว้ 

กยท.พลิกวิกฤติปุ๋ยแพง เป็นโอกาสปุ๋ยชีวภาพ ขยายผลสวนยางอินทรีย์

โดยบริหารจัดการสต็อกปุ๋ยไว้ตั้งแต่ต้นปี ก่อนที่จะราคาเพิ่มขึ้น เป็นจำนวน 15,000 ตัน เพื่อรองรับการนำไปใช้ในสวนยางที่ยื่นขอรับการส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการปลูกแทนในปี 2569 ส่วนสวนยางที่เปิดกรีดแล้วประมาณ 15 ล้านไร่ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางก็ได้วางแผนการซื้อปุ๋ยเคมีรองรับไว้แล้ว โดย กยท.จะสนับสนุนสินเชื่อเงินกู้ปลอดดอกเบี้ย 4 เดือน เพื่อให้สถาบันเกษตรกรนำไปซื้อปุ๋ยมาจำหน่ายในช่วงที่ปุ๋ยเคมีมีราคาแพง  เมื่อครบกำหนดค่อยนำเงินต้นมาคืน พร้อมทั้งให้มีการปรับลดการใช้ปุ๋ยเคมีลง โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน ในอัตรา 70:30 ดังกล่าว ซึ่งมีหลักฐานทางวิชาการยืนยันว่า จะไม่กระทบต่อการเจริญเติบโตของต้นยาง

ขณะนี้ กยท.มีปุ๋ยอินทรีย์น้ำอยู่ประมาณ 4.1 ล้านลิตร โดยปุ๋ยอินทรีย์น้ำปลาหมอคางดำ (น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางดำ) เหลืออยู่ประมาณ 3 ล้านลิตร จากที่ผลิตมาทั้งหมด 5 ล้านลิตร โดยส่วนหนึ่งได้นำไปช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยางที่ได้รับผลกระทบจากการสู้รบบริเวณตะเข็บชายแดนไทย-กัมพูชา  และช่วยเหลือเกษตรกรแปลงใหญ่  

ส่วนปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากน้ำนมดิบ (น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ ) เหลืออยู่ประมาณ 1.1 ล้านลิตร เพียงพอที่จะสนับสนุนสถาบันเกษตรกรนำไปจำหน่ายในการนำไปใช้ร่วมกับปุ๋ยเคมี

ในส่วนของปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากน้ำนมดิบ กยท.มีแผนที่จะผลิตเพิ่มขึ้นในเชิงพาณิชย์ ภายใต้ความร่วมมือระหว่างชุมนุมสหกรณ์โคนมแห่งประเทศไทยกับสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง คาดว่าจะมีการลงนามความร่วมมือ(MOU)ในการผลิตและจำหน่ายปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากน้ำนมดิบเร็วๆ นี้  

โดยมีข้อตกลงเบื้องต้นว่า ชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ จะจัดส่งน้ำนมดิบที่ล้นตลาดให้สถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง  นำไปผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำภายใต้สูตรมาตรฐานของกรมพัฒนาที่ดิน และเมื่อนำผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำได้เท่าไรก็จะส่งคืนให้กับชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ ในจำนวนเท่ากับที่จัดส่งมาให้ โดยคิดค่าผลิตลิตรละ 65 บาท ขณะที่ชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ สามารถนำไปจำหน่ายได้ในราคามากกว่า 100  บาทต่อลิตร จะทำให้ชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ มีรายได้จากกำไรส่วนต่างของราคาน้ำนมดิบ 

ส่วนสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางก็จะมีรายได้จากค่าผลิต และจากการขายปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่เหลือจากการส่งคืนให้กับชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ เนื่องจากน้ำนมดิบ 1 ลิตรจะผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1.6 ลิตร

นอกจากจะเป็นการสร้างรายได้จากการดำเนินธุรกิจให้กับชุมนุมสหกรณ์โคนมฯ และสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางแล้ว ยังจะช่วยแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และส่งเสริมให้เกษตรกรหันมากใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำเพิ่มขึ้นอีกด้วย

กยท.ยังมีนโยบายที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรทำสวนยางพาราอินทรีย์เพิ่มขึ้น รับรองตลาดยางอินทรีย์ที่มีแนวโน้มเติมโตสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

โดยใช้ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ และปุ๋ยชีวภาพ แทนการใช้ปุ๋ยเคมี เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะช่วยสร้างโอกาสในการขยายตลาดยางพาราของไทย และสร้างความมั่นคงให้กับอาชีพเกษตรกรชาวสวนยางพารา  

โดยขณะนี้มีภาคเอกชนจากสหภาพยุโรป (EU) รับซื้อน้ำยางข้นที่มาจากสวนยางอินทรีย์ประมาณปีละ 12,000 ตัน ในราคาพรีเมียม สูงกว่าราคาตลาดในช่วงเวลานั้นๆ ทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายยางเพิ่มขึ้น

ทั้งนี้ กยท.มีเป้าหมายที่จะต่อยอดขยายผลการส่งเสริมสวนยางเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้น โดยจะนำปุ๋ยอินทรีย์น้ำจากปลาหมอคางดำ และจากน้ำนมดิบส่งเสริมให้เกษตรกรชาวสวนยางที่ประสงค์จะทำสวนยางอินทรีย์ใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี