วันอาทิตย์ ที่ 31 พฤษภาคม 2569

Login
Login

ปธ.อินเตอร์ลิ้งค์ ชี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หัวใจพัฒนาองค์กร

ปธ.อินเตอร์ลิ้งค์ ชี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หัวใจพัฒนาองค์กร

"อินเตอร์ลิ้งค์ฯ" จัดสัมมนาเปิดโลก อัพเดตเทรนด์ระบบโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะ "สมบัติ" ชี้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล หัวใจพัฒนาองค์กร เป็นแต้มต่อการแข่งขันอนาคต

เมื่อเร็วๆนี้ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ คอมมิวนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) จัดงานสัมมนา หัวข้อ “Next Tech Next Possibilities Solutions” เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ เทรนด์เทคโนโลยี และนวัตกรรมให้กับ ผู้ติดตั้งงานระบบ  และผู้รับเหมาก่อสร้าง เพื่อเตรียมความพร้อมให้องค์กรไทยก้าวสู่ยุคเทคโนโลยยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเศรษฐกิจดิจิทัลเต็มรูปแบบ ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในทุกภาคอุตสาหกรรม โดยภายในงานได้รวมผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีสายสัญญาณ ตลอดจนผู้แทนจากองค์กรภาครัฐ และเอกชน มาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญขององค์ความรู้ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสมัยใหม่

โดย นายสมบัติ อนันตรัมพร ประธานกรรมการ บริษัท อินเตอร์ลิ้งค์ฯ กล่าวเริ่มสัมมนาในหัวข้อ “Building Infrastructure to Run AI at Scale”  ว่า ปัจจุบันองค์กรทั่วโลกกำลังเผชิญกับปริมาณข้อมูลมหาศาล หรือ การประมวลผลแบบเวลาจริง และความต้องการด้านเครือข่ายความเร็วสูงที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้ระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านสายสัญญาณ ระบบเครือข่าย รวมไปถึง Data Center กลายเป็นปัจจัยสำคัญของทุกองค์กร ทั้งนี้องค์กรที่สามารถแข่งขันได้ในอนาคต จำเป็นต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ยืดหยุ่น ปรับขยายได้ และพร้อมรองรับอนาคต  กล่าวคือ สามารถขยายระบบ รองรับเทคโนโลยีใหม่ และบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับการเติบโตของเทคโนโลยี และระบบอัตโนมัติในอนาคตได้อย่างเสถียร

"โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่ดี คือ หัวใจสำคัญของการพัฒนาองค์กร และเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งนี้มุ่งหวังให้ทุกโซลูชันของอินเตอร์ลิ้งค์ฯ สามารถรองรับการเติบโตของโลกอนาคต พร้อมช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมความแข็งแกร่งให้ภาคธุรกิจไทย และสนับสนุนการก้าวเข้าสู่ยุค AI Transformation ได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน และมีประสิทธิภาพสูงสุด"นายสมบัติ กล่าว

ขณะที่ นายธุวานนท์ สิงห์ขจร Product Specialist และ TIA Member กล่าวในหัวข้อ “Digital Infrastructure’s Critical Impact : The Network Behind Every Digital Success” ว่า เทคโนโลยีการเดินสายขั้นสูง ทั้ง LAN (UTP) และ Fiber Opticที่รองรับครบทั้งโซลูชันการเชื่อมต่อที่เสถียรเป็นกระดูกสันหลังของระบบโครงสร้างพื้นฐานในองค์กรยุคใหม่ที่ควรให้ความสำคัญ และไม่ควรมองข้าม เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ขยายระบบเครือข่ายในอนาคตได้ ทั้งนี้ปัจจุบันมีการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมของแต่ละองค์กร ทั้งภาคธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม อาคารสำนักงาน สถานศึกษา และโครงการ Smart Building โดยเน้นการเลือกใช้โซลูชันที่สามารถลดช่วงเวลาที่ระบบขัดข้องเพิ่มประสิทธิภาพการรับส่งข้อมูล และรองรับการใช้งานด้าน เอไอ  และไอโอทีได้อย่างเต็มประสิทธิภาพอีกด้วย

ขณะที่ ผศ.ดร.ภาสกร แช่มประเสริฐ รองผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการเมืองอัจฉริยะ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าวในหัวข้อ “How CASE : การบริหารจัดการมหาวิทยาลัยสู่ความเป็น Smart & Sustainable University” ว่า สถาบันการศึกษาอัจฉริยะและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อยกระดับการบริหารจัดการ และสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในพื้นที่สถานศึกษา ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ความปลอดภัย ประสิทธิภาพการเรียนรู้ และการจัดการพลังงานอย่างยั่งยืน โดยเนื้อหาครอบคลุมตั้งแต่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเครือข่าย การจัดการพลังงานอัจฉริยะ ระบบรักษาความปลอดภัย การบริหารข้อมูลกลาง ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีเอไอและระบบวิเคราะห์ข้อมูลมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการภายในมหาวิทยาลัย รองรับแนวคิด เทคโนโลยีรักษ์โลก  และ การพัฒนาที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัลได้

ส่วนนายธนากร ชนะวงศ์วิสุทธิ์ Network Engineering Manager  กล่าวในหัวข้อ “Unlocking Next-Gen High-Speed Data Centers With Scalable Data Center Interconnect Solutions” กล่าาวถึงการออกแบบระบบ Data Center Interconnect (DCI) ที่สามารถรองรับการขยายตัวของข้อมูล การประมวลผลเอไอ  และบริการ คลาวด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  ต้องบริหารจัดการความหน่วงเวลาการเพิ่มเสถียรภาพของระบบ รวมถึงแนวทางการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถ การเพิ่มขีดความสามารถ ได้ในอนาคต เพื่อรองรับองค์กรที่ต้องการยกระดับสู่องค์กรอัจฉริยะอย่างเต็มรูปแบบ อีกทั้ง ยังมีช่วงเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมสัมมนาได้สอบถาม ปรึกษา และแลกเปลี่ยนมุมมอง จากผู้เชี่ยวชาญโดยตรง เกี่ยวกับแนวทางการออกแบบระบบเครือข่าย การเลือกใช้เทคโนโลยีไฟเบอร์ออฟติกและโซลูชันด้าน ดิจิทัลที่เหมาะสมกับแต่ละองค์กร เพื่อนำไปปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพ