วันอังคาร ที่ 1 กันยายน 2569

Login
Login

ศธ. กางแผน 'ลดภาระงานครู' ตัดโครงการซ้ำซ้อน คืนเวลาสอนให้นักเรียน

รมว.ศธ. สั่งลุยลดภาระงานครูปี 69! เน้นตัดโครงการซ้ำซ้อนและดึง AI มาช่วยงานธุรการ เพื่อคืนครูสู่ห้องเรียน พร้อมตั้ง KPI วัดผลชัดเจนเพื่อยกระดับการศึกษาไทย

นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ขยับลุยโยบาย "ลดภาระงานครู" (Workload) อย่างเป็นรูปธรรม กำชับทุกหน่วยงานเร่งตัดโครงการซ้ำซ้อน และดึงเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยจัดการงานเอกสาร เพื่อคืนครูสู่ห้องเรียนให้ทันปี 2569

ไฮไลต์นโยบาย "ลดภาระงานครู" สู่การปฏิบัติจริง

ในการประชุมผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการล่าสุด นายประเสริฐ จันทรรวงทอง รมว.ศธ. ได้มอบนโยบายเร่งด่วนเพื่อแก้ปัญหาภาระงานล้นมือของบุคลากรทางการศึกษา โดยเฉพาะในช่วงเปิดภาคเรียนที่ครูต้องแบกรับทั้งงานสอนและงานสนับสนุน โดยมีประเด็นสำคัญ 2 ด้าน  ดังนี้

1. รีโนเวทโครงการ (Streamline Projects) : สั่งการให้ทุกหน่วยงานในสังกัดตรวจสอบโครงการที่ซ้ำซ้อนหรือไม่จำเป็น หากพบว่าเป็นงานเอกสารที่ฟุ่มเฟือยให้ปรับลดขั้นตอนหรือบูรณาการร่วมกันทันที เพื่อลดเวลาที่ครูต้องเสียไปกับงานธุรการและหันไปให้ความสำคัญกับการดูแลนักเรียน

2. ปฏิวัติด้วย AI และเทคโนโลยีดิจิทัล : ผลักดันการนำระบบอัตโนมัติและ AI (Artificial Intelligence) มาใช้ในงานรายงานและงานสารบรรณ เพื่อลดความผิดพลาด เพิ่มความรวดเร็ว และทำให้การบริหารจัดการข้อมูลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

การวัดผลที่ชัดเจน (KPI) และการติดตามผล

รมว.ศธ. เน้นย้ำว่า นโยบายนี้จะไม่อยู่แค่ในกระดาษ แต่ต้อง "วัดผลได้" โดยทุกหน่วยงานต้องรายงานความคืบหน้าผ่านตัวเลขที่จับต้องได้ เช่น:

  1. จำนวนโครงการที่ถูกยกเลิกหรือควบรวม
  2. จำนวนชิ้นงานเอกสารที่ลดลง
  3. ระยะเวลาที่ครูประหยัดได้จากการใช้เทคโนโลยี

"เป้าหมายของเราคือการทำให้ครูมีเวลาในการจัดการเรียนการสอนอย่างเต็มที่ ภาระงานที่ไม่จำเป็นต้องถูกขจัดออกไปโดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาแทนที่ และผลลัพธ์นี้ต้องเกิดขึ้นจริงภายในปี 2569" นายประเสริฐ กล่าว

ผนึกกำลัง "อัครนันท์" คุมเข้มการทำงาน

เพื่อให้การดำเนินงานรวดเร็วและต่อเนื่อง นายประเสริฐ ได้มอบหมายให้ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นผู้กำกับดูแลและติดตามผลอย่างใกล้ชิด เพื่อขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลในทางปฏิบัติในทุกระดับสถานศึกษาทั่วประเทศ

การเคลื่อนไหวครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของกระทรวงศึกษาธิการในการปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัล และเป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้แก่ครูทั่วประเทศในการมุ่งพัฒนาศักยภาพของผู้เรียนเป็นสำคัญ