"ดร.สุชาติ" แนะ "รัฐบาล" ปรับคนละครึ่งพลัส เน้นคุณภาพใช้จ่าย แทนปริมาณ พร้อมพลัสกระจายการบริโภคสู่เอสเอ็มอี-ผู้ค้ารายย่อย
รศ.ดร.สุชาติ ไตรภพสกุล อาจารย์ประจำคณะการสร้างเจ้าของธุรกิจและการบริหารกิจการ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ กล่าวถึงนโยบาย คนละครึ่งพลัส ที่รัฐบาลเตรียมดำเนินการว่า เป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพในการอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจได้อย่างรวดเร็ว และช่วยพยุงกำลังซื้อในระยะสั้นได้อย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม ในมุมเชิงนโยบายมีความสำคัญอยู่ที่ประสิทธิภาพของเม็ดเงิน ว่าสามารถแปรเปลี่ยนเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจจริงได้มากน้อยเพียงใด
ขณะเดียวกันยังมีประเด็นความเสี่ยงของการรั่วไหลของงบประมาณ ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้เมื่อเม็ดเงินบางส่วนไม่ก่อให้เกิดการบริโภคจริง หรือไม่ได้เชื่อมโยงไปสู่การผลิตและการจ้างงาน เช่น การแปลงสิทธิ์เป็นเงินสด หรือการหมุนเวียนผ่านธุรกรรมที่ไม่สร้างมูลค่าเพิ่ม ส่งผลให้ตัวคูณทางเศรษฐกิจ อ่อนแรงลง และทำให้ผลกระทบต่อจีดีพีที่โตต่ำกว่าศักยภาพของงบประมาณที่ใช้ไป
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวต่อว่า ในการทำโครงการดังกล่าวตนมองว่าอาจมีข้อจำกัดที่ยังไม่เปิดให้ค้าปลีกสมัยใหม่ และผู้ประกอบการในระบบภาษีบางส่วนเข้าร่วม อาจทำให้เม็ดเงินกระตุ้นเศรษฐกิจไม่ไหลผ่านห่วงโซ่อุปทานอย่างครบถ้วน โดยเฉพาะสินค้าและบริการของกลุ่มเอสเอ็มและผู้ผลิตรายย่อยจำนวนมาก ที่พึ่งพาช่องทางค้าปลีกในระบบภาษีเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภค เพราะเมื่อช่องทางสำคัญของตลาดไม่ได้ถูกเชื่อมเข้ากับมาตรการ การกระตุ้นเศรษฐกิจจึงอาจไม่ครอบคลุมธุรกิจทั้งระบบและทำให้เม็ดเงินบางส่วนไม่สามารถส่งต่อไปยังผู้ผลิตต้นน้ำได้เต็มที่
รศ.ดร.สุชาติ กล่าวด้วยว่าในมุมของผู้บริโภค เห็นว่า นโยบายควรคำนึงถึงคุณภาพของการใช้จ่าย ควบคู่กับปริมาณ โดยการเพิ่มทางเลือกในการซื้อสินค้าและบริการ จะช่วยสร้างการแข่งขันด้านราคาและคุณภาพ ลดภาระค่าครองชีพ และเพิ่มประสิทธิภาพของมาตรการในภาพรวม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ตัวเลือกจำกัด ทั้งนี้ ตนมีข้อเสนอเชิงนโยบายที่สำคัญ คือการยกระดับความโปร่งใสผ่านระบบดิจิทัล เช่น e-Receipt และ e-Tax Invoice ที่เชื่อมโยงกับฐานข้อมูลภาษี เพื่อให้การใช้จ่ายสามารถตรวจสอบได้ ลดช่องโหว่ของการทุจริต และช่วยดึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบมากขึ้น
นอกจากนั้น ภาครัฐพิจารณาแนวทาง Hybrid Quota โดยกำหนดสัดส่วนการใช้จ่ายระหว่างร้านค้ารายย่อยและค้าปลีกสมัยใหม่ เพื่อให้สามารถบรรลุทั้งเป้าหมายการกระจายรายได้สู่ชุมชน และการเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานในระบบเศรษฐกิจสมัยใหม่ โดยเฉพาะการเปิดโอกาสให้สินค้าเกษตรไทย OTOP และ SME ที่อยู่ในระบบ สามารถเข้าถึงตลาดขนาดใหญ่ได้มากขึ้น
นักวิชาการ ม.กรุงเทพ กล่าวต่อว่าในระยะต่อไป การออกแบบนโยบายควรมุ่งไปที่การทำให้เงินทุกบาทสร้างมูลค่าเพิ่มในระบบเศรษฐกิจจริงไม่ใช่เพียงกระตุ้นการใช้จ่ายระยะสั้น แต่ต้องสร้างแรงจูงใจที่ถูกต้องให้ทุกภาคส่วนของเศรษฐกิจทำงานสอดประสานกัน และนำไปสู่การเติบโตที่โปร่งใส มีเสถียรภาพ และยั่งยืนในระยะยาว


