วันพุธ ที่ 29 เมษายน 2569

Login
Login

ทร.เปิดตัว AWAV 8x8 สะเทินน้ำสะเทินบก บ.ชัยเสรี เขี้ยวเล็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ทร.เปิดตัว AWAV 8x8 สะเทินน้ำสะเทินบก บ.ชัยเสรี เขี้ยวเล็บชายแดนไทย-กัมพูชา

ทร.แจงจัดหา AWAV 8x8 สะเทินน้ำสะเทินบก บ.ชัยเสรี เสริมเขี้ยวเล็บชายแดนไทย-กัมพูชา ดันอุตสาหกรรมป้องกันประเทศฝีมือคนไทย ลดนำเข้า

เมื่อวันที่ 27 เม.ย.2569 ที่กองบัญชาการกองทัพเรือ (บก.ทร.) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ ชี้แจงถึงความจำเป็นในการจัดหารถยานเกราะล้อยางสะเทินน้ำสะเทินบก แบบ AWAV 8x8 เพิ่มเติม จากบริษัท ชัยเสรีเม็ททอลแอนด์รับเบอร์ จำกัด ว่าเป็นการดำเนินการต่อเนื่องเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกองทัพเรือให้สอดคล้องกับสถานการณ์ความมั่นคงตามแนวชายแดนด้านตะวันออกในปัจจุบัน การป้องกันอธิปไตยทางทะเล และการตอบสนองต่อภัยคุกคามรูปแบบใหม่ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในสถานการณ์ฉุกเฉิน

ยานเกราะ AWAV 8x8 ได้รับการออกแบบโดยทีมวิศวกรคนไทย และผลิตโดยแรงงาน รวมถึงเครื่องมือเครื่องจักรภายในประเทศ สะท้อนศักยภาพของอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม โดยมีการใช้วัสดุภายในประเทศในสัดส่วนไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 ของมูลค่าการผลิต อันเป็นการสนับสนุนห่วงโซ่อุตสาหกรรมในประเทศ ลดการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ และสร้างความมั่นคงทางอุตสาหกรรมในระยะยาว

ตัวรถเป็นระบบขับเคลื่อน 8x8 มีความคล่องตัวสูง สามารถปฏิบัติการได้ในทุกภูมิประเทศ รองรับการปฏิบัติการร่วมกับเรือยกพลขึ้นบก (LPD) ของกองทัพเรือได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

ด้านการป้องกันและอำนาจการยิง AWAV มีมาตรฐานการป้องกันกระสุนและแรงระเบิดตามเกณฑ์ STANAG พร้อมติดตั้งปืนกลและระบบควบคุม อีกทั้งยังติดตั้งระบบสื่อสารซึ่งสามารถเชื่อมโยงเข้ากับโครงข่ายสื่อสารทางทหารของกองทัพเรือได้อย่างสมบูรณ์ ยานเกราะดังกล่าวยังผ่านมาตรฐานด้านความคงทนต่อสภาพแวดล้อมตาม MIL-STD ซึ่งเป็นมาตรฐานทางทหารสากล สะท้อนถึงความพร้อมในการใช้งานในทุกสภาพแวดล้อมการรบ ทั้งในทะเลและบนบก

กองทัพเรือ ได้จัดหารถ AWAV เข้าประจำการแล้วจำนวน 7 คัน และจากผลการใช้งานพบว่าสามารถปฏิบัติภารกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีความพร้อมรบสูง และตอบสนองต่อภารกิจได้ตรงตามความต้องการของหน่วยปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นในการจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดกำลังและรองรับแผนการปฏิบัติการในอนาคต

การจัดหา AWAV เพิ่มเติมในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการยกระดับขีดความสามารถของ กองทัพเรือ เท่านั้น แต่ยังเป็นการขับเคลื่อนนโยบายการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศของไทยอย่างเป็นรูปธรรม และเสริมสร้างขีดความสามารถของบุคลากรไทยให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาว อันจะนำไปสู่ความมั่นคงของชาติทั้งในมิติทางทหารและเศรษฐกิจ