กรมป่าไม้ เคลียร์ปม “เผาควบคุม” ตามแผนงาน และหลักวิชาการ เพื่อควบคุมเชื้อเพลิง พื้นที่ป่าที่มีความเสี่ยง ไฟป่ารุนแรง ครอบคลุมพื้นที่รวม 52,173 ไร่
จากกรณีที่มีการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการดำเนินงาน ชิงเผาในพื้นที่ป่า และข้อกังวลว่าอาจก่อให้เกิดปัญหาไฟลุกลาม และส่งผลกระทบต่อสถานการณ์ฝุ่นละอองในภาคเหนือ นายนิกร ศิรโรจนานนท์ อธิบดีกรมป่าไม้ ชี้แจงว่า การดำเนินการดังกล่าว เป็นมาตรการบริหารจัดการเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าตามหลักวิชาการ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่ารุนแรง ซึ่งอาจทำให้ไฟป่าลุกลามขยายวงกว้าง และช่วยลดผลกระทบในระยะยาว มิใช่การดำเนินการโดยขาดการควบคุม
กรมป่าไม้มีหน้าที่รับผิดชอบดูแลพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ จำนวน 59.68 ล้านไร่ โดยภารกิจควบคุมไฟป่า ได้ถ่ายโอนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 2,737 แห่ง
ขณะที่กรมป่าไม้ทำหน้าที่สนับสนุนด้านวิชาการ การวางแผน และการเสริมกำลังในสถานการณ์รุนแรง โดยมีศูนย์ส่งเสริมการควบคุมไฟป่าทั่วประเทศ จำนวน 15 ศูนย์ ส่งเสริมการควบคุมไฟป่า และเจ้าหน้าที่ “เหยี่ยวไฟ” รวม 250 นาย ทำหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติงาน ร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และประชาชนในพื้นที่ เพื่อช่วยดับไฟป่าในสถานการณ์รุนแรงหรือวิกฤติ
สำหรับประเด็นข้อกังวลเกี่ยวกับการจ้างเอกชนดำเนินการชิงเผา และความเสี่ยงที่อาจทำให้ไฟลุกลามนั้น นายนิกร ชี้แจงว่า การชิงเผาเป็นกระบวนการ “เผาควบคุม” ที่ดำเนินการโดยพนักงานเจ้าหน้าที่ ภายใต้แผนงานที่ชัดเจน
โดยมีการสำรวจพื้นที่เสี่ยง และกำหนดแนวทางดำเนินการล่วงหน้า ในช่วงก่อนฤดูไฟป่า ซึ่งอยู่ในช่วงเดือนธันวาคม 2568 และดำเนินการแล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เพื่อควบคุมปริมาณเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณที่มีความเสี่ยง
ทั้งนี้ การดำเนินงาน มีการกำหนดมาตรการควบคุมอย่างเข้มงวด โดยมีการจัดทำแนวกันลาม และควบคุมการเผา โดยเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบ พร้อมทั้งมีการจ้างประชาชนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการควบคุมไฟ เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟลุกลามออกนอกพื้นที่ที่กำหนด อีกทั้งได้มีการกำหนดให้แต่ละหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ดำเนินการวันละ 1 แปลง เพื่อจำกัดผลกระทบต่อสถานการณ์ฝุ่นละออง (PM2.5)
อธิบดีกรมป่าไม้ ระบุด้วยว่า ในปีงบประมาณ 2569 กรมป่าไม้ ได้กำหนดแผนการดำเนินงานชิงเผา จำนวน 525 แปลง ครอบคลุมพื้นที่ 52,173 ไร่ ดำเนินการแล้วจำนวน 404 แปลง คิดเป็น 40,400 ไร่ และเมื่อเปรียบเทียบกับพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ที่อยู่ในความรับผิดชอบของกรมป่าไม้ จำนวน 59.68 ล้านไร่ ได้จัดการเชื้อเพลิงน้อยกว่า 1% สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานที่เป็นไปตามแผนที่กำหนด และอยู่ภายใต้การควบคุมอย่างเป็นระบบ
“กรมป่าไม้ขอยืนยันว่า การใช้ไฟควบคุม เป็นเครื่องมือสำคัญในการบริหารจัดการป่าไม้ ที่ดำเนินการตามหลักวิชาการ ควบคู่กับการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน โดยกรมป่าไม้ดำเนินการภายใต้การวางแผน และการควบคุมในทุกขั้นตอน ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าว เป็นการลดความเสี่ยงการเกิดไฟป่าในสถานการณ์รุนแรง เพื่อให้เกิดความสมดุลของทรัพยากรป่าไม้ และลดผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาว” อธิบดีกรมป่าไม้ กล่าว





