วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน 2569

Login
Login

กยท.พัฒนา 'ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ' ทดแทนปุ๋ยเคมี เปิดจำหน่าย-รับผลิต ช่วยเกษตรกร

กยท.พัฒนา 'ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ' ทดแทนปุ๋ยเคมี เปิดจำหน่าย-รับผลิต ช่วยเกษตรกร

กยท. พัฒนา 'ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ' ผลิตจากน้ำหมักชีวภาพ ปลาหมอคางดำ และน้ำนมดิบ ทดแทนปุ๋ยเคมี เปิดจำหน่ายแล้ว พร้อมรับจ้างผลิต เพื่อให้เกษตรกรมีปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุน

หนึ่งในงานวิจัยและนวัตกรรม ระดับต้นน้ำ ของการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) คือ การผลิตน้ำหมักชีวภาพ จากปลาหมอคางดำ และจากน้ำนมดิบ ซึ่ง กยท.กำลังยกระดับให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี โดยขณะนี้ กยท.ได้ดำเนินการขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย จากกรมวิชาการเกษตร  

นายโกศล บุญคง รักษาการแทนผู้ว่า กยท.กล่าวถึงที่มาของการผลิตน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนม หรือน้ำหมักอะมิโนน้ำนมว่า สืบเนื่องมาจากความตกลงการค้าเสรี (FTA : Free Trade Agreement) ไทย-ออสเตรเลีย และไทย-นิวซีแลนด์  ซึ่งได้ลดภาษีนำเข้านมผงเหลือ 0% เมื่อปี 2568 ทำให้มีการนำนมผงที่มีราคาถูกเข้ามาจำนวนมาก ส่งผลกระทบทำให้น้ำนมดิบของไทยไม่สามารถขายได้ จนล้นตลาด เพราะมีราคาแพงกว่า

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จึงได้ให้ กยท.เข้าไปช่วยเหลือ ลดผลกระทบต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ด้วยการรับซื้อน้ำนมดิมเพื่อนำมาผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพ รวม 2 เฟส จำนวน 716,180 กิโลกรัม สามารถนำไปผลิตเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบได้กว่า 1.14 ล้านลิตร โดยใช้งบจากหน่วยธุรกิจ (BU) ของ กยท. ประมาณ 75 ล้านบาท

เช่นเดียวกับเมื่อปี 2567 ต่อเนื่องมาถึงปี 2568 ที่เกิดการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ ซึ่งกระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายเร่งด่วน ให้ กยท.ดำเนินโครงการรับซื้อปลาหมอคางดำ เพื่อนำมาผลิตน้ำหมักชีวภาพ รวมทั้งหมด 2 เฟส สามารถซื้อปลาหมอคางดำรวมกันได้ประมาณ 1.2 ล้านกิโลกรัม ใช้งบประมาณ 50 ล้านบาท

โดยน้ำหมักชีวภาพที่ผลิตได้ ส่วนหนึ่งได้นำไปจัดสรรให้สมาชิกกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ในโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่ และจำหน่ายทั่วไป

กยท.มีน้ำหมักชีวภาพรวมกว่า 4.62 ล้านลิตร แบ่งเป็นน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ 1.12 ล้านลิตร และน้ำหมักชีวภาพจากปลาหมอคางดำ 3.5 ล้านลิตร ซึ่งดำเนินการภายใต้นโยบายของรัฐบาลในการแก้ปัญหาน้ำนมดิบล้นตลาด และการแพร่ระบาดของปลาหมอคางดำ โดยใช้งบประมาณรวมกันกว่า 125 ล้านบาท  

ขณะนี้ กยท.ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการระบายน้ำหมักชีวภาพทั้ง 2 ชนิดออกสู่ตลาด เพื่อให้เกษตรกรมีปัจจัยการผลิตที่มีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนด้านการผลิต ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมีซึ่งราคาแพง 

รักษาการ ผู้ว่าการ กยท.กล่าวต่อว่า สำหรับน้ำหมักชีวภาพทั้ง 2 ชนิด ดำเนินการผลิตภายใต้สูตรของกรมพัฒนาที่ดินที่ได้มาตรฐาน มีธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริม ที่ช่วยให้พืชเจริญเติบโตได้ดี

น้ำหมักชีวภาพปลาหมอคางน้ำนั้น กยท.มีผลการทดลองจากการนำไปใช้ในสวนยางอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้นำไปจัดสรรให้สมาชิกกลุ่มเกษตรกรชาวสวนยางที่อยู่ในโครงการส่งเสริมการทำสวนยางในรูปแบบแปลงใหญ่รวม 14,552 ราย ๆ ละ 40 ลิตร รวมทั้งสิ้น 353 แปลง และใช้ในสวนยางเกษตรกรอื่นๆ 

กยท.พัฒนา 'ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ' ทดแทนปุ๋ยเคมี เปิดจำหน่าย-รับผลิต ช่วยเกษตรกร

ผลปรากฎว่า สวนยางพาราที่ใช้น้ำหมักปลาหมอคางน้ำ เปลือกต้นยางอ่อนนุ่มลง ทำให้กรีดง่าย ได้ปริมาณน้ำยางเพิ่มขึ้นมากกว่าสวนยางทั่วไป รวมทั้งยังช่วยปรับสภาพดิน และลดการใช้ปุ๋ยเคมีรักษาสิ่งแวด้อม

นอกจากนี้ ยังสามารถนำไปใช้ได้ในพืชทุกประเภท ทั้ง ผัก ข้าว ปาล์ม มะพร้าว จนถึงไม้ผล เพื่อปรับปรุงดิน เพิ่มธาตุอาหาร โดยเฉพาะการบำรุงต้น เพราะมีธาตุไนโตรเจน (N) ที่สูงมาก เนื่องจากทำมาจากเนื้อปลาหมอทั้งตัว  

​ส่วนน้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ ประกอบด้วย ธาตุอาหารหลัก ธาตุอาหารรอง และธาตุอาหารเสริมที่พืชต้องการ ที่ผ่านมาได้มีการทดลองในแปลงทดสอบแล้ว ให้ผลอย่างน่าพอใจ  

​ส่วนการขยายผลทดลองใช้จริงในสวนยางพาราของเกษตรกร ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดย กยท.มีเป้าหมายนำไปทดลองใช้ในทุกภูมิภาค พร้อมทั้งติดตามผลที่ได้รับอย่างต่อเนื่อง

โดยล่าสุดได้ทดลองใช้ในสวนยางเกษตรในพื้นที่ อ.แกลง จ.ระยอง ซึ่งเป็นการทำสวนยางแบบผสมผสาน ที่มีการปลูกพืชแซมหลากหลายชนิดในสวนยาง เมื่อได้ผลสรุปที่ชัดเจนแล้ว กยท.จะขยายผลไปยังพื้นที่อื่นๆ เพื่อให้มีการใช้น้ำหมักชีวภาพเพิ่มขึ้น ลดการใช้ปุ๋ยเคมี ฟื้นฟูดินให้กลับคืนสภาพเดิมที่มีความอุดมบูรณ์อย่างยั่งยืน

กยท.พัฒนา 'ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ' ทดแทนปุ๋ยเคมี เปิดจำหน่าย-รับผลิต ช่วยเกษตรกร

นายโกศล กล่าวเพิ่มเติมว่า ปัจจุบันโลกให้ความสำคัญในเรื่องการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการทำเกษตรกรรมที่ยั่งยืนปลอดสารพิษ ซึ่งสอดคล้องกับการนำน้ำหมักชีวภาพนำมาใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมี เพราะน้ำหมักชีวภาพเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ช่วยปรับโครงสร้างดิน ทำให้อุดมสมบูรณ์ช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ

การนำน้ำหมักชีวภาพไปใช้ทดแทนการใช้ปุ๋ยเคมีได้อย่างมีประสิทธิภาพ  จำเป็นต้องดำเนินการพัฒนาต่อยอด ยกระดับให้เป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ซึ่ง กยท.ได้บูรณาการร่วมกับหลายหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรฯ เพื่อเร่งขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำโดยกรมวิชาการเกษตร  

โดยจะแยกขึ้นทะเบียนเป็น ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ"น้ำนมดิบ" และปุ๋ยอินทรีย์น้ำ"ปลาหมอคางดำ" พร้อมทั้งยังจะนำขึ้นทะเบียนบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อจะได้ให้หน่วยงานรัฐสามารถจัดซื้อได้ตามระเบียบพัสดุ ​

นอกจากนี้ จะมีการตั้งคณะทำงานภายใต้กระทรวงเกษตรฯ ในการนำไปช่วยเหลือเกษตรกรที่ประสบภัยต่างๆ ยิ่งเกิดภาวะสงครามในตะวันออกกลาง ที่เป็นแหล่งผลิตปุ๋ยยูเรีย ยิ่งทำให้ราคาเพิ่มสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด

ดังนั้น หากสามารถนำปุ๋ยอินทรีย์น้ำ ทั้ง 2 ชนิดมาให้ทดแทนได้ จะช่วยลดค่าใช้จ่าย และลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้ รวมทั้งยังสอดคล้องกับกระแสอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และเกษตรกรรมที่ยั่งยืนปลอดสารพิษอีกด้วย 

ปัจจุบัน กยท.มีน้ำหมักชีวภาพทั้ง 2 ชนิด รวมกว่า 4.62 ล้านลิตร หากสามารถขึ้นทะเบียนเป็นปุ๋ยอินทรีย์น้ำแล้ว มั่นใจว่า จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น  

​นอกจากนี้ กยท.ยังจะดำเนินการตลาด ปุ๋ยอินทรีย์น้ำในเชิงรุก ไลฟ์สดในสินค้า ออกนิทรรศการงานแสดงสินค้าต่างๆ พร้อมทั้งรับจ้างในการผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำหมักชีวภาพด้วย

สำหรับเกษตรกร หรือผู้สนใจ ติดต่อได้ที่หน่วยธุรกิจ (BU) ของ กยท. ซึ่งมีจำหน่าย 4 ขนาด ได้แก่ 1 ลิตร ราคา 100 บาท 5 ลิตร 450 บาท 20 ลิตร 1,400 บาท 200 ลิตร 14,000 บาท

นายปัญญา สำลี เกษตรกรชาวสวนยาง อ.แกลง จ.ระยอง เจ้าของสวนยางที่ทดลองการใช้น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบ เปิดเผยว่า ปัจจุบันตนมีสวนยาง เนื้อที่ 11 ไร่  ปลูกยางร่วมกับพืชชนิดอื่นๆ หลากหลายชนิด เช่น ทุเรียน ลองกอง ชมพู่ เงาะ ชะมวง ผักกูด พริก เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังเลี้ยงไก่ไข่ เลี้ยงปลา เลี้ยงผึ้ง การทดลองใช้น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมดิบในครั้งนี้ จะใช้ทั้งยาง และพืชอื่นๆ ที่ปลูกทั้งหมด โดยได้ฉีดพ่นตามที่ กยท.แนะนำ