เวทีเสวนา FOOD WAR สะท้อนภาพวิกฤติราคาพลังงาน ลุกลามสู่ระบบอาหารของไทยเป็นลูกโซ่ ทั้งต้นทุนผลิต ขนส่ง ราคาสินค้า เสนอทางแก้ ต้องทำทั้งระดับการผลิต การบริโภค และนโยบายรัฐ
เวทีเสวนา FOOD WAR : สงคราม พลังงาน และความมั่นคงทางอาหาร ที่มี วิฑูรย์ เลี่ยนจำรูญ เลขาธิการมูลนิธิชีววิถี หรือไบโอไทย (BIOTHAI) และกนกพร ดิษฐกระจันทร์ เกษตรกรกลุ่มส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ อู่ทอง สุพรรณบุรี ร่วมให้มุมมอง และทางออกที่สำคัญ
โดยสะท้อนภาพวิกฤติราคาพลังงาน ที่กำลังลุกลามสู่ระบบอาหารของไทยอย่างเป็นลูกโซ่ ทั้งต้นทุนการผลิต การขนส่ง และราคาสินค้าในตลาด ท่ามกลางสถานการณ์ที่ปั๊มน้ำมันหลายแห่ง จำกัดการเติมน้ำมันครั้งละ 500-1,000 บาท
ต้นทุนเกษตรผูกพลังงาน
วิฑูรย์ อธิบายว่า ระบบเกษตรกรรมไทยในปัจจุบัน พึ่งพาพลังงานฟอสซิลในระดับสูง ไม่ใช่เพียงในขั้นตอนการขนส่ง แต่ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่การผลิตอาหาร ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ ในขั้นตอนการผลิต เกษตรกรรมสมัยใหม่ต้องพึ่งพาปุ๋ยเคมี ซึ่งผลิตจากก๊าซธรรมชาติ เครื่องจักรกลเกษตรที่ใช้น้ำมันดีเซล รวมถึงระบบสูบน้ำเพื่อการชลประทาน
ขณะที่ ขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว ยังต้องใช้พลังงานในกระบวนการแปรรูป การเก็บรักษาในห้องเย็น และการกระจายสินค้าผ่านระบบโลจิสติกส์ไปยังตลาดและห้างค้าปลีก ไม่นับรวมปุ๋ยเคมีที่เป็นต้นทุนสำคัญและต้องผลิตจากดีเซลด้วย
โดยข้อมูลจากเครือข่ายไบโอไทย ระบุว่า ต้นทุนการผลิตอาหารและเกษตรกรรมราว 35% เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม โดยเฉพาะปุ๋ยเคมีคิดเป็นประมาณ 29% และน้ำมันอีก 12.9% สะท้อนว่าระบบอาหารทั้งระบบผูกกับพลังงานในระดับสูง
น้ำมันเป็นเหมือนต้นทางของทุกอย่าง ตั้งแต่การปลูก การเก็บ การขน ไปจนถึงอาหารบนชั้นวางในห้าง เมื่อราคาพลังงานขยับ ต้นทุนทั้งระบบก็ขยับตามทันที โดยต้นทุนการผลิตอาหารและเกษตรกรรมราว 35% เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ครอบคลุมตั้งแต่ปุ๋ยเคมี ยา่าแมลง เครื่องจักรกลเกษตร ระบบสูบน้ำ ไปจนถึงการขนส่งและห่วงโซ่ความเย็น
"ต้นทุนปุ๋ยเคมีคิดเป็นประมาณ 29% และน้ำมันอีก 12.9% สะท้อนว่าระบบเกษตรไทยผูกกับพลังงานเกือบครึ่งหนึ่ง ซึ่งน้ำมันไม่ใช่แค่เรื่องขนส่ง แต่เป็นหัวใจของระบบอาหารทั้งหมด ทั้งนี้ ไทยนำเข้าปุ๋ยเคมีเกือบ 99% ของการใช้ทั้งหมด โดยกว่า 30-35% มาจากตะวันออกกลาง และอีกส่วนจากยูเครน-เบลารุส ทำให้เมื่อเกิดสงคราม ราคาปุ๋ยและพลังงานปรับตัวขึ้นทันที ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนมากต้องเผชิญภาวะต้นทุนเพิ่มขึ้น 50-80% หรือไม่สามารถเข้าถึงปุ๋ยได้" วิฑูรย์ กล่าว
กำไรพุ่งในฝั่งทุน สวนทางเกษตรกร
เลขาธิการมูลนิธิไบโอไทย ระบุด้วยว่า วิกฤติพลังงาน และอาหารในปัจจุบัน สะท้อนความไม่สมดุลของโครงสร้างโลก โดยหลังสงครามยูเครนปี 2022 บริษัทปุ๋ยเคมีรายใหญ่ของโลกมีกำไรเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ทั้ง Yara ที่เพิ่มขึ้นกว่า 600% CF Industries มากกว่า 300% และ Nutrien กับ Mosaic มากกว่า 100% เพียง 4 บริษัท มีกำไรสุทธิรวมเพิ่มจากราว 2.1 แสนล้านบาท เป็นกว่า 6.2 แสนล้านบาทภายในปีเดียว ขณะที่ในอีกด้าน เกษตรกรกลับต้องซื้อปุ๋ยในราคาที่สูงขึ้นอย่างมาก วิกฤติอาหาร คือวิกฤติที่คนเล็กคนน้อยเจ็บปวดที่สุด ต้นทุนสูง แต่กำหนดราคาไม่ได้
ด้านกนกพร ดิษฐ์กระจัน ประธานกลุ่มวิสาหกิจส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ อ.อู่ทอง จ.สุพรรณบุรี สะท้อนว่า แม้กลุ่มของตนจะทำเกษตรอินทรีย์ 100% และไม่พึ่งพาปุ๋ยเคมี แต่ก็ยังได้รับผลกระทบจากราคาพลังงาน โดยเฉพาะต้นทุนการสูบน้ำและค่าขนส่ง เราไม่ใช้เคมี แต่ยังต้องใช้น้ำมันสูบน้ำและขนส่งผัก ต้นทุนก็ขึ้นเหมือนกัน
ปัญหานี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเกษตรเคมี แต่กระทบทั้งระบบ ทางกลุ่มได้ปรับตัว โดยลดรอบการขนส่งจากเดิมหลายครั้งต่อสัปดาห์ เหลือสัปดาห์ละครั้ง ในรูปแบบพรีออเดอร์ เพื่อลดต้นทุนน้ำมัน และช่วยคงราคาสินค้าไม่ให้กระทบผู้บริโภคมากเกินไป ซึ่งเป็นวิธีการรับมือที่ทำได้จริงในระดับชุมชน
ทางรอดกลับสู่ฐานทรัพยากรชุมชน
ทั้งวิฑูรย์ และกนกพร เห็นตรงกันว่า ทางออกระยะยาวของระบบอาหารไทยคือการลดการพึ่งพาปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะพลังงานและปุ๋ยเคมี
โดยกนกพร เสนอแนวทางปฏิบัติในระดับพื้นที่ เช่น การทำปุ๋ยหมักจากมูลสัตว์และผักตบชวา การใช้สมุนไพรควบคุมศัตรูพืช และการปลูกพืชหลากหลายเพื่อสร้างสมดุลในแปลงเกษตร
วิฑูรย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า งานวิจัยชี้ว่าไทยสามารถลดการใช้ปุ๋ยลงได้ถึง 35% โดยไม่กระทบผลผลิต และหากใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในประเทศอย่างเหมาะสม อาจลดการนำเข้าได้อย่างมีนัยสำคัญ เราสามารถเปลี่ยนประเทศได้โดยไม่ต้องพึ่งน้ำมัน หากเข้าใจระบบนิเวศเกษตร
เวทีเสวนาครั้งนี้ สะท้อนว่า วิกฤติพลังงานไม่ได้เป็นเพียงปัญหาเศรษฐกิจ แต่กำลังกลายเป็นวิกฤติความมั่นคงทางอาหาร ที่กระทบทั้งเกษตรกรและผู้บริโภคในวงกว้าง โดยการแก้ปัญหา จำเป็นต้องดำเนินควบคู่กันทั้งระดับการผลิต การบริโภค และนโยบายรัฐ เพื่อสร้างระบบอาหารที่ยั่งยืนในระยะยาว





