วันพุธ ที่ 11 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดกลยุทธ์ ‘จีน‘ ซุ่มตุนน้ำมัน 1,400 ล้านบาร์เรล สูงกว่าสหรัฐ 3 เท่า

เปิดกลยุทธ์ ‘จีน‘ ซุ่มตุนน้ำมัน 1,400 ล้านบาร์เรล สูงกว่าสหรัฐ 3 เท่า

เปิดกลยุทธ์ ‘จีน‘ ซุ่มตุนน้ำมัน ด้วยการถือหุ้นบ่อน้ำมันทั่วโลก-ดีลลับรัสเซีย ดันคลังสำรองทุกรูปแบบแตะ 1,400 ล้านบาร์เรล สูงกว่าสหรัฐ 3 เท่า กันชนสงคราม สวนโลกที่กำลังวิกฤติ

บลูมเบิร์กรายงานว่า การที่ “จีน” สะสมน้ำมันดิบและกระจายแหล่งซื้อมาอย่างต่อเนื่องหลายปี กลายเป็น "เกราะป้องกัน" ชั้นดีในสถาการณ์ตอนนี้  เพราะช่วยให้โรงกลั่นน้ำมันของจีนยังคงดำเนินงานต่อไปได้แบบไม่ติดขัด แม้ว่าสงครามในตะวันออกกลางจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อทั้งการผลิตและการขนส่งน้ำมันทั่วโลกก็ตาม

ตอนนี้ จีนมีปริมาณน้ำมันสำรองในคลังบนบกสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 851 ล้านบาร์เรล ทำให้โรงกลั่นของจีนมีความยืดหยุ่นสูงมาก โดยสามารถดึงน้ำมันออกมาใช้เป็นกันชนรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที ต่างจากประเทศอื่นๆ ในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น หรือ “ไทย” ที่กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนวัตถุดิบ จนโรงงานบางแห่งต้องประกาศหยุดส่งสินค้าชั่วคราว 

ความแข็งแกร่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพราะโชคช่วย แต่เป็นผลจากการวางแผนยุทธศาสตร์มานานหลายปี 

ข้อมูลจากบริษัทไครอส (Kayrros) บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลระบุว่า นอกจากสต็อกเพื่อการค้าแล้ว จีนยังมีคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ที่ตรวจสอบได้อีก 413 ล้านบาร์เรล และหากรวมน้ำมันที่เก็บไว้ในถ้ำใต้ดินด้วย คาดว่าตัวเลขจริงอาจสูงถึง 1.4 พันล้านบาร์เรล  ปริมาณมหาศาลนี้ทิ้งห่างคลังสำรองทางยุทธศาสตร์ของสหรัฐกว่า 3 เท่า โดยสหรัฐมีอยู่ 415 ล้านบาร์เรลมากถึง  

กระจายความเสี่ยง ‘พลังงาน’

แม้ว่าจีนจะยังคงนำเข้าน้ำมันดิบเกือบครึ่งหนึ่งจากตะวันออกกลาง แต่ขณะเดียวกันก็ได้วางแผนกระจายความเสี่ยงไปทั่วโลก โดยเข้าไปถือหุ้นในโครงการน้ำมันในกว่าสิบประเทศ ตั้งแต่แถบอเมริกาใต้ไปจนถึงทะเลเหนือ เพื่อไม่ให้ต้องพึ่งพาภูมิภาคใดภูมิภาคหนึ่งมากเกินไป

จีนยังเร่งขยายการผลิตน้ำมันภายในประเทศจนพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เพื่อลดจุดอ่อนจากการเป็นผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ที่สุดของโลก

รวมทั้งความร่วมมือระหว่างปักกิ่งและมอสโกส่งผลให้ปัจจุบันรัสเซียแซงหน้าซาอุดีอาระเบียขึ้นมาเป็นผู้จัดหาน้ำมันอันดับหนึ่งให้แก่จีน

 นอกจากนี้ จีนยังนำเข้าน้ำมันจากบราซิลเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่วนโรงกลั่นเอกชนบางแห่งยังเลือกซื้อน้ำมันราคาถูกที่ถูกคว่ำบาตร ซึ่งรายงานระบถว่ามีการลักลอบเก็บสะสมไว้ในน่านน้ำแถบมาเลเซียและชายฝั่งจีนจำนวนมากนับตั้งแต่เกิดสงครามในตะวันออกกลาง

 

นอกจากนี้ รัฐบาลจีนยังเข้ามาควบคุมสถานการณ์อย่างเข้มงวด โดยสั่งจำกัดการส่งออกน้ำมันดีเซลและเบนซินเพื่อให้มีพลังงานใช้เพียงพอภายในประเทศ 

ข้อมูลจากสถาบันวิจัยพลังงานแห่งอ็อกซ์ฟอร์ดระบุว่า ตั้งแต่ปีที่แล้ว รัฐบาลได้ออกกฎหมายบังคับให้บริษัทพลังงานทั้งของรัฐและเอกชนต้องสำรองน้ำมันไว้ในคลัง เพื่อให้ทางการสามารถดึงออกมาใช้รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉินได้ทันที

แต่ไม่ใช่ทุกโรงกลั่นที่รอด

ปกติโรงกลั่นในจีนจะสำรองน้ำมันดิบไว้ใช้ได้ประมาณ 15 วัน แต่ด้วยขนาดอุตสาหกรรมที่ใหญ่ระดับแปรรูปน้ำมันได้ถึง 20 ล้านบาร์เรลต่อวัน ปัจจัยเรื่องที่ตั้ง ความยืดหยุ่นของเครื่องจักร และช่องทางการขนส่ง จึงกลายเป็นตัวกำหนดว่าใครจะอยู่รอด

เอมมา หลี่ นักวิเคราะห์จาก Vortexa ให้ข้อมูลว่า โรงกลั่นทาง "ภาคเหนือ" ได้เปรียบกว่าอย่างเห็นได้ชัด เพราะอยู่ใกล้แหล่งน้ำมันในประเทศและมีท่อส่งน้ำมันต่อตรงมาจากรัสเซีย 

ในขณะที่โรงกลั่นทางภาคใต้น่ากังวลกว่ามาก เพราะต้องพึ่งพาการขนส่งทางเรือเป็นหลัก ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกตัดขาดหากเส้นทางเดินเรือมีปัญหา

สถานการณ์นี้ทำให้โรงกลั่นแต่ละแห่งต้องปรับตัวต่างกันไป บางแห่งฉวยโอกาสช่วงที่วัตถุดิบเริ่มตึงตัวรีบปิดซ่อมบำรุงเครื่องจักรล่วงหน้า ขณะที่บางแห่งต้องบริหารจัดการการผลิตอย่างเข้มงวดเพื่อถนอมน้ำมันดิบที่มีอยู่ 

ข้อมูลจาก Mysteel OilChem ระบุว่า โรงกลั่นในหลายมณฑลสำคัญ เช่น เจ้อเจียง เหอเป่ย และฝูเจี้ยน รวมถึงเมืองอุตสาหกรรมอย่างชิงเต่าและหนานจิง ต่างเริ่มปรับลดกำลังการผลิตลงเฉลี่ย 8% นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น

 

อ้างอิง Bloomberg