วันพุธ ที่ 4 มีนาคม 2569

Login
Login

หมอนทองวิทยา มาตรวัดอารมณ์สังคมไทย

หมอนทองวิทยา มาตรวัดอารมณ์สังคมไทย

กระแสสังคมที่มีต่อทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา ทีมจากโรงเรียนเล็กๆ ของอำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทราที่แทบไม่เคยมีใครรู้จัก แต่สามารถฝ่าฟันเอาชนะโรงเรียนดังๆ

จนเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศของฟุตบอล 7 HD แชมเปี้ยนคัพ 2025 นับเป็นกระแสที่สร้างความตื่นตัวให้วงการกีฬาฟุตบอลเยาวชน วงการศึกษา วงการอินฟลูเอนเซอร์ แม้แต่วงการเมือง ได้อย่างไม่น่าเชื่อ 

กระแสเหล่านี้เป็นภาพสะท้อนได้ดีถึงอารมณ์ของผู้คนในสังคมไทยและน่าจะส่งผลกระทบต่อทีมเยาวชนเหล่านี้ต่อไปไม่มากก็น้อย นอกจากความสามารถของทีมเองแล้ว ต้องยอมรับว่าสิ่งที่ปลุกให้ทีมหมอนทองวิทยากลายเป็นความร้อนแรงสุดขีดชั่วข้ามคืนคือ สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นแพลตฟอร์มไหนต่างพูดถึงทีมนี้จนแทบไม่มีเรื่องอื่นเข้ามาแทรกในช่วงเพียง 1-2 วันก่อนหน้ารอบชิง 

กระทั่งผู้คนต้องตั้งคำถามและค้นหาว่าอะไรคือ “หมอนทองวิทยา” ช่วงนั้นสังคมแทบจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าทีมนี้จะเข้าชิงกับทีมไหนเพราะทีมคู่แข่งถูกพูดถึงน้อยมาก มีแต่เรื่องของหมอนทองว่าผ่านโรงเรียนดังๆ ที่เป็นสุดยอดมากี่โรงเรียน มีดาวเด่นของทีมคือใคร

และที่ถูกพูดถึงมากๆ คือ โค้ชของทีม และยิ่งมีการเล่าเรื่อง (story telling) ของทีมมากเท่าไร ว่าเด็กๆ ผ่านอะไรมาบ้าง โค้ชที่ทำหน้าที่ “พ่อ” ของเด็กๆ ทุ่มเทขนาดไหน และการใช้รถสองแถวหรือ “รถขนฝัน” พาทีมไปแข่งโดยโค้ชทำหน้าที่เป็นคนขับ 

เหล่านี้คือ เรื่องเล่าที่ทรงพลังเพียงพอต่อการจุดความสนใจของสังคมสู่ระดับสูงยิ่ง วัดได้จากปรากฏการณ์ที่ผู้ชมกว่า 30,000 คนเข้าไปแออัดกันในสนามศุภชลาศัยจนล้นลงไปที่ลู่วิ่งของสนามเมื่อวันเสาร์ที่ 8 พ.ย.ที่ผ่านมา ไม่นับคนดูถ่ายทอดสดอีกกว่าล้านคน

ความร้อนแรงของหมอนทองวิทยาบนสื่อโซเชียลทั้งก่อนและหลังการแข่งขัน ดึงความสนใจของคนแทบจะทุกกลุ่มออกมา ตั้งแต่ดารา อินฟลูเอนเซอร์ บริษัท สื่อมวลชนที่ประกาศเงินอัดฉีดทีม นักการเมืองที่ออกมาประกาศสนับสนุนโน่นนี่ บริษัทรถที่ประกาศจะให้รถโค้ชคันใหม่แทน “รถขนฝัน” จะเรียกว่าเกาะกระแสหรือวิ่งเข้าหาแสงก็สุดแต่จะคิด แต่รวมๆ แล้ว หมอนทองวิทยาก็ได้รับเงินอัดฉีดและข้าวของไปหลายล้านก่อนการแข่งขัน 

ขณะที่ทีมคู่แข่งรู้สึกว่าถูกละเลยจากสังคม ร้อนถึง สส.ของจังหวัดต้องออกมาประกาศอัดฉีดด้วย รวมทั้งมีคำพูดจากผู้ใหญ่ให้ทีมเก็บมือถือเมินกระแสโซเชียลที่กระหึ่มไปด้วยเสียงเชียร์อีกฝั่งเพื่อรักษาสภาพจิตใจของเด็กๆ ในทีมเอาไว้ไม่ให้ไหลไปกับดราม่าของชาวเน็ตทั้งหลายไม่ว่าจะเชียร์ฝั่งไหน

ต้องยอมรับว่า กระแสบนโลกออนไลน์นำไปสู่อารมณ์ของสังคมที่สร้างความคาดหวังและความกดดันให้ทั้งสองทีม จึงสะท้อนออกมาในการเล่นที่ออกจะรุนแรงจนกรรมการต้องแจกใบเหลืองรัวๆ แบบที่ไม่น่าจะเกิดกับฟุตบอลเยาวชน รวมไปถึงผู้พากย์ที่พากย์แบบดุเดือดเกินงาม ทั้งนี้ยังไม่นับดราม่าของแฟนของทั้งสองฝ่ายทั้งก่อนและหลังเกม

กระแสอารมณ์ของสังคมไทยแบบนี้ไม่ใช่จะเกิดเป็นครั้งแรก เป็นความวูบวาบที่ใช้อารมณ์ไม่ใช่ปัญญาเป็นตัวนำแบบนิสัยคนไทยที่บางครั้งไม่ยั้งคิดว่าสุดท้ายจะทิ้งบาดแผลอะไรไว้บ้าง หลายคนอาจจะจดจำกรณีคนขับแท็กซี่ที่โกหกว่าเก็บเงินและทรัพย์สินของผู้โดยสารมูลค่ากว่าสิบล้านที่ลืมไว้ในแท็กซี่ได้แล้วนำส่งคืนเจ้าของ

เหตุการณ์เกิดเมื่อปี 2540 ที่แม้วันนั้นยังไม่มีสื่อโซเชียล แต่คนขับแท็กซี่คนนั้นได้กลายเป็นฮีโร่ที่ทุกสื่อพุ่งเข้าหาและเสนอข่าวไม่ยั้ง หลายหน่วยงานให้เงินให้รางวัล แม้แต่นักการเมืองก็เอากับเขาด้วยขนาดมอบไม้บรรทัดทองคำตอบแทนความซื่อตรง

คนขับแท็กซี่ตกใจกับสิ่งที่เกินคาด ตกกระไดพลอยโจนไปกับอารมณ์ของสังคมแบบไม่รู้จะทำอย่างไร เลยต้องตามน้ำต่อไปเรื่อยๆ จนความจริงปรากฏต่อมาว่าทั้งหมดคือเรื่องโกหกที่กุเรื่องขึ้นเอง อารมณ์ของสังคมที่มาก่อนสติปัญญาเกิดในประเทศนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า แต่คนไม่ค่อยจะจดจำ

กระแสที่นำไปสู่อารมณ์ของสังคมอย่างนี้เป็นอันตรายอย่างคาดไม่ถึงหากไม่สามารถควบคุมให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะพอควรได้ 

การเชิดชูผู้เล่นคนใดคนหนึ่งให้เป็น “ฮีโร่” จนเกินงามอาจจะทำลายสปิริตของทีม การปรนเปรอผู้เล่นหรือทีมจนเกินพอดี อาจสร้างความไขว้เขวที่ทำลายความมุ่งมั่นบนเส้นทางการเป็นนักฟุตบอล จะตกหนักที่โค้ชในการควบคุมดูแลนักฟุตบอลในทีมในที่สุด 

ที่ผ่านมาหมอนทองวิทยาสร้างนักเตะขึ้นมาบนความไม่สมบูรณ์พร้อมของทรัพยากรต่างๆ ซึ่งน่าจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมเป็นนักสู้ หมั่นเพียรทุ่มเทกับการฝึกซ้อมเพื่อพิสูจน์ฝีมือและฝีเท้าว่าเป็นเครื่องวัดความสำเร็จ ไม่ใช่เงินทองหรือสิ่งอำนวยความสะดวกทั้งปวง 

บรรดาผู้ที่พยายามจะวิ่งหาแสงหรือโหนเด็กๆ และชาวเน็ตทั้งหลายจึงควรคิดให้หนักว่าพฤติกรรมของตัวเองอาจจะทำให้ทีมไปผิดทิศผิดทางและเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา แทนที่จะปล่อยให้ทีมเติบโตแบบออร์แกนิกและรักษาสปิริตของทีมเอาไว้อย่างที่แล้วมา

นับจากนี้ การเชิญทีมไปปรากฏตัว ไปทำกิจกรรมให้สปอนเซอร์และหน่วยงานต่างๆ คงออกมาถี่กระชั้น รวมถึงการนำเสนอเรื่องส่วนตัวของนักเตะแบบไร้สาระ ที่อาจทำให้นักเตะขาดสมาธิได้ ศึกหนักคงตกอยู่ที่โค้ชที่จะต้องประคับประคองทีมให้หนักแน่นและฝ่าฟันกับสิ่งยั่วยุและพฤติกรรมการหาแสงของผู้ใหญ่ไร้สมอง รวมทั้งชาวเน็ตและสื่อทุกแขนงที่นำเสนออย่างล้นเกินตามอารมณ์ของสังคมที่ควรจะต้องหยุดเสียที

น่าเห็นใจโค้ช ซึ่งหากจะให้เดา เวลานี้คงกำลังถอนใจและรำพึงกับตัวเองว่า “กูอยู่ของกูดีๆ แท้ๆ”