วันเสาร์ ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569

Login
Login

10 ปี กยท. สู่เป้าหมาย องค์กรบริหารจัดการยางระดับโลก ศูนย์ผลิต การค้า นวัตกรรม

10 ปี กยท. สู่เป้าหมาย องค์กรบริหารจัดการยางระดับโลก ศูนย์ผลิต การค้า นวัตกรรม

ครบรอบ 10 ปี กยท.ปรับกลยุทธ์บริหารจัดการระบบยางพาราครั้งใหญ่ ตั้งเป้าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมยางของโลก อย่างก้าวกระโดด

การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการยางพาราทั้งระบบอย่างยั่งยืน สร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับคุณภาพชีวิต สร้างความเข้มแข็ง และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน รองรับการเป็นองค์กรชั้นนำด้านยางพาราระดับโลกมาอย่างต่อเนื่อง  

กยท.จะมีอายุครบ 10 ปี ในวันที่ 15 กรกฎาคม 2568 ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานบอร์ด กยท.บอกเล่าถึงภารกิจที่ผ่านมาว่า กยท.ได้ดำเนินงานตามวิสัยทัศน์ และพันธกิจ การจัดตั้งภายใต้ พ.ร.บ.การยางแห่งประเทศไทย 2558 มาอย่างต่อเนื่อง

โดยเฉพาะในปีที่ผ่านมา รัฐบาลได้ขับเคลื่อนนโยบายด้านยางพาราให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเอาจริงเรื่องการปราบปรามยางเถื่อน ทำให้ราคายางมีเสถียรภาพมากขึ้น ราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เคยขึ้นไปเกือบ 100 บาท/กิโลกรัม แม้ขณะนี้จะมีการปรับตัวลดลงมาบ้าง แต่ยังอยู่ในระดับราคาที่เหมาะสมกับสถานการณ์ 

ในช่วงปีที่ผ่านมา กยท.ได้มุ่งมั่นที่จะผลักดันประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการผลิต การค้า และนวัตกรรมยางของโลกให้ได้ภายใน 10 ปี ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาสวนยางพาราให้ได้มาตรฐาน และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม เสริมความแข็งแกร่งให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง

และยังประสบผลสำเร็จในการขับเคลื่อนมาตรการรองรับกฎหมาย  EUDR (EU Deforestation-free Products Regulation) จนทำให้ประเทศไทยเป็นเพียง 1 ใน 2 ประเทศของโลกที่สามารถสามารถตรวจสอบย้อนกลับที่มาของยางพาราได้ว่า ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า ยางพารา และผลิตภัณฑ์มาจากสวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ป่า      

10 ปี กยท. สู่เป้าหมาย องค์กรบริหารจัดการยางระดับโลก ศูนย์ผลิต การค้า นวัตกรรม                                                                                                                                                                     

รวมทั้งจะต้องมีการจัดการสวนยางพาราที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม ซึ่งจะทำให้ประเทศไทยได้เปรียบคู่แข่ง เมื่อ EU ประกาศบังคับใช้กฎหมายดังกล่าว ไทยจะสามารถขยายตลาดยางพาราในตลาดยุโรปได้อย่างแน่นอน 

นอกจากนี้ กยท.ยังได้ปรับตัวเตรียมยกระดับขึ้นสู่มาตรฐานระดับสากลในทุกๆ ด้าน โดยได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการประมูลยางผ่านระบบดิจิทัล Thai Rubber Trade (TRT) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มของ กยท.สำหรับใช้ซื้อขายประมูลยาง และนำเทคโนโลยี Block Chain มาใช้ในการทำธุรกรรม  

พร้อมทั้งพัฒนาระบบใช้งานผ่าน Mobile Platform และ Web Application ช่วยลดระยะเวลาในการทำธุรกรรม และบริหารจัดการข้อมูลการซื้อขายยางทั้งหมดแบบ Real Time ผู้ซื้อสามารถเลือกซื้อยางที่มีคุณภาพได้มาตรฐานตามความต้องการได้จากทุกตลาดกลางยางพาราและตลาดเครือข่ายทั่วประเทศ    

อีกทั้งยังได้นำระบบรับชำระค่าธรรมเนียมส่งยางออกไปนอกราชอาณาจักรทางอิเล็กทรอนิกส์แบบ Single Form และระบบรับคำขอใบรับรองคุณภาพยางทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านระบบ NSW มาใช้ เพื่อลดขั้นตอน ลดความผิดพลาด ลดความซ้ำซ้อน เพิ่มความสะดวกรวดเร็ว และเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันอีกด้วย
    

โฉนดต้นยางพารา เป็นอีกผลงานหนึ่งที่ กยท.ได้ดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม โดยวางเป้าหมายในระยะแรก จะมอบโฉนดต้นยางพาราให้แก่เกษตรกรในพื้นที่สวนยางที่มีเอกสารสิทธิ์ตามกฎหมาย จำนวน 11.17 ล้านไร่

ทั้งนี้ โฉนดต้นยาง ถือเป็นเอกสารสิทธิ์ในครอบครองต้นยางของเกษตรกร เป็นการพัฒนาศักยภาพต้นยางพาราให้เป็นสินทรัพย์ ที่สามารถใช้เป็นหลักประกันของรับบริการสินเชื่อ หรือเป็นหลักประกันเงินกู้เชื่อมโยงกับสถาบันการเงิน ยกระดับมูลค่าที่ดินแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน ช่วยให้เกษตรกรชาวสวนยางก็จะมีเงินไปพัฒนาสวนยางพาราของตัวเอง และหนุนเสริมการสร้างรายได้อื่นที่เกี่ยวข้อง

10 ปี กยท. สู่เป้าหมาย องค์กรบริหารจัดการยางระดับโลก ศูนย์ผลิต การค้า นวัตกรรม

ผลงานของ กยท.ในรอบปีที่ผ่านมาที่โดดเด่นอีกเรื่อง คือ การเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับบริษัท อีโนเว รับเบอร์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตและจำหน่ายยางยี่ห้อ IRC 

เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ล้อยางมอเตอร์ไซค์แบรนด์ “Greenergy Tyre” ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐานเทียบเท่าประเทศญี่ปุ่น โดยใช้วัตถุดิบยางพาราจากเกษตรกรและสถาบันเกษตรกรชาวสวนยาง ซึ่งขณะนี้ได้ผลิตออกมาจำหน่ายล็อตแรกแล้ว และยังมีแผนที่จะเข้าไปถือหุ้นในบริษัทผลิตยางล้อชั้นนำแห่งหนึ่ง  

โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการขออนุมัติงบประมาณจากคณะกรรมการ กยท. 3,000 ล้านบาท เพื่อผลิตยางล้อรถยนต์แบรนด์ “Greenergy Tyre” ตามสูตรของ กยท.ซึ่งจะใช้ยางพาราเป็นวัตถุดิบมากกว่ายางล้อทุกแบรนด์ประมาณ 30% ต่อเส้น

พร้อมทั้งยังจะนำเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิต ได้มาตรฐานสากล มีความนุ่มนวล ยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม และมีอายุการงานที่ยาวนาน รวมทั้งยังให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมในทุกกระบวนการผลิต

10 ปี กยท. สู่เป้าหมาย องค์กรบริหารจัดการยางระดับโลก ศูนย์ผลิต การค้า นวัตกรรม     
อย่างไรตาม เมื่อเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศได้แล้ว ก็จะต้องป้องกันไม่ให้มียางเข้าประเทศไทยโดยผิดกฎหมายด้วย เพราะจะทำให้กลไกตลาดบิดเบือนไปจากความเป็นจริง ซึ่งในช่วงปีที่ผ่านมา กยท.ได้บูรณาการกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปราบปรามอย่างจริงจัง มีการตรวจสอบสต็อกยางตามแนวชายแดน และสำรวจการผลิตยางธรรมชาติของเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด กยท.ร่วมกับกรมศุลกากรจัดทำมาตรการในการขนส่งยางผ่านประเทศไทย (Transit) เพื่อป้องกันยางเถื่อนหลุดลอดเข้าประเทศ โดยเฉพาะการขนส่งยางจากประเทศเมียนมาผ่านประเทศไทย ไปยังมาเลเซีย ซึ่งมีปริมาณมากถึง 2 - 3 แสนตันต่อปี  
    
ทั้งนี้ กยท.จะเข้าไปดำเนินการตรวจสอบปริมาณ ชนิดของยาง สิ่งปนเปื้อน โดยจะต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกตู้คอนเทนเนอร์ ซีลปิดล็อก ไม่อนุญาตให้บรรทุกยางโดยรถบรรทุกทั่วไป พร้อมติดตั้ง GPS เพื่อใช้ควบคุมการขนส่งตามเส้นทางที่กำหนด โดยจะต้องTransit ยางผ่านประเทศไทยไปประเทศปลายทางมาเลเซีย ภายใน 72 ชั่วโมง

มาตรการดังกล่าว นอกจากจะเป็นการทำระบบการขนส่งผ่านประเทศให้ถูกต้อง ป้องกันไม่ให้ยางจากต่างประเทศหลุดลอดเข้าสู่ประเทศไทยระหว่างการขนส่งแล้ว ยังจะทำให้ กยท.มีรายได้จากค่าบริหารฯ ในอัตรา 2 บาทต่อกิโลกรัม มีรายได้สมทบเข้ากองทุนพัฒนายางพาราเพิ่มขึ้นอีก 400-500  ล้านบาทต่อปี และสามารถบริหารจัดการยางภายในประเทศได้อย่างมีประสิทธิภาพ      

ในรอบปีที่ผ่านมา กยท.ได้มุ่งหมายที่จะพัฒนายางพาราของไทยให้ก้าวสู่ระดับสากล และเป็นศูนย์กลางการผลิตยางของโลก แต่การที่จะทำให้ได้ภายใน 10 ปีนั้น กยท.จะต้องดำเนินในทุกๆ ด้านอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะการกำหนดราคาอ้างอิงในการซื้อขายยาง

ในปัจจุบันผู้ค้ารายใหญ่จะใช้ราคาอ้างอิงจากตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในประเทศสิงคโปร์ (SICOM) ตลาดซื้อขายยางพาราล่วงหน้าในประเทศญี่ปุ่น (TOCOM) และตลาดซื้อขายยางเซี่ยงไฮ้ประเทศจีน(SHFE) มาเป็นราคาอ้างอิงในการซื้อขาย

ซึ่งเปรียบเสมือนกับการนำกระแสราคาจากตลาดต่างชาติมากดดันราคายางในประเทศ ทั้งที่ประเทศเหล่านี้ไม่ได้เป็นประเทศผู้ผลิตยางรายใหญ่เลย ในขณะที่ประเทศไทยเป็นผู้ผลิตยางรายใหญ่ที่สุดในโลก ยางในตลาดโลก 1 ใน 3 เป็นยางที่มาจากประเทศไทย แต่ไม่สามารถกำหนดราคาได้เอง 
    
"หากประเทศไทยต้องการเป็นศูนย์กลางยางพาราโลก ต้องควบคุมการผลิตให้ได้ ตลาดต้นทางจะต้องอยู่ในมือเราไม่ใช่เรื่องต่างชาติที่จะสามารถกำหนดราคาได้เอง ดังนั้น ในปีที่ผ่านมา กยท.จึงได้จับมือกับ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า(ประเทศไทย) จำกัด(มหาชน) หรือ TFEX พัฒนาการคำนวณราคายางพาราเพื่อเป็นราคาอ้างอิงของไทย (Rubber Reference Price) สำหรับซื้อขายยางเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ" ประธานบอร์ด กยท.กล่าวและว่า 

10 ปี กยท. สู่เป้าหมาย องค์กรบริหารจัดการยางระดับโลก ศูนย์ผลิต การค้า นวัตกรรม

ระยะเวลาเกือบ 1 ปีที่ กยท.ได้ประกาศใช้ราคาอ้างอิงยางพาราของไทยนั้น ปรากฎว่า มีผู้ประกอบการยางพาราเริ่มนำราคาอ้างอิงของไทยดังกล่าวไปใช้ในการซื้อขายพอสมควร จากอดีตไม่เคยมีมาก่อน

ทั้งนี้ กยท.จะขับเคลื่อน และผลักดันให้นำราคาอ้างอิงยางพาราของไทย ไปใช้ในการซื้อขายยางเพิ่มขึ้น เทียบเท่า หรือมากกว่าการอ้างอิงราคาจากตลาดต่างประเทศ

เพื่อสร้างความเป็นธรรมให้กับเกษตรกรชาวสวนยาง เนื่องจากเป็นราคาอ้างอิงของไทยเป็นราคาที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง มีมาตรฐาน โปร่งใส และสามารถตรวจสอบที่มาของราคาอ้างอิงได้ หากประสบผลสำเร็จจะทำให้ยางพาราของไทยมีเสถียรภาพอย่างแน่นอน
    
ก้าวต่อไปของ กยท.จะมุ่งพัฒนาบุคลากร ให้มีองค์ความรู้ และความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับยางพารา ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ รองรับเทคโนโลยีใหม่ๆ พร้อมทั้งเปิดให้สมัครใจลาออกเกษียณก่อนกำหนด (Early Retire) เพื่อให้คนรุ่นใหม่ที่ความรู้ความสามารถ เข้ามาช่วยพัฒนา ขับเคลื่อนองค์กรสู่ระดับสากลอย่างยั่งยืน

เช่นเดียวกับ สถาบันเกษตรกรชาวสวนยางจะต้องพัฒนาศักยภาพ สามารถต่อยอดไปสู่การแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลายน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเน้นการทำตลาดแบบจริงจัง 

โดย กยท.จะสนับสนุนความช่วยเหลือเกษตรกรชาวสวนยาง สถาบันเกษตรกร ผู้ประกอบกิจการยาง ทั้งด้านวิชาการ การเงิน การผลิต การแปรรูป การอุตสาหกรรม การตลาด และการประกอบธุรกิจ เพื่อพัฒนายกระดับรายได้ คุณภาพชีวิตของผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับยางพาราให้ดียิ่งขึ้น อย่างยั่งยืน เพื่อพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศให้ดียิ่งขึ้น

ในส่วนของ กยท.จะปรับปรุงการบริหาร ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน อาจจะต้องแก้กฎหมายเพื่อเพิ่มขีดความสามารถ ให้การบริหารจัดการยางทั้งระบบ มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับ กยท.เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ต่างชาติด้วย

กยท.มีแผนที่จะสร้างสำนักงานใหญ่แห่งใหม่ รวมทั้งสำนักงานสาขาที่มีความทันสมัยก่อนที่จะเปิดตัวสู่ตลาดโลก เพื่อสร้างความเชื่อมั่น เชื่อถือ ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กรที่บริหารจัดการยางพาราของประเทศที่ผลิตยางอันดับ 1 ของโลก 

ประธานบอร์ด กยท.เชื่อมั่นใจการปรับกลยุทธ์บริหารจัดการระบบยางพาราครั้งใหญ่ของ กยท.นี้ จะทำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตยางพาราโลกอย่างก้าวกระโดดภายใน 10 ปี