เจาะลึกความยั่งยืนของ "อนันตรา ลาวาณา เกาะสมุย" ถอดรหัสการท่องเที่ยวรักษ์โลก สอดรับวิถี Boutique Footprints
KEY POINTS
- อนันตรา ลาวาณา เกาะสมุย ร่วมมือกับชุมชนจัดการขยะทะเลกว่า 4-5 ตันต่อฤดูกาล นำมาสร้างสรรค์เป็นงานศิลปะเพื่อสร้างรายได้และต่อยอดเป็นวิชาชีพให้คนในพื้นที่
- ฟื้นฟูระบบนิเวศใต้ทะเลผ่านโครงการทำโดมปะการังเทียมจากเปลือกหอย และจัดกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์แนวปะการัง
- บริหารจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืนภายในรีสอร์ท เช่น การนำน้ำเสียที่บำบัดแล้วกลับมาใช้ และการทำน้ำหมักชีวภาพจากเศษอาหารเพื่อดูแลสวนโดยไม่ใช้สารเคมี 100%
ปัจจุบันการเดินทางอาจไม่ได้เป็นเพียงการพาตัวเองไปพักผ่อนและชื่นชมความงามของจุดหมายปลายทางเท่านั้น แต่ยังรวมถึงการตั้งคำถามสำคัญที่ว่า "ในทุกจุดหมายที่เราเดินทางไป เราจะทิ้งร่องรอยที่ดีอะไรไว้ได้บ้าง?" ซึ่งนี่คือหัวใจหลักของแนวคิด Boutique Footprints จากสายการบินบางกอกแอร์เวย์ส ที่มุ่งสร้างร่องรอยเชิงบวกให้ครอบคลุมทั้งผู้คน ชุมชน และสิ่งแวดล้อม
แนวคิดนี้ถูกนำมาถ่ายทอดอย่างเป็นรูปธรรมผ่านมิติของการบิน ชุมชน และการพักผ่อนระดับ 5 ดาวที่ อนันตรา ลาวาณา เกาะสมุย (Anantara Lawana Koh Samui Resort) ซึ่งมี ภาณุวัฒน์ สมประเสริฐ ผู้จัดการฝ่ายภูมิทัศน์ เป็นกำลังสำคัญในการเนรมิตรีสอร์ทแห่งนี้ให้เป็นฟันเฟืองชิ้นใหญ่ที่ขับเคลื่อนความยั่งยืนให้เกิดขึ้นจริงในทุกอณู
Boutique Journey เที่ยวสมุยวิถีใหม่
การสร้างความยั่งยืนไม่ได้เริ่มต้นขึ้นเมื่อเราเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่เริ่มต้นขึ้นตั้งแต่ก้าวแรกของการเดินทาง สายการบินบางกอกแอร์เวย์สได้ออกแบบประสบการณ์ที่เรียกว่า Boutique Journey เพื่อสะท้อนแนวคิดนี้ โดยเริ่มต้นตั้งแต่การเช็กอินและการพักผ่อนที่ห้องรับรองผู้โดยสาร ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ไปจนถึงบริการบนเที่ยวบินที่ถูกปรับโฉมใหม่ให้เป็นแบบ Smart Service การปรับเปลี่ยนนี้ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคยุคใหม่ที่ต้องการความสะดวกสบาย แต่ยังคำนึงถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกด้านของการให้บริการ ถือเป็นการปูทางสู่การท่องเที่ยวแบบ Sustainable Destination อย่างเต็มรูปแบบก่อนที่ล้อเครื่องบินจะแตะพื้นรันเวย์เกาะสมุย
Sustainable Hospitality พลิกวิกฤติขยะทะเลสู่งานคราฟต์สร้างอาชีพ
เมื่อเข้าสู่โหมดการพักผ่อน อนันตรา ลาวาณา เกาะสมุย ได้แสดงให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของภาคธุรกิจโรงแรมในการดูแลจุดหมายปลายทาง พื้นที่บริเวณเกาะมัดหลังซึ่งเป็นพื้นที่สงวนกึ่งเอกชนกึ่งรัฐ มักเผชิญปัญหามรสุมพัดพาขยะทะเลเข้ามาสะสมมากถึง 4-5 ตันต่อฤดูกาล โดยเป็นขยะที่ลอยมาจากหลากหลายประเทศ ทั้งอินโดนีเซีย อินเดีย ศรีลังกา อเมริกา และญี่ปุ่น ทางรีสอร์ทจึงได้ร่วมมือกับชุมชนประมงแหลมสนและชาวบ้านในพื้นที่ นำโดย "แม็ก" ศิลปินหญิงในชุมชน ที่นำเชือกจากเรือเก่ามารังสรรค์เป็นงานศิลปะอย่างตาข่ายดักฝัน (Dreamcatcher) พวงกุญแจ และของตกแต่งต่างๆ ทางรีสอร์ทได้สนับสนุนผลงานเหล่านี้มาประดับตกแต่งต้นคริสต์มาสหลักความสูง 7 เมตรของโรงแรม ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีการนำทักษะงานคราฟต์นี้เข้าไปสอนเพื่อสร้างวิชาชีพให้กับผู้ต้องขังในเรือนจำ ถือเป็นการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อม
คืนชีวิตให้แนวปะการัง สร้างบ้านหลังใหม่ใต้ท้องทะเล
ความมุ่งมั่นด้านสิ่งแวดล้อมของรีสอร์ทยังขยายขอบเขตลงสู่ใต้ท้องทะเล ผ่านโครงการทำโดมปะการังเทียมบริเวณเกาะมัดหลัง ทีมงานได้นำเปลือกหอยนางรมและเปลือกหอยต่างๆ มาบดผสมกับปูนเพื่อสร้างเป็นโครงสร้างบ้านปลาและโดมปะการัง ซึ่งพบว่าเป็นพื้นผิวที่เหมาะสมให้ปะการังเข้ามาเกาะติดและเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร็ว
นอกจากนี้ ทางรีสอร์ทยังเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเก็บเศษปะการังที่แตกหักกลับไปคืนสู่ท้องทะเล กิจกรรมนี้สร้างความประทับใจอย่างลึกซึ้งให้กับผู้เข้าพัก ถึงขั้นที่บุคลากรทางการแพทย์จากประเทศอังกฤษที่เคยมาร่วมกิจกรรม เอ่ยปากว่าอยากกลับมาเยือนเกาะสมุยอีกครั้งเพื่อสานต่อเจตนารมณ์นี้โดยเฉพาะ
นวัตกรรมดูแลต้นไม้โบราณ และการจัดการน้ำหยดสุดท้ายอย่างคุ้มค่า
ภายในพื้นที่ของรีสอร์ทมีต้นไม้เก่าแก่อายุราว 120-150 ปีตั้งตระหง่านอยู่บริเวณร้านอาหารทรีท็อป (Tree Top) ซึ่งภาณุวัฒน์และทีมงานได้ดูแลรักษาอย่างทะนุถนอมผ่านระบบที่เรียกว่า DWST (Deep Watering System for Tree) ด้วยการขุดหลุมลึกประมาณ 1.50 เมตร ใส่ถ่านไม้ไผ่และกรวดหินลงไปตรงกลาง เพื่อส่งน้ำลงสู่รากไม้โดยตรงในเวลากลางคืน วิธีนี้ใช้ร่วมกับการนำน้ำเสียที่ผ่านกระบวนการบำบัดแล้ว (Backwash) ปริมาณถึง 30,000 ลิตรกลับมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ภายในโรงแรมมีบ่อบำบัดน้ำถึง 30 บ่อเพื่อกักเก็บและปรับปรุงคุณภาพน้ำ ก่อนจะปล่อยลงสู่ระบบรดน้ำต้นไม้ในพื้นที่สวน ในช่วงหน้าแล้ง ทางรีสอร์ทมีการวางแผนรดน้ำแบบวันเว้นวันเฉพาะในกลุ่มต้นไม้ที่จำเป็น เพื่อเป็นการประหยัดทรัพยากรน้ำให้ได้มากที่สุด โดยน้ำที่ผ่านระบบกรองจะถูกนำไปรดหญ้าและต้นไม้ในพื้นที่ต่างๆ เช่น โซน 300 ทำให้ภูมิทัศน์มีความเขียวขจีอยู่เสมอ
ครัว Zero Waste ขับเคลื่อนรีสอร์ทปลอดสารเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์
เบื้องหลังความเขียวขจีของรีสอร์ทคือแนวคิดการจัดการขยะที่เชื่อมโยงห้องอาหารเข้ากับงานภูมิทัศน์อย่างสมบูรณ์แบบ ทางทีมงานมีการจัดทำน้ำหมักชีวภาพ (EM) โดยนำเศษผลไม้รวมและสับปะรดกว่า 1,500 กิโลกรัมมาหมักจนได้น้ำหมักคุณภาพสูงถึง 1,000 ลิตรต่อเดือน
นอกจากนี้ยังมีการนำเปลือกไข่ปริมาณ 4-5 กิโลกรัมต่อวันมาล้าง ตากแดด และคั่วให้ละเอียด เพื่อนำไปใช้เป็นสารไล่มดตามธรรมชาติและเพิ่มแคลเซียมให้กับดิน รวมถึงมีการนำกากกาแฟมาตากแห้งเพื่อใช้ผสมกับกากที่เหลือจากกระบวนการทำน้ำหมัก EM อีกด้วย น้ำหมักชีวภาพเหล่านี้ถูกนำไปกระจายใช้ทั่วรีสอร์ท ทั้งในแผนกแม่บ้าน แผนกช่าง และการนำมาใช้บำรุงต้นไม้ ทำให้ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา อนันตรา ลาวาณา เกาะสมุย สามารถประกาศความสำเร็จในการเป็นรีสอร์ทที่ดูแลสวนโดยปราศจากการใช้ปุ๋ยเคมีร้อยเปอร์เซ็นต์
หนุนเศรษฐกิจชุมชน จาก Local Farm สู่ Taste of Samui
การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในวิถี Boutique Footprints ไม่ได้หมายถึงการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมถึงการกระจายรายได้กลับสู่ท้องถิ่น ทางรีสอร์ทได้ร่วมสร้างเครือข่ายเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเปิดโอกาสให้โรงแรมเพื่อนบ้านนำกิ่งไม้มาย่อยในเครื่องย่อยขนาดใหญ่ของโรงแรมได้ฟรี เพื่อนำเศษไม้ไปทำปุ๋ยลดต้นทุน พร้อมทั้งตั้งกฎเกณฑ์ว่าคนเก็บขยะหรือซาเล้งที่จะเข้ามารับซื้อขยะในพื้นที่โรงแรมได้ จะต้องเป็นผู้ที่ผ่านการอบรมและได้รับใบรับรองจากเทศบาลสมุยก่อนเท่านั้น ถือเป็นการมอบโอกาสทางอาชีพอย่างเป็นธรรมนอกเหนือจากภายในรีสอร์ทแล้ว
นอกจากในรีสอร์ทแล้ว ยังมีพาร์ทเนอร์ดีๆ อย่าง ฟาร์มกาแฟชาวหมุย (Chao Mui Coffee Farm) ให้ทุกคนได้เรียนรู้กระบวนการปลูกกาแฟและทุเรียนของเกษตรกรท้องถิ่น ที่นำผลิตผลของชุมชนมาต่อยอดเป็นประสบการณ์ล้ำค่าของนักเดินทาง ผสานไปกับคอนเซปต์ Taste of Samui ที่สนับสนุนให้ผู้มาเยือนได้รับประทานอาหารจากร้านอาหารท้องถิ่นตลอดการเดินทาง เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนกลับเข้าสู่พื้นที่อย่างแท้จริง
ท้ายที่สุดแล้ว Boutique Footprints คือความเชื่อที่ว่า จากเที่ยวบินที่เชื่อมผู้คนเข้าสู่เกาะ สู่โรงแรมที่เติบโตควบคู่กับชุมชน จากกาแฟหนึ่งแก้วที่มีเรื่องราวของเกษตรกรอยู่เบื้องหลัง สู่อาหารหนึ่งมื้อที่ช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในพื้นที่ สิ่งเหล่านี้อาจเป็นเพียงร่องรอยเล็กๆ แต่เมื่อทุกภาคส่วนร่วมกันก้าวเดินไปในทิศทางเดียวกัน ร่องรอยเหล่านี้ย่อมนำไปสู่การเติบโตของการท่องเที่ยวเกาะสมุยที่มีความหมายและยั่งยืนตลอดไป





