ในข้อมูลของวิกิพีเดียบอกว่า "เขื่อนอุบลรัตน์" นั้น เป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งที่สองของไทย ต่อจากเขื่อนภูมิพล และเป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าแห่งแรกของภาคอีสานปิดกั้นแม่น้ำพอง ซึ่งเป็นลำน้ำสาขาของแม่น้ำชี สร้างมาตั้งแต่ พ.ศ.2507 และเปิดใช้งานในปี 2509 เรียกว่าเป็นเขื่อนแรกๆ ของย่านนี้เลยก็ว่าได้ แต่โดยส่วนตัว ผมว่าทัศนียภาพของเขื่อนอุบลรัตน์นี่แหละที่สวยงามมาก เพราะมีภูเขาหลังตัดหรือภูเขาหลังแป แทบจะล้อมรอบก็ว่าได้
ถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นก็ต้องไปดูทางฝั่งขอนแก่นทางด้านอุทยานฯ น้ำพอง แต่ถ้าจะดูพระอาทิตย์ตก ก็ต้องไปดูทางด้านอุทยานฯ ภูเก้า-ภูพานคำ คือมันสวยงามทั้งสองด้าน โดยมีอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ เงาภูเขาหลังตัดที่ทาบลงไปในผืนน้ำกว้าง มันช่างสวยงามจริงๆ แต่วันนี้จะว่ากันทางด้านฝั่งขอนแก่น แถวๆ ทางอำเภออุบลรัตน์นั่นก่อน
เป็นที่รู้กันอยู่ว่าใครที่มาเยือนอำเภออุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ส่วนใหญ่ก็จะผ่านมาเพื่อข้ามภูพานคำ ไปยังจังหวัดอำนาจเจริญ แต่ถ้าตั้งใจมาแวะที่อำเภออุบลรัตน์เลย ส่วนใหญ่ก็จะมาล่องแพ กินอาหารที่บ้านท่าเรือ ซึ่งฮิตมาก มีแพอาหารให้บริการนับสิบๆ เจ้า อาหารก็จะเป็นแนวปลาเป็นหลัก
จุดหมายที่เราจะพาไป จะต้องไปทางด้านที่บรรดาแพเหล่านี้ตั้งอยู่ นั้นคือถนนที่เลียบอ่างเก็บน้ำทางด้านทิศตะวันตก ที่เริ่มจากบ้านท่าเรือ หรือทางด้านขอนแก่น ไปตามทางไม่ไกลก็จะเห็นป้ายวัดเขื่อนอุบลรัตน์ (ถ้ำผาเจาะ) เลยไปก่อนครับเดี๋ยวค่อยมาแวะ เลยไปไม่ไกล จะมีทางซ้ายมือขึ้นไปบนเขาเขียนว่าวัดดอยวิเวกธรรม ขึ้นไปตามทางปูน ทางจะไม่ชันมาก พอขึ้นไปจะผ่านอาคาร เสนาสนะทั้งหลาย เลยเข้าไป ทางจะนำพาเราไปถึงจุดชมวิวริมหน้าผา
จากตรงนี้จะเป็นแนวหน้าผาที่มองเห็นทิวทัศน์ของอ่างเก็บน้ำเขื่อนอุบลรัตน์ และบรรดาแหลมทรายชายน้ำทั้งหลาย ที่ในช่วงต้นฤดูฝนน้ำยังไม่ไหลลงเขื่อนมากนัก แหลมทรายเหล่านี้จะโผล่พ้นน้ำขึ้นมา และมีบรรดาแพอาหาร แพที่พักจอดกันเรียงราย ถือเป็นจุดชมทิวทัศน์แห่งหนึ่งที่สวยงามทีเดียว รับลมเย็นๆ ชมวิว อ่างเก็บน้ำกว้างๆ มันเหมือนได้ปลดปล่อยพันธนาการในชีวิตทั้งหลาย เบาตัว เบาใจ
จากนั้นย้อนกลับลงมาที่ วัดเขื่อนอุบลรัตน์ หรือวัดถ้ำผาเจาะ เข้าไปในเขตวัด จะผ่านวิหาร ผ่านศาลาหลายหลัง แล้วจะเห็นซุ้มประตูเขียนว่า "ถ้ำผาเจาะ" นั่นละครับ เข้าไปแล้วไปจอดหน้าองค์พญานาคสีเงินนั้นได้เลย
จากตรงนี้..ถ้าท่านผู้อ่านสังเกตดีๆ จะเห็นแนวหินทราย เหมือนเป็นกำแพงหิน ขวางไว้ กำแพงหินทรายนี้สูงราว 5 เมตร ยาวเกือบร้อยเมตร ด้านหน้าฝั่งซ้ายจะเป็นรูปปั้นพญานาคสีเงินที่ปั้นได้สวยงาม แต่เข้าใจว่าคงจะปั้นเพื่อตกแต่งพื้นที่ ไม่ได้ปั้นไว้ให้เป็นที่เคารพบูชาอะไร ส่วนตรงกลางกำแพง จะมีช่องเว้าว่างตรงกลาง ตรงนี้ก็เลยดูเป็นสะพานหินไปโดยปริยาย
สะพานหินนี้กว้างราว 3 เมตร ใต้สะพานหินมีพระพุทธไสยาสน์อยู่หนึ่งองค์ หันด้านหลังไปทางลานจอดรถ มีการสลักข้อความไว้บนกำแพงหินทางเบื้องพระบาทของพระนอนว่า “150 ล้านปี สะพานหินธรรมชาติ” 150 ล้านปีนี้ คงคืออายุของหินทรายที่นี่นั่นเอง
เราจะเดินลอดสะพานหินนี้ไปทางปลายพระบาทนั่นละครับ ลอดไปแล้ว ด้านหน้าของพระนอน จะเป็นลานกว้าง ปูกระเบื้องอย่างดี รายล้อมด้วยต้นลั่นทม พื้นที่ดูสะอาดสะอ้าน บางส่วนมีการสร้างเป็นกำแพงจำลองล้อมลานหินนี้ เห็นว่าพระนอนนี้เป็นเหมือนพระประธานของวัดด้วย ถ้าเช่นนั้นลานด้านหน้าพระนอนนี้ก็คงเป็นลานปฏิบัติธรรม ลานสวดมนต์นั่นแหละ ดูแล้วบรรยากาศร่มรื่นดีมาก
เดินเลยลานนี้ออกไปด้านหลังจะเห็นพญานาคสีทอง ขดตัวอยู่บนลานหิน ปั้นได้สวยงามไม่แพ้ตัวสีเงินด้านหน้าเลย แล้วตรงพญานาคนี้ จะมีทางเดินไปบนลานหิน ด้านหนึ่งจะเป็นเหมือนกำแพงหิน มีร่องรอยของรอยเฉียงระดับปรากฏ มีกุมภลักษณ์ขึ้นไปอยู่บนปลายกำแพงหินพวกนี้
เขามีป้ายให้ความรู้ จากกรมทรัพยากรธรณี และสถาบันการศึกษาในพื้นที่ทำป้ายอธิบายความ การเกิดกุมภลักษณ์ การเกิดรอยแตกบนหินทราย การเกิดสะพานหิน ซึ่งได้ความรู้ทางด้านธรณีอย่างมาก
เดินไปตามทาง ชมพืชพรรณ ชมลวดลายบนหินทรายไปราว 100 เมตร ก็จะมีบันไดปูนเป็นทางขึ้นไปไม่สูงนัก ด้านบนเป็นลานที่ถูกปูกระเบื้องไว้สวยงามสะอาดสะอ้าน มีก้อนหินขนาดใหญ่สูงราว 3-4 เมตร ล้อมไว้สองด้าน ด้านหน้าสลักหินเขียนว่าถ้ำพระธาตุ ตรงกลางเป็นรูปหล่อหลวงปู่พรม ด้านขวามือเป็นเพิงเล็กๆ ด้านหน้าเหนือเพิงเขียนว่า “นะโม พุทธัสสะ”
ครั้นพอมุดเข้าไปในเพิงหินที่ดูเป็นถ้ำเล็ก ด้านในก็ปูกระเบื้องอย่างดี สะอาด เป็นเพิงถ้ำสูงราวสองเมตรเศษๆ ไม่กว้างนัก มีพระพุทธรูป มีรูปหล่อหลวงปู่พรม พื้นที่นั้นเงียบสงบ ชวนให้น่ามาปฏิบัติธรรมอย่างมาก เพราะพื้นที่ไม่มีใครมารบกวน อีกทั้งสะอาดสะอ้านเหมือนได้รับการดูแลอย่างสม่ำเสมอ
ผมมาค้นคว้าดูว่าหลวงปู่พรม ท่านเป็นใคร ก็ได้ความว่า ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่มาฟื้นฟู พัฒนาวัดเขื่อนอุบลรัตน์แห่งนี้จนเจริญรุ่งเรือง เป็นที่เคารพศรัทธาของคนทั่วไป ทั้งวัตรปฏิบัติของท่านที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ทั้งเป็นพระนักพัฒนาท่านจึงเป็นที่เคารพทั้งจากคนบ้านท่าเรือ ซึ่งเป็นที่ตั้งของวัดและคนทั้งอำเภอ ที่ยังคงความสงบร่มเย็นมาถึงเดี๋ยวนี้ ยิ่งน่าเลื่อมใส
ถ้ามาในช่วงหน้าแล้งคงจะร้อน ใบไม้อะไรก็คงผลัดใบ แต่ผมไปในช่วงที่ฝนลงมาสักระยะแล้ว ทุกอย่างที่อยู่รอบๆ เลยดูเขียวขจี สดชื่น ลานหินก็ดูชุ่มฉ่ำ มีกลุ่มมอสเขียวๆ ขึ้นตามซอกหิน มีธารน้ำเล็กๆ ไหลริน ดูแล้วสดชื่นเป็นอย่างมาก
เวลาจะกลับ ก็เดินกลับมาทางพญานาคสีทอง แล้วลอดผ่านสะพานหินทางเบื้องพระบาทพระนอน ออกไปยังด้านหน้าที่มีพญานาคสีเงิน ก็เป็นอันว่าเราออกมาถึงข้างนอกเรียบร้อย
การที่ได้มาลอดผ่านสะพานหิน เข้าไปยังพื้นที่ด้านใน ที่เหมือนเป็นกำแพงแบ่งกั้นระหว่างสังคมภายนอกที่วุ่นวายสับสน ไปสู่แดนธรรมที่มีความสงบ ที่ใครก็ตามที่ต้องการที่พักหลบสงบจิตใจมาพึ่งพาอาศัยร่มใบบุญได้
มาอำเภออุบลรัตน์เที่ยวนี้...จึงมีความประทับใจอย่างมาก อดไม่ได้ที่จะนำมาบอกต่อท่านผู้อ่านของผม มีโอกาส ลองแวะไปพิสูจน์กันนะครับ...

