วันเสาร์ ที่ 21 มีนาคม 2569

Login
Login

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม

เห็นภาพปราสาทตาควายหลังจากที่ไทยเรายึดคืนมาได้แล้ว ต้องบอกเลยว่าเป็นสภาพที่...พังพินาศ พังพินาศจริงๆ จากสภาพปราสาทที่เคยสมบูรณ์ ปราสาทประธานองค์เดียวโดดเด่น เพียงแต่ยังไม่มีลวดลายอะไรบนตัวองค์ปราสาทแค่นั้นเอง เหมือนยังสร้างไม่ทันเสร็จดีด้วยซ้ำ แต่จากการที่ทหารเขมร เข้าไปตั้งเป็นฐานทหารในตัวปราสาท เอากระสอบทรายไปตั้งตรงช่องประตูทางเข้า เพียงแค่นี้เราก็รู้แล้วว่า เขมรก็คงไม่ปรารถนาที่จะให้ปราสาทนี้คงอยู่ต่อไปหรอก

ก็เล่นเอาโบราณสถานเป็นตัวประกันแบบนั้น รู้อยู่แล้วว่าถ้ามีการสู้รบ ฐานทหารในตัวปราสาทย่อมถูกถล่มแน่ แล้วตัวปราสาทจะเหลืออะไร สภาพที่ปราสาทพังพินาศจึงเป็นเรื่องที่ไม่เกินคาดเดา ก็ในเมื่อเขมรต้องการแบบนั้น

นอกจากสภาพปราสาทที่พังถล่มลงมามากแล้ว สภาพแวดล้อมรอบๆ เห็นในภาพข่าวก็น่าตกใจ เพราะจากเดิมต้นไม้สูงใหญ่แทบจะคลุมตัวปราสาท แต่ภายหลังการสู้รบ ต้นไม้รอบๆ ก็หักโค่น เพพัง ทำเอาพื้นที่รอบตัวปราสาทแทบจะโล่งเตียนเลย อันเป็นผลของการสู้รบนั่งเอง

นายพนมบุตร จันทโชติ อธิบดีกรมศิลปากร ท่านออกมายืนยันว่า การซ่อมปราสาทตาควายนั้น ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะกรมศิลปากร ซ่อมปราสาทหินในเมืองไทยมานักต่อนักแล้ว ไม่ต้องอื่นไกล ยกตัวอย่างเช่น ปราสาทพนมรุ้ง ที่ผมว่าเป็นปราสาทหินที่สวยที่สุดในบ้านเราจากพังๆ กรมศิลป์ก็ราวกับเสกขึ้นมาใหม่ จนสวยอย่างทุกวันนี้

ขณะที่ ปราสาทหินพิมาย ที่ว่าเก่าแก่กว่านครวัดของเขมร กรมศิลป์ก็ซ่อมได้ ไหนจะปราสาทพนมวัน ประสาทโคกงิ้ว ปราสาทอีกสารพัดแห่ง กรมศิลป์ก็ฟื้นคืนมาได้หมด นับประสาอะไรกับปราสาทที่มีเพียงโครงสร้าง ยังไม่มีลวดลายอะไรแบบปราสาทตาควาย มีหรือกรมศิลป์จะซ่อมไม่ได้

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ภายในบริเวณปราสาทประธาน หลังจากบูรณะจนแล้วเสร็จ สวยงามและสมบูรณ์ยิ่ง

ท่านอธิบดีบอกว่า ...ขอแต่ให้ทหารเอาคืนมาอยู่ในอธิปไตยของเราก่อน อย่าให้ก้ำกึ่งแบบก่อนการสู้รบ และช่วยเคลียร์กับระเบิดบริเวณปราสาท เพื่อให้เจ้าหน้าที่จะได้ทำงานได้อย่างปลอดภัย 

ผมขอเพิ่มเติมท่านอธิบดีอีกอย่างหนึ่งว่า งบประมาณที่จะนำมาซ่อมแซมก็อย่ากระท่อนกระแท่น ผมเห็นปราสาทแต่ละแห่ง ใช้เวลาเป็นสิบๆ ปี กว่าจะซ่อมเสร็จ อย่าง "ปราสาทพนมวัน" ทำกันนานมาก งบประมาณมาปีละนิดละหน่อย เราก็เข้าใจแหละว่าบ้านเราไม่ใช่ประเทศร่ำรวย มีโครงการใช้เงินมากมาย การซ่อมปราสาทที่ไม่ได้อยู่ในหน้าสื่อมากนัก ก็อาจถูกดึงๆ ไปบ้าง งบประมาณเลยมาไม่เต็มที่ เลยใช้เวลานาน

วันนี้ผมจึงอยากจะยกอีกตัวอย่างหนึ่งของปราสาทที่เพพัง ใช่แล้วครับ! เรากำลังพูดถึง "ปราสาทสด๊อกก๊อกธม" ในเขตบ้านหนองหญ้าแก้ว ต.โคกสูง อ.โคกสูง จ.สระแก้ว นี่เอง

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ปราสาทประธาน หลังจากเข้ามาในเขตกำแพงแก้ว ลอดซุ้มโคปุระชั้นนอกเข้ามาแล้ว

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม เสานางเรียงขนาบทางเดินเข้าสู่ตัวปราสาท ที่พอขุดดินออกจึงเห็นเป็นทางที่เป็นศิลาแลง

ผมไปปราสาทนี้ครั้งแรกปี 2536 หลังจากเดินป่าที่อุทยานแห่งชาติปางสีดาเสร็จ ก็ชวนพรรคพวกมาเที่ยวกันต่อ ย้อนหลังไป 33 ปีก่อน การไปปราสาทหินที่อยู่ห่างชายแดนไม่ไกล (น่าจะห่างราว 1 กม.) จำได้ว่าตอนนั้นเราเดินเที่ยว โดยมี ตชด. เดินตามสองนาย ปราสาทก็ดูรกๆ มีหักพัง ต้นไม้ขึ้นบัง ตอนนั้นแหละที่มีความรู้สึกว่ามันพังเยอะ เหลือเป็นเค้าโครงปราสาทอยู่ไม่มาก ส่วนที่เป็นกำแพงแก้วก็โย้ๆ

ต่อมาเดือน กรกฎาคม 2540 ได้ไปอีกครั้ง (รูปเก่าที่มาประกอบคราวนี้เป็นช่วง กรกฎาคม 2540) คราวนี้ เหมือนจะมีการบูรณะแล้วมีการขุดพื้นดิน ทำให้เห็นฐานปราสารทที่ถูกดินฝังไปส่วนหนึ่ง เสานางเรียงถูกขุดดินที่ฝังออก แต่ยังไม่ได้ขนย้าย มีการประกอบหน้าบัน เขียนหมายเลขอะไรไว้เยอะเลยตามแบบการบูรณะที่เรียกว่า "อนัสติโลซิส" เป็นวิธีการแบบรื้อออก ซ่อมให้ดี แล้วนำไปประกอบใหม่ ซึ่งเราก็ใช้วิธีการนี้มากับทุกๆ ปราสาทหิน

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ภาพปสราสาทสด๊อกก๊อกธมเมื่อ 20 ก.ค. 2540 

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม สด๊อกก๊อกธม เมื่อ 20 ก.ค. 2540 ขณะกำลังบูรณะ

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ภาพปราสาทสด๊อกก๊อกธม เมื่อ 20 ก.ค. 2540

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ด้านหน้าทางเข้าปราสาท จะเห็นเสานางเรียงจมดินตลอดแนวทางเดิน

หลังจากนั้นราวปี 2550 ผมก็ได้ไปเยือนครั้ง คราวนี้เห็นชัดว่าบูรณะเสร็จไปมากแล้ว ทั้งกำแพงภายนอก คูน้ำ ส่วนประกอบอะไรต่ออะไรก็ดูดีขึ้นมาก และล่าสุด ปี 2567 นี่แหละเป็นครั้งล่าสุด ซึ่งเขาเปิดปราสาทสด๊อกก๊อกธมเป็นอุทยานประวัติศาสตร์ไปก่อนนี้แล้ว 4-5 ปี (ถ้าจำไม่ผิดดูเหมือนสมเด็จพระเทพฯ จะเสด็จมาด้วยนะ)

หากดูในภาพถ่ายแบบที่เห็นอยู่ตอนนี้ จึงดูดีขึ้นมากจนผิดหูผิดตา เพราะเขาจัดแต่งภูมิทัศน์รอบๆ ด้วย ขนาดว่าผมเข้าไปจนถึงลานจอดรถหน้าห้องจัดแสดงแล้ว ก็ยังสงสัยอยู่ว่า....ใช่ที่นี่จริงหรือเปล่า เพราะผิดหูผิดตาไปมาก

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม โคปุระชั้นใน เห็นปราสาทประธานและบรรณาลัยหลังหนึ่ง

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ซุ้มกำแพงแก้วที่ต่อมาจากโคปุระชั้นในที่เคยพังทลาย ถูกบูรณะขึ้นใหม่อย่างสวยงาม

เดี๋ยวนี้ ทางเข้าก็มีป้ายชัดเจน ลานจอดรถกว้างขวาง มีอาคารจัดแสดง ซึ่งอยากให้แวะเข้าไปดูก่อนเข้าไปชมของจริง เขาทำได้ดีมาก มีการจัดแสดงสิ่งของ วัตถุ วิธีการคืนชีพให้ปราสาทแห่งนี้ รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ได้ความรู้อย่างมาก จะทำให้การเที่ยวชมปราสาท ได้เนื้อหาสาระมากขึ้น อุทยานประวัติศาสตร์เสียค่าเข้าไม่แพงครับ คนไทยยิ่งเสียถูก

หลังจากนั้นก็เดินเข้ามาตามทาง ซึ่งบริเวณเขาร่มรื่นด้วยต้นไม้ สนามหญ้าถูกตัดแต่ง ถูกดูแลอย่างดี ทำให้บรรยากาศน่ามาปูเสื่อนั่งเล่น หากเดินไปจนสุดทางขวามือ จะเป็นบาราย (สระน้ำ) ขนาดใหญ่ ต้องเดินขึ้นเนินดินที่เป็นขอบบารายขึ้นไปจึงเห็นบึงน้ำใหญ่ ที่เป็นบารายประกอบปราสาท

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ปราสาทประธาน และบรรณาลัยหนึ่งในสองหลัง หลังจากบูรณะเสร็จแล้ว

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ศิวลึงค์ สิ่งเคารพในลัทธิไศวนิกาย น่าจะเป็นของใหม่ แต่นำมาจัดแสดงเพื่อให้เห็นถึงภาพในอดีต

แต่ถ้าไปตามทางเดินเรื่อยๆ จะถูกนำพาไปยังทางเดินเข้าไปยังปราสาท ซึ่งมีเสานางเรียงประกบสองข้างทางเดิน พื้นเป็นศิลาแลงเก่าที่ถูกขุดดินออก เสานางเรียงที่ผมเคยเห็นก่อนนี้มีไม่ครบ บางเสาจมดิน บางเสาหักล้มมีหญ้าขึ้นคลุม มาเดี๋ยวนี้ถูกตั้งขนาบข้างทางเดิน แลดูสวยงาม

เข้ามาถึง "โคปุระ" ได้รับการซ่อมแซมจนดูสมบูรณ์ นี่คือความเก่งกาจของกรมศิลป์บ้านเรา คือนำส่วนประกอบเก่ามาประกอบกันใหม่ อันไหนที่สูญหายไปแล้ว ก็นำหินใหม่มาต่อเติมกันจนครบส่วน แล้วนำไปติดตั้งคืนในตำแหน่งเดิม

มันจึงเหมือนฟื้นคืนสภาพปราสาทหินที่อายุนับพันปีที่พังทลายไปด้วยเหตุผลต่างๆ แต่สามารถกลับมามีรูปร่างรูปทรงให้เราเห็นในปัจจุบันได้อีกครั้ง ทั้งปราสาทประธาน บรรณาลัย ก็ใช้วิธีการนี้หมด แล้วทำออกมาได้สวยงามมาก ครบถ้วนสมบูรณ์

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ด้านนอกของตัวปราสาท หลังจากบูรณะเสร็จเรียบร้อย

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม สด๊อกก๊อกธม-มุมสูง ภาพในห้องจัดแสดงอุทยานประวัติศาสตร์ฯ

แม้ว่าเนื้อหาของปราสาทสด๊อกก๊อกธมจะมีให้ค้นหาได้มากมายในปัจจุบัน หรือแม้กระทั่งในห้องจัดแสดงก่อนที่เราจะเข้ามาเขาก็บอกไว้ แต่ผมจะเอามาบอกซะหน่อยละกัน

เดิมเรียกปราสาทนี้ว่า “ปราสาทเมืองพร้าว” แต่ไม่รู้ยังไงที่ต่อมาจึงเรียกกันว่า “ปราสาทสด๊อกก๊อกธม” ซึ่งเป็นภาษาเขมร คำว่า “สด๊ก” หรือ “สด๊อก” แปลว่า รก ทึบ คำว่า “ก๊อก” แปลว่า ต้นกก และคำว่า “ธม” แปลว่า ใหญ่ ดังนั้น “สด๊กก๊อกธม” จึงแปลว่า รกไปด้วยต้นกกขนาดใหญ่ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเป็นต้นกกที่ขึ้นในบารายขนาดใหญ่ซึ่งเป็นบึงน้ำประกอบปราสาทนั่นแหละ

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ภายในห้องจัดแสดง ที่ไม่อยากให้พลาด มีอะไรน่าสนใจมาก

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ภาพร่างของปราสาทประธาน เมื่อครั้งยังไม่ได้บูรณะจนกระทั่งเสร็จสรรพ

ที่นี่เป็นศาสนสถาน สร้างขึ้นในปี พุทธศักราช 1595 รัชสมัยพระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 (พุทธศักราช1593- 1609) เพื่อประทานให้แด่พระราชครูที่ลาสิกขาจากสมณเพศที่มีนามว่า “ศรีชเยนทรวรมัน”หรือ นามเดิมว่า “สทาศิวะ”โดยที่พระครูผู้นี้มีศักดิ์เป็นพระชามาดาของ พระเจ้าสูรยวรมันที่ 1 อีกทั้งยังเป็นผู้ประกอบพิธีบรมราชาภิเษกถวายแด่พระเจ้าอุทัยทิตยวรมันที่ 2 อีกด้วย

ปราสาทสด๊กก๊อกธมนี้ประกอบไปด้วย ปราสาทประธาน บรรณาลัย 2 หลัง อยู่ภายในเขตระเบียงคดและกำแพงแก้ว หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตามจารึกกล่าวว่าในองค์ปราสาทประธานนั้น ได้ประดิษฐาน “แท่นศิวลึงค์” และ “ฐานโยนี” ซึ่งเป็นรูปเคารพตามคติความเชื่อในลัทธิในลัทธิไศวนิกาย ใช้เพื่อประกอบพิธีกรรม

ในส่วนประกอบสำคัญอย่างองค์ปราสาท ตัวอาคารบรรณาลัย ตัวซุ้มโคปุระ หน้าบัน ทับหลัง เสากรอบประตู พวกนี้ใช้หินทราย ฯลฯ มีการลงลวดลายต่างๆ บนเนื้อหินทราย เป็นภาพเล่าเรื่องราวในศาสนาพราหมณ์ฮินดู และลวดลายพันธุ์พฤกษา ส่วนฐานรากและกำแพงแก้วใช้ศิลาแลง

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ภายในห้องจัดแสดง จะเข้าใจเรื่องปราสาทหินทั้งมวล

คืนชีพ...สด๊อกก๊อกธม ภาพครั้งสมเด็จพระเทพฯ เสด็จมาเปิดอุทยานประวัติศาสตร์แห่งนี้

ปราสาทนี้เป็นศิลปะขอมแบบคลังผสมกับบาปวน ซึ่งเนื้อหาและรายละเอียดต่างๆ มีอยู่ในห้องจัดแสดง ที่ผมเชิญชวนให้เข้าไปดูกันนั่นแหละ ในนั้นมีอะไรที่น่าสนใจอีกเยอะ ไปดูเนื้อหา แล้วค่อนเดินมาดูของจริง จะทำให้การท่องเที่ยวปราสาทหินนั้นสนุกยิ่งขึ้น

การบอกเล่าคราวนี้ผมเพียงจะมาบอกว่า กรมศิลปากรของเรานั้น “เก่ง” เขาทำได้ ซ่อมได้ ขนาดปราสาทหินที่พังไปเป็นร้อยๆ ปี จมดินจนต้นไม้ขึ้นคลุมไปทั่ว แล้วมีหลายหลังในบริเวณเดียวกันด้วย คือไม่รู้ว่าที่พังกองลงมากับพื้นนั่นมันชิ้นส่วนของปราสาทหลังไหน เขายังพลิกฟื้นคืนชีพมาให้ดูสวยงามดั่งสร้างขึ้นแต่เริ่มแรกได้ นับประสาอะไรกับปราสาทหลังเดียวที่เพิ่งจะพัง ลวดลายอะไรก็ไม่มี ลวดลายบนทับหลัง หน้าบัน ไม่มีทั้งนั้น ทำไมแค่นี้จะสร้าง จะซ่อมไม่ได้

อย่างที่ท่านอธิบดีกรมศิลปากรท่านบอกละครับว่า...
แค่นี้ กรมศิลปากรเรา “...ซ่อมได้...”