เมื่อ หลุยส์ วิตตอง แบรนด์หรูจากฝรั่งเศสมีโปรเจกต์ระดับโลกในวาระเฉลิมฉลองครบรอบ 130 ปีของ "ลาย Monogram" สุดยอดแห่งความไอคอนิกที่อยู่คู่กับเมซงและโลกแฟชั่นมาอย่างยาวนาน ด้วยการเปิดป๊อปอัพเอ็กซ์คลูซีฟในคอนเซปต์ของ "โรงแรม" เกิดเป็น Louis Vuitton Hotel ให้ล้อไปกับประวัติศาสตร์แบรนด์ที่เกิดจาก Spirit of Travel โดยได้เดินสายไปยัง นิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ และ กรุงโซล มาแล้ว
"บ้านตรอกถั่วงอก" ลำดับที่ 4 ของโลก
ล่าสุด “กรุงเทพมหานคร” ของเราก็ได้รับเลือกปักหมุดเป็น “ลำดับที่ 4” ของโลก และนับเป็นแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ที่ได้เปิดประตูต้อนรับผู้รักการเดินทางในโลกแฟชั่นให้มาท่องไปในประวัติศาสตร์ของแบรนด์ ผ่านเรื่องเล่าจากกระเป๋ารูปทรงไอคอนิก 5 รุ่นของเมซง ระหว่างวันที่ 11 กุมภาพันธ์ ถึง 15 มีนาคม 2569
ภายในอาคารโบราณ 4 ชั้นของ “บ้านตรอกถั่วงอก” ซึ่งแม้อายุอานามจะร่วมร้อยปี แต่ก็ได้รับการบูรณะและบำรุงรักษาอย่างดี บวกกับการทุ่มเทของทีมงานอีกราวหนึ่งเดือนเต็มเพื่อเนรมิตพื้นที่ทั้งหมดให้เปลี่ยนโฉมมาสู่ “LOUIS VUITTON HOTEL BANGKOK” ได้อย่างสมบูรณ์แบบ ชนิดที่ถ้าบอกว่า นี่คือ โรงแรมจริงๆ ก็เกือบจะเชื่อได้เลย เพราะจัดมาให้ทั้งโซนล็อบบี้ และส่วนของคอนเซียร์ช ไปจนถึงระเบียงชมวิวที่ยกเอาบรรยากาศกรุงปารีสมาให้ชมกันได้จริงๆ แถมยังจัดมาทั้งยิมออกกำลังกาย และ บาร์เครื่องดื่ม ที่ล้อไปกับเรื่องราวของกระเป๋าระดับไอคอนิกทั้ง 5 ของแบรนด์ได้อย่างไม่ติดขัด
ที่สำคัญ คือ ที่นี่เปิดให้เข้าชมได้ “ฟรี” เพียงแค่ลงทะเบียนจองล่วงหน้าเพื่อเลือกรอบที่ต้องการ
ฉะนั้นสำหรับใครที่สนใจจะไป รวมถึงถ้ากดจองไปแล้วเรียบร้อย เราจะขอชวนทุกคนไปเรียกน้ำย่อย เจาะลึกในแต่ละพื้นที่ทั้ง 4 ชั้นของอาคารกันก่อนว่า มีอะไรห้ามพลาดบ้าง
ประวัติศาสตร์แห่ง Monogram
ก่อนอื่นที่อยากจะพาไปทำความรู้จักกันก่อน ได้แก่หัวใจสำคัญอันเป็นจุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นี้ นั่นคือ “ลาย Monogram” ซึ่งหยั่งรากลึกเปรียบเสมือนจิตวิญญาณของแบรนด์ที่สืบต่อกันมากว่าร้อยปี
ประวัติของลาย Monogram โดยย่อ ถือกำเนิดในปี 1896 โดย Georges Vuitton ที่รังสรรค์ขึ้นเพื่อยกย่องบิดาของเขา คือ Louis Vuitton ผู้ก่อตั้งเมซงด้วยวิสัยทัศน์ที่ล้ำสมัย ลาย Monogram เริ่มต้นจากจุดเล็กๆ ของความตั้งใจเพื่อสะท้อนตัวตนและอัตลักษณ์ของแบรนด์ ก่อนจะพัฒนาผ่านกาลเวลา โดยผสานความเชี่ยวชาญงานฝีมือและศิลปะเข้าไว้ด้วยกันจนเป็นสัญลักษณ์ที่รู้จักไปทั่วโลก
เมื่อลาย Monogram ดำเนินคู่กับโลกแฟชั่นมานานถึง 130 ปีแล้ว หลุยส์ วิตตอง จึงต้องการเฉลิมฉลองให้กับลวดลายไอคอนิกนี้ โดยนำแรงบันดาลใจคอนเซปต์ของโรงแรม ซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ของเมซงที่มีต่อการเดินทางมายาวนาน
เดินทางไปกับกระเป๋าไอคอนิก 5 รุ่น
พื้นที่ LOUIS VUITTON HOTEL BANGKOK ทั้ง 4 ชั้นของอาคาร ได้รับการออกแบบเพื่อถ่ายทอดเรื่องราวของกระเป๋า Monogram รูปทรงไอคอนิก 5 รุ่น ของเมซง ได้แก่ Keepall, Speedy, Alma, Neverfull และ Noé โดยแต่ละห้องนำเสนอทั้งประวัติของกระเป๋าแต่ละรุ่น รวมถึงเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่น่าสนใจ ที่ยิ่งรู้ก็ยิ่งไม่แปลกใจเลยว่า ทำไม LV จึงเป็นสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมที่เดินทางผ่านยุคสมัยมาได้จนวันนี้
เรามาเริ่มต้นกันที่ “ชั้น 1” ซึ่งเป็นส่วนด้านหน้าอาคาร และพื้นที่ต้อนรับ ที่ตกแต่งด้วยธงหลุยส์ วิตตองที่ด้านหน้าอาคาร มองเห็นแต่ไกล และเมื่อยืนที่ประตูด้านหน้าก็จะพบกับโซนต้อนรับและมีดิสเพลย์หุ่นนางแบบ และ หีบเดินทาง หรือ “ทรังก์” อันเป็นจุดเริ่มต้นการถือกำเนิดขึ้นของหลุยส์ วิตตอง
เมื่อก้าวขึ้น “ชั้น 2” (อาคารมีลิฟท์ แต่อาจรอนาน) จะได้พบกับพื้นที่ของ Keepall Lobby, Conciergerie และห้อง Speedy P9 Safe Room
แน่นอนว่า เมื่อพูดถึงความเชื่อมโยงระหว่างการเดินทาง และ แบรนด์หลุยส์ วิตตอง นอกจากหีบเดินทางแล้ว อีกหนึ่งไอคอนิกที่ถือเป็นของคู่กัน นั่นก็คือ กระเป๋า “Keepall” คู่ใจของนักเดินทาง ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในปี 1930
Keepall Lobby
เพราะถัดจากยุคสมัยของทรังก์ หรือหีบเดินทาง ก็กระเป๋า Keepall นี่แหละ ที่ถือเป็นบทใหม่ให้กับศิลปะแห่งการเดินทาง ส่งต่อความร่วมสมัยมาถึงปัจจุบัน ด้วยโครงสร้างกระเป๋าสามารถพับเก็บได้ง่าย รังสรรค์จากแคนวาส Monogram แข็งแกร่งทนทาน สะท้อนปรัชญาการเดินทางของหลุยส์ วิตตอง ได้อย่างดี
Speedy P9 Safe Room
เรายังคงอยู่กันที่ชั้น 2 โดยถัดจากล็อบบี้ ก็ไปต่อกันที่ห้อง Speedy P9 Safe Room ซึ่งจัดแสดงเรื่องราวเบื้องหลังกว่าจะได้มาเป็น กระเป๋า Speedy P9 ที่ต้องผ่านกระบวนการผลิตมากถึงกว่า 240 ขั้นตอน
กำเนิดของกระเป๋า Speedy P9 นี้ เป็นการตีความใหม่ของกระเป๋า Speedy โดย Pharrell Williams ผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์แผนกสุภาพบุรุษของหลุยส์ วิตตอง คนปัจจุบัน เพื่อต่อยอดมรดกแห่งทศวรรษ 1930 ผ่านงานออกแบบทันสมัย และกระบวนการผลิตโดยจากช่างฝีมือชั้นสูงให้สมกับชื่อเสียงความเชี่ยวชาญงานหัตถศิลป์ที่สั่งสมมายาวนานของแบรนด์
นอกจากนี้ในชั้น 2 ยังมีพื้นที่ Conciergerie ที่รอให้บริการประทับตัวอักษร (Hot-stamping) และตัวเลือกการรังสรรค์ชิ้นงานเฉพาะบุคคล สำหรับ LOUIS VUITTON HOTEL โดยเฉพาะ (สำหรับใครที่สนใจสามารถพกปกพาสปอร์ตรวมถึงชิ้นงานอื่นๆ ของหลุยส์วิตตองมาให้ทำที่นี่ก็ได้ด้วย)
ขึ้นไปกันต่อที่โซนแห่งการรีแลกซ์ทั้งกาย และ ใจ ที่ “ชั้น 3” ซึ่งแบ่งพื้นที่เป็นสองส่วน คือ Neverfull Gym และ Noé Bar
สำหรับห้อง Neverfull Gym จัดแสดงกระเป๋ารูปทรง Neverfull อีกหนึ่งไอคอนิกของเมซง เล่าเรื่องในบรรยากาศการตกแต่งที่ได้แรงบันดาลใจจากยิม เพื่อตอกย้ำจุดเด่นเรื่องความจุ และ ความทนทาน สะดวกต่อการใช้งานได้หลากหลายรูปแบบ จนทำให้กระเป๋า Neverfull ซึ่งเปิดตัวในปี 2007 ได้ก้าวมาเป็นไอคอนร่วมสมัยอย่างรวดเร็ว
ข้อโดดเด่นที่น่าทึ่งของกระเป๋า Neverfull ก็คือ แม้จะมีน้ำหนักตัวเพียงราวๆ 800 กรัม แต่กลับสามารถรับน้ำหนักได้สูงถึง 100 กิโลกรัม และถ้าใครไม่เชื่อ ก็มาพิสูจน์กันได้เลยที่นี่ เพราะเขาจับดัมเบลใส่กระเป๋าขึ้นตาชั่งให้เห็นๆ กันไปเลยว่า ทนจริง ไม่ล้อเล่น
ส่วน Noé Bar ห้องของคนรักการกินดื่ม จัดแสดงบอกเล่าเรื่องราวต้นกำเนิดของดีไซน์กระเป๋า Noé ที่ออกแบบในปี 1932 ตามคำขอของผู้ผลิตแชมเปญ ที่ต้องการกระเป๋าสำหรับใช้บรรจุขวดแชมเปญ โดยหนึ่งใบสามารถจุได้ 5 ขวด (หนึ่งขวดคว่ำลงตรงกลาง) นอกจากนี้ ยังจัดแสดง Afternoon Tea Trunk สีแดงสุดหรูที่ผลิตตามออเดอร์เท่านั้น
ชั้นบนสุด คือ “ชั้น 4” เป็นห้องของ Speedy Room 1930 และ Alma Terrace
เริ่มจากห้อง Speedy Room 1930 ที่จัดดิสเพลย์พาผู้มาเยี่ยมชมสำรวจและดื่มด่ำกับกระเป๋า Speedy อันเป็นหนึ่งในผลงานไอคอนสูงสุดของหลุยส์ วิตตอง ที่ถือกำเนิดในช่วงต้นทศวรรษ 1930 ร่วมยุคกันกับกระเป๋า Keepall
ห้องนี้มีกิมมิกเก๋ๆ ที่ส่วนกลางของห้อง จัดวางโทรศัพท์วินเทจ ที่ให้ลองยกหูและหมุนเลข “1930” ก็จะมีเรื่องราวของ Speedy บอกเล่าผ่านสายโทรศัพท์
นอกจากนี้ยังมีพื้นที่ตกแต่งเป็นบรรยากาศห้องแต่งตัว จัดวางกระเป๋าโดดเด่นตรงกลาง พร้อมตัวเลือกชาร์มห้อยกระเป๋าแบบต่างๆ และไอเดียการสไตลิ่งสำหรับคนรักแฟชั่น
จากนั้น จึงมาถึงบทสรุปที่ Alma Terrace ซึ่งเฉลิมฉลองเรื่องราวของกระเป๋า Alma ที่เปิดตัวในปี 1992 และตั้งชื่อตามจัตุรัส Place de l’Alma ใจกลางกรุงปารีส โดยห้องนี้จัดแสดงในบรรยากาศเหมือนเราได้ยืนอยู่ริมระเบียงในกรุงปารีส ซึมซับบรรยากาศเมืองน้ำหอม ดินแดนต้นกำเนิด และถือเป็นบทสรุปของการเดินทางท่องไปใน 130 ปีร่วมกับแบรนด์หลุยส์ วิตตอง
LOUIS VUITTON HOTEL BANGKOK
ที่ตั้ง :
306 ถนนสันติภาพ แขวงป้อมปราบ เขตป้อมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพฯ (บ้านตรอกถั่วงอก)
เปิดทำการ :
11 กุมภาพันธ์ - 15 มีนาคม 2569
จันทร์ - พฤหัสบดี : 11.00 - 20.00 น. / ศุกร์ - อาทิตย์ : 10.00 - 21.00 น.





