มนุษย์เดินชน หรือ "บุตสึการิ โอโตโกะ" (ぶつかり男) ไม่ได้เพิ่งมาดังเอาตอนที่คนญี่ปุ่นท้องถิ่นเดินชนนักท่องเที่ยวต่างชาติ คำ ๆ นี้ถูกขนานนามโดยสื่อของญี่ปุ่นเองเมื่อปี 2018 เมื่อมีผู้ถ่ายคลิปวิดีโอชายคนหนึ่งตั้งใจเดินชนผู้อื่นจนล้มหลายรายที่ย่านชินจูกุ รากเหง้าดั้งเดิมไม่ใช่เรื่องเชื้อชาติหรือการต่อต้านนักท่องเที่ยว แต่มันคือ "ปัญหาสุขภาพจิต" และความกดดันภายในสังคมญี่ปุ่นเอง
สังคมญี่ปุ่นมีความกดดัน มีระเบียบแบบแผนวินัยสูง ซึ่งสังคมของเขามีช่องระบาย อาทิ ร้านเหล้า ภาพยนตร์ AV หรือย่านโคมแดง มีเขตสูบบุหรี่ ซึ่งก็แปลกดีที่เรื่องเหล่านี้มักมีแต่พื้นที่ระบายสำหรับผู้ชาย แถมผู้ชายอีกนั่นแหละ ที่แปลงร่างเป็นมนุษย์เดินชน ที่เดิมมักจะพุ่งเป้าไปที่ผู้หญิง เด็ก คนอ่อนแอกว่า โดยแสร้งทำเป็นมองไม่เห็นหรือชนโดยไม่ตั้งใจ (จนกระทั่งคลิปมือถือเป็นหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าตั้งใจ)
การพุ่งชนเป็นการระบายออกด้วยพฤติกรรมก้าวร้าว ใช้ความรุนแรงกระแทกใส่ แต่ที่จริงแล้วยังมีการระบายต่อสังคมด้วยพฤติกรรมแบบอื่นรองลงมาไม่ใช่แค่มนุษย์พุ่งชน ยังมีมนุษย์ประหลาดประเภทอื่นๆ ที่รบกวนชาวบ้านชาวช่องปกติ สังคมญี่ปุ่นถือเป็นความประหลาดที่ไปบุกรุกพื้นที่ส่วนตัวของชาวบ้าน (เพียงแต่ไม่ใช้ร่างกายชน) ยกตัวอย่างเช่น
1. พฤติกรรมแบบ ยาจิรูจิ โอโตโกะ (Yajirushi Otoko)
เรียกอีกอย่างว่า มนุษย์ลูกศร ลักษณะพฤติกรรมคือชอบเดินเข้าหาวัยรุ่นหรือนักท่องเที่ยวที่ปฏิบัติตัวไม่ตามแบบแผน ใช้นิ้วชี้หน้า ถมึงมึง คาดโทษ (จึงเรียกว่าลูกศร ที่หมายถึงชี้ใส่)
2. พฤติกรรมแบบ ชาโช กกโกะ (Shasho Gokko)
สวมรอยนายสถานีรถไฟ แสดงตนจัดระเบียบของชาวบ้าน ตะโกนสั่งการและจัดระเบียบในตู้รถไฟ (อันที่จริงสำหรับคนไทยอาจมองว่าเป็นพลเมืองดี แต่สำหรับคนญี่ปุ่นที่ก้าวก่ายผู้อื่นถือเป็นเรื่องประหลาด)
3. พฤติกรรมแบบ เซกิ นัตโต (Seki Natto)
มนุษย์ตั้งใจไอ มีพฤติกรรมเดินเข้าไปยืนใกล้ๆ คนอื่น แล้วทำทีเป็นไอแบบแกล้งๆ หรือไอเสียงดังใส่ตรงๆ โดยไม่ปิดปาก เช่นไอใส่คนที่นั่งอยู่บนรถไฟเพื่อให้ยอมลุก ใช้การแสร้งไอคุกคามผู้อื่น
4. พฤติกรรมแบบ โทเซกิ โอโตโกะ (Toseki Otoko)
ขยายพื้นที่จับจอง นั่งกางขา ยืนกางแขน จับจองพื้นที่ร่วมสาธารณะ ยืนขวางประตูรถไฟไม่ขยับเข้าข้างใน ในทางจิตวิทยาของสังคมหมู่มาก นี่เป็นการแสดงอาณาเขตหรือปกป้องพื้นที่ส่วนตัว แต่แสดงออกแบบสุดโต่งสำหรับแบบแผนสังคมญี่ปุ่น
5. พฤติกรรมแบบ จิโด โชกะกิ (Jido Shokaki)
คนกลุ่มนี้ถูกเรียกว่า ตำรวจสังคม มักเป็นกลุ่มคนผู้สูงอายุที่เดินเข้าไปตักเตือน ดุด่า หรือไล่ถ่ายรูปคนที่ทำผิดกฎเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทิ้งขยะไม่เป็นที่, ยืนผิดฝั่งบนบันไดเลื่อน, หรือถือเครื่องดื่มขึ้นมารับประทาน ซึ่งสำหรับบางคนอาจจะมองว่าเป็นปกติของผู้สูงวัยที่เห็นอะไรรกหูรกตาก็เข้าไปเตือน แต่สำหรับคนรุ่นใหม่กลับมองว่าเป็นการวิสาสะรุกล้ำผู้อื่น
6. พฤติกรรม บุสสึบุสสึ โอโตโกะ (Butsubutsu Otoko)
เรียกอีกอย่างว่า มนุษย์บ่นพึมพำ มักมีพฤติกรรมคือ เดินตามหลังหรือยืนข้างๆ แล้ว "บ่นพึมพำสาปแช่ง/ด่าทอ" ด้วยเสียงเบาๆ แต่ตั้งใจให้ได้ยิน เช่น "เกะกะ" "ไปตายซะ" "ขวางทาง"
7. พฤติกรรม ชิทาอุจิ (Shitauchi)
มนุษย์เดาะลิ้นจิ๊จ๊ะ มักมีพฤติกรรมคือ ไม่ชน ไม่พูด แต่จะ "เดาะลิ้นเสียงดัง" ใส่คนที่เดินช้า ยืนขวาง หรือทำอะไรขัดใจในพื้นที่สาธารณะ ในวัฒนธรรมญี่ปุ่น การเดาะลิ้นใส่หน้าถือเป็นการแสดงความรังเกียจ/ไม่พอใจขั้นสูงสุด คุกคามโดยไม่กระทบตัว
8. พฤติกรรม จิโด โพสเตอร์ (Jido Poster) หรือ จิโด เคซัตสึ (Jido Keisatsu)
มนุษย์แปะป้ายประจาน มักมีพฤติกรรมคือ ไม่กล้าพูดต่อหน้า แต่จะแอบเอาโพสต์อิทหรือกระดาษเขียนด่าทอไปแปะไว้ตามประตูบ้าน รถยนต์ หรือจักรยานของคนที่ทำผิดระเบียบเล็กๆ น้อยๆ (เช่น จอดรถล้ำเส้นนิดเดียว, ไม่แยกขยะ ฯลฯ)
9. พฤติกรรม นิจิคุ โอโตะ โมเระ (Nijiku Oto-leak)
มนุษย์เปิดเสียงประชด มักมีพฤติกรรมคือ ใส่หูฟังแต่เปิดเสียงดังจนคนรอบข้างได้ยิน หรือเปิดลำโพงโทรศัพท์ฟังเพลง/คลิปเสียงดังบนรถไฟ พอมีคนมอง ก็จะจ้องหน้ากลับเหมือนท้าทาย
พฤติกรรมที่ถูกขนานนามแปลกๆ ที่ยกตัวอย่างมา ที่จริงเป็นปรากฏการณ์ปกติดั้งเดิมของสังคมญี่ปุ่นที่แออัด ประชากรเยอะ การต้องใช้พื้นที่สาธารณะร่วมกันแม้จะมีแบบแผนและวินัยสังคมที่เข้มแข็ง แต่ก็ย่อมมีรั่วไหลอยู่บ้าง
แต่เดิมการเดินชนจะไม่เป็นข่าวเผยแพร่ออกไปไกลทั่วโลกเลย จนกระทั่งถึงยุคที่ใครก็สามารถถ่ายทำลงสื่อใหม่ได้ รวมถึงการมีเทคโนโลยีอย่าง CCTV ทั่วทุกมุมเมือง
ภาวะนักท่องเที่ยวล้นเกิน (Over tourism) ในประเทศญี่ปุ่น ก็ถือเป็นอีกปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดการตอบโต้ คลายความอึดอัดคับข้องใจ ที่ปกติก็มีมากอยู่แล้วให้ยิ่งมากเกินไปอีกหลายเท่า จึงมีข่าวมนุษย์เดินชนมากขึ้นจนระยะหลังเป็นสัญลักษณ์ของการตอบโต้ของคนท้องถิ่นต่อนักท่องเที่ยวต่างชาติไปในที่สุด
และเพื่อให้ความเป็นธรรมต่อชาวญี่ปุ่นส่วนใหญ่ที่น่ารัก มีแบบแผน มีวินัย รักสงบ และรักษาความสะอาดชั้นเลิศ ที่ต้องเริ่มเผชิญกับนักท่องเที่ยวต่างชาติล้นเกิน ปัญหาใหม่จากการท่องเที่ยวที่ชุมชนดั้งเดิมถูกบุกรุกความเป็นส่วนตัว และละเมิดแบบแผนกติกาสังคมของเขาที่อยู่กันมานาน ย่อมต้องมีความอึดอัดคับข้องเพิ่มขึ้น ดังนั้น สถิติการแสดงออกที่ไม่เป็นมิตรกับชาวต่างชาติย่อมเกิดถี่ขึ้นตามมาด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ความสงบเรียบร้อยมีวินัยของญี่ปุ่นเองก็เป็นพื้นที่เป้าหมาย “ลองของ” ลานการแสดงของบรรดาอินฟลูเอนเซอร์ นักสื่อสารยุคใหม่เรียกหาแสงด้วยการไปแสดงอะไรบ้า ๆ บอ ๆ อาทิ เข้าไปในรถไฟหัวกระสุนโดยไม่มีตั๋วโดยสารแล้วถูกหิ้วออกมา ทำเพราะแค่เพียงต้องการจะได้ถ่ายทำเพื่อเรียกยอดวิว
การที่มีคนนอกเข้ามาทำลายบรรทัดฐานแบบญี่ปุ่นดั้งเดิม ใช้พื้นที่ความสงบเรียบร้อยของพวกเขาเป็นลานแสดงเพื่อล่าแสง แน่นอนว่า มันเพิ่มอุณหภูมิของความอึดอัดคับข้องใจขึ้นได้จริง ๆ
มีเยอะครับ พฤติกรรมของต่างชาติที่ยั่วยุเป็นสารตั้งต้นให้มีมนุษย์เดินชนเพิ่มขึ้น เป็นปฏิกิริยาระหว่างกัน อาทิ การเต้นเปิดเพลงเสียงดังในรถไฟลง TikTok มีกระทั่งการตั้งใจทำคอนเทนต์เต้นขวางทางเดินในรถไฟใต้ดินที่คนแน่น เพื่อดูปฏิกิริยาเจ้าถิ่น พอคลิปดังกล่าวเผยแพร่ออกไป มันก็ขยายอุณหภูมิความคับข้องใจให้อึดอัดมากขึ้นไปอีก - ฉะนี้แล
ถ้าญี่ปุ่นมีตัวแทนความเก็บกดแห่งยุคสมัยอย่าง 'มนุษย์เดินชน' ฝั่งนักท่องเที่ยวต่างชาติก็สร้างตัวแทนยุคใหม่ขึ้นมาปะทะเช่นกัน นั่นคือ 'มนุษย์สายล่อฟ้า' บรรดาผู้หิวกระแสที่ยอมละเมิดกติกาเพื่อแลกกับยอดวิว โดยลืมไปว่า สายล่อฟ้าที่พวกเขาสร้างขึ้น ไม่ได้นำมาซึ่งแสงไฟในสปอตไลต์เท่านั้น
แต่กำลังดึงเอาพายุความแค้นเคืองลงมาใส่เพื่อนร่วมเดินทางคนอื่นๆ ท่ามกลางการเติบโตด้านการท่องเที่ยวไม่หยุดยั้ง ... เรื่องนี้จะจบลงอย่างไร ? ถามเอง ตอบเองไม่ได้
..........................................
เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ



