มหาวิทยาลัยศิลปากร จัดงานเปิดตัวหนังสือ สิริศิลป์ ศิลปากร เพื่อเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ เพื่อเผยแพร่พระราชกรณียกิจ พระราชจริยวัตร ตลอดจนพระราชดำริที่ทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย วันที่ 22 สิงหาคม 2569 ณ หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ภายในงานมีนิทรรศการและเสวนาพิเศษหัวข้อ พระราชกรณียกิจและคุณูปการด้านศิลปวัฒนธรรมของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 4 ท่าน ได้แก่ อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ (นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ศิลปะ และผู้เชี่ยวชาญด้านผ้าโบราณและเครื่องแต่งกายไทย), อาจารย์หทัย บุนนาค (ครูศิลป์แผ่นดิน ปี 2568 งานเขียนพัด), ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย (ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ), ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ (นักโบราณคดี ข้าราชการบำนาญ กรมศิลปากร ศิษย์เก่าคณะโบราณคดี รุ่นที่ 16)
ที่มาของชื่อหนังสือ
เป็นการอัญเชิญคำต้นพระนามาภิไธย สิริ มารวมกับคำว่า ศิลป์ เพื่อสื่อถึงศิลปะอันงดงามและเป็นมงคล ส่วนคำว่า ศิลปากร ไม่ได้หมายถึงมหาวิทยาลัยศิลปากรเท่านั้น แต่หมายถึง "ผู้สร้างสรรค์งานศิลปะอันงดงามให้แก่ผืนแผ่นดินไทย" ภายใต้พระบรมราชินูปถัมภ์
หนังสือ สิริศิลป์ ศิลปากร จัดทำโดย คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นการรวบรวมองค์ความรู้ บทความวิชาการ และประสบการณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ นักวิชาการ และศิษย์เก่าคณะโบราณคดี ที่เคยถวายงานรับใช้เบื้องพระยุคลบาท จำนวน 14 เรื่อง ถ่ายทอดพระราชกรณียกิจด้านการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม การส่งเสริมศิลปาชีพ การพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชน และการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ
Cr. หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
มีเพียง 500 เล่ม
"การจัดกิจกรรมในวันนี้นับเป็นโอกาสสำคัญที่ประชาคมมหาวิทยาลัยศิลปากรจะได้ร่วมกันน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจนานัปการตลอดพระชนม์ชีพด้วยพระวิริยอุตสาหะและพระราชหฤทัยอันเปี่ยมด้วยพระเมตตา ทรงมีคุณูปการอย่างยิ่งต่อการอนุรักษ์ฟื้นฟูและสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทย
ทรงนำศิลปวัฒนธรรมมาเป็นพลังในการพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างความเข้มแข็งให้แก่ประชาชนทั้งประเทศ คุณูปการดังกล่าวไม่ได้จำกัดอยู่ในช่วงเวลาที่พระองค์ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเท่านั้น หากยังเป็นแรงบันดาลใจให้เกิดการอนุรักษ์และสืบสานศิลปวัฒนธรรมไทยมาจนปัจจุบันและตลอดไป"
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ คุณหญิงไขศรี ศรีอรุณ นายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร ประธานในพิธีกล่าวเปิดงานบนเวที
"สิริศิลป์ ศิลปากร ที่เปิดตัวในวันนี้มิใช่เป็นเพียงหนังสือรวบรวมบทความวิชาการ แต่ยังเป็นการรวบรวมองค์ความรู้เกี่ยวกับพระราชประวัติ พระราชดำริ พระราชกรณียกิจด้านศิลปวัฒนธรรม ตลอดจนประสบการณ์ของผู้ซึ่งเคยมีโอกาสสนองพระเดชพระคุณด้านต่าง ๆ อันเป็นแหล่งความรู้สำคัญทางวิชาการสำหรับการศึกษาค้นคว้าและทำความเข้าใจ
ขอพูดนอกเรื่องนิดหนึ่งเพื่อให้เห็นหนังสือ ตอนที่เป็นดราฟต์อยู่เอามาให้ดู เล่มก็ไม่ใหญ่โตอะไรนึกในใจเป็นหนังสือรวบรวมพระราชกรณียกิจด้านต่าง ๆ ซึ่งส่วนมากคนจะทำเฉพาะด้านไป แต่ของเรานี่มีทุกด้านให้ค้นได้ เราน่าจะพิมพ์แจกให้มากมาย แต่พอมาเห็นเล่มเมื่อตะกี้แล้วตกใจ มันใหญ่โตมโหฬารเหลือเกิน แต่ว่ามีประโยชน์มาก
ทราบมาว่าทางมหาวิทยาลัยพิมพ์แค่ 500 เล่ม ซึ่งน้อยเกินไป มูลนิธิสมเด็จพระเทพฯ พิมพ์หนังสือนามานุกรมพระมหากษัตริย์ไทยปกสีเหลือง 50,000 เล่ม แจกทุกโรงเรียนทุกมหาวิทยาลัยทุกกระทรวงทบวงกรม เพราะเราอยากให้ทุกคนได้รู้ว่าสถาบันกษัตริย์ของเรามีทั้งหมด 55 พระองค์
ในอนาคตเราอาจจะหาสปอนเซอร์มาพิมพ์แล้วแจกสถาบันการศึกษาทั่วประเทศกระทรวงทบวงกรมจะได้เอาไปค้นคว้าในด้านต่าง ๆ เพราะว่าส่วนมากจะเป็นหนังสือเฉพาะด้านซึ่งแต่ละองค์กรจะไม่มีครบทุกด้าน แต่เล่มของเรามีหลายด้านมาก"
Cr. หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
ธรรมเนียมโบราณและการถวายงานที่ตื่นเต้น
"ตามธรรมเนียมโบราณ เมื่อเจ้านายจะทรงใช้สอยงานใครอย่างเต็มที่ จะให้ ถวายตัว ด้วยกระทงดอกไม้และธูปเทียนแพ เมื่อครั้งไปเป็นอาจารย์พิเศษที่โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้าและโรงเรียนจิตรลดา สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ก็รับสั่งให้นำธูปเทียนแพมาถวายตัวเช่นกัน
วันนี้อยากจะพูดถึง อาจารย์สมิทธิ ศิริภัทร ซึ่งท่านไม่ได้อยู่แล้ว ท่านเป็นศิษย์เก่าโบราณคดี ไม่ได้เขียนอยู่ในหนังสือเล่มนี้ เลยอยากจะพูดถึง อาจารย์สมิทธิรับพระมหากรุณาธิคุณตั้งแต่เป็นนักเรียนทุนมหิดลของพระบาทสมเด็จพระอยู่หัว ไปเรียนที่ฝรั่งเศสแล้วกลับมารับราชการถวายงานรับใช้สมเด็จพระพันปีหลวงมาโดยตลอด เป็นคนที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของศิลปาชีพ ในการจัดเทศกาลทั้งหลายทั้งปวงอาจารย์สมิทธิเป็นคนคิดต้นแบบสั่งงาน"
อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ นักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ศิลปะ กล่าวในงานเสวนา
"อาจารย์สมิทธิมีใช้นามบัตรที่เขียนว่า Artist of the Court คือ ศิลปินประจำราชสำนัก เป็นตำแหน่งพิเศษเฉพาะตัว มีคนเดียวเท่านั้น ผลงานของอาจารย์เยอะมากต้องให้ท่านผู้หญิงจรุงจิตต์ เป็นคนเล่า อาจารย์สมิทธิเป็นสมอง ผมเป็นมือเป็นเท้าวิ่งให้
อาจารย์สมิทธิสนองเบื้องพระยุคลบาท ไม่ว่าจะโปรดเรื่องประวัติศาสตร์ เรื่องโบราณคดี เรื่องความสวยความงาม ท่านก็ถวายบังคมกราบบังคมทูลได้ อาจารย์สมิทธิร้องเพลงเพราะ เพลงโปรดของพระองค์ท่านคือ La Vie En Rose อาจารย์สมิทธิก็ร้องแบบอันปลั๊กเสียงสดใสขึ้นมากลางท้องพระโรงได้เหมือนกดสวิตช์
ในการทำงานสนองงานพระองค์ท่านให้ได้ทันเวลาไม่มีงานไหนที่ไม่ตื่นเต้นเลย บางครั้งโทรมา 3:00 น. บอกว่าให้ไปอยู่ที่ดอนเมืองแล้วเดี๋ยว 7:00 น. ขึ้นเครื่อง ปอมที่สำนักงานทรัพย์สินก็จะมาดูแลเอาตัวขึ้นเครื่องไปจนได้ ไปถึงก็จะมีเจ้าหน้าที่มารับที่สนามบินหาดใหญ่แล้วไปที่พระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ที่นราธิวาส รับสั่งว่า "เดี๋ยวฉันจะจัดเลี้ยง คืนนี้เธอจัดดอกไม้ " ก็มาตัวเปล่า ดอกไม้ก็ไม่ได้เอาไป ไม่ได้สั่งไป ทุกคนเลยเข้าไปในป่า ไปตัดดอกไม้ป่า เป็นดอกดาหลา ดอกอะไรไม่รู้เยอะแยะไปหมด เอามาปักกันก็รอดตัวไป คือจะมีทั้งทราบล่วงหน้าและไม่ทราบล่วงหน้า
งานเลี้ยงต้อนรับสุลต่านรัฐกลันตัน ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ รับสั่งว่า "ให้จัดดอกไม้ให้เกียรติเค้าให้มีสัญลักษณ์ของประเทศ" ก็ใช้ ว่าววงเดือน (ที่ซื้อเก็บไว้จากปีนัง) ร่วมกับ ผ้ากำมะหยี่ลายเสือโคร่ง (จากสำเพ็ง) และ ดอกชบาสด ที่เหี่ยวง่ายมาก ต้องวางแผนให้เด็กไปรอตัดดอกชบาสดในสวนปักลงขันน้ำ วิ่งขึ้นบันไดหลังพระตำหนักมาเสียบปุ๊บในจังหวะเดียวกับที่พระองค์เสด็จเข้าพอดี
งานจัดเลี้ยงประธานาธิบดี หลี่ เซียนเนียน ของจีน ณ พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท รับสั่งว่า "ต้องจัดงานให้สวยงามประทับใจเป็นประวัติศาสตร์ แต่ห้ามดูฟุ่มเฟือยเพราะจีนเป็นประเทศคอมมิวนิสต์" ก็นำ ต้นไผ่ทอง (สื่อถึงจีนและเป็นไม้มงคลของไทย) ใส่กระถางอิตาลีสูงถึงเพดาน ร่วมกับให้ฝ่ายในทำ เครื่องแขวนไทย โบราณขนาดเล็ก (วิมานแท่น วิมานพระอินทร์ ตาข่ายหน้าช้าง) แขวนบนต้นไผ่ เพื่อคุมธีม จีน ๆ ไทย ๆ ได้อย่างงดงามและประหยัด
ภาพเขียนพระราชทานและศิลปะแห่งพัดงาช้าง
"การเข้าเฝ้าฯ ครั้งแรกปี 2522 ตอนเรียนจบใหม่ ๆ ณ พระตำหนักภูพิงคราชนิเวศน์ ทรงรับสั่งให้เขียนภาพเรื่อง กากี ตอนพญาครุฑอุ้มนางกากีชมป่าหิมพานต์ "เอาแบบภาคกลาง ไม่เอาแบบภาคเหนือ" ใช้เวลาเขียนอยู่เป็นปี
ได้ประดิษฐ์ พัดงาช้าง ขึงด้วยผ้าไหมไทยเส้นเดียวของจิม ทอมป์สัน เขียนลายวรรณคดีงดงาม ถวายเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ. 2529 พัดนี้ได้รับการยอมรับและเตรียมนำไปร่วมสาธิตกรรมวิธีการเขียนที่ประเทศฝรั่งเศสในเดือนตุลาคม 2569"
อาจารย์หทัย บุนนาค (ครูศิลป์แผ่นดิน ปี 2568 งานเขียนพัด) กล่าวในงานเสวนา
"ได้นำผ้าไหมมัดหมี่มาประดิษฐ์เป็นรูป นกยูงไหมมัดหมี่ จนเป็นต้นแบบให้เกิดการประดิษฐ์นกยูงผ้าไหมแพร่หลายไปทั่วประเทศ ครั้งหนึ่งได้นำสีทองอะคริลิกมาเขียนพัดเนื่องจากกันน้ำได้แทนการปิดทองคำเปลวโบราณ สมเด็จพระพันปีหลวงทรงสังเกตเห็นและรับสั่งถามผ่านท่านผู้หญิงทัศนสมัยว่า "ทำไมทองมันไม่แวบ" แสดงให้เห็นถึงความใส่พระทัยและสายพระเนตรอันละเอียดละออยิ่งในทุกเรื่อง"
พันธกิจการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ
"จุดเริ่มต้นที่ได้มาทำงานพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เราเป็นลูกศิษย์อาจารย์สมิทธิ อาจารย์พาเราไปถวายงาน ไปจัดงาน Festival ที่พระตำหนักภูพานราชนิเวศน์ด้วย ก็เลยได้มาถวายงานต่อจากนั้น
มีการจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ฯ ขึ้นมาตามพระราชดำรัสของพระองค์ท่านในปี พ.ศ. 2546 โดยมีอาจารย์สมิทธิเป็นผู้วางรากฐานและเดินทางไปศึกษาระบบห้องคลัง ห้องอนุรักษ์ และห้องทะเบียนจากต่างประเทศ เพื่อให้เป็นพิพิธภัณฑ์ตามมาตรฐานสากลอย่างแท้จริง"
ปิยวรา ทีขะระ เนตรน้อย (ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ผ้าในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์) กล่าวในงานเสวนา
"การจัดแสดงผ้าเป็นสิ่งที่บอบบาง แล้วก็อ่อนไหวกับแสงต่าง ๆ มีนโยบายเปลี่ยนนิทรรศการทุกปีให้คนที่เคยมาแล้วได้กลับมาชมอีกในทุก ๆ ปี เพราะในแต่ละปีจะมีเทรนด์ต่าง ๆ ที่แตกต่างกัน หรือว่าโอกาสที่แตกต่างกัน เช่น ล่าสุด เป็นวาระครบรอบศิลปาชีพ 50 ปี เพิ่งเปิดไปเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2569 หรืออย่างงานที่ฝรั่งเศสก็จะเป็นวาระครบรอบ 340 ปี ความสัมพันธ์ไทย-ฝรั่งเศส
ผ้าที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ผ้าฯ บางผืนมีมูลค่ามากมายโดยเฉพาะทางด้านจิตใจแล้วเป็นสิ่งของที่หายาก ผ้ามีข้อจำกัด ถ้าถูกแสงมาก ๆ หรือเก็บไว้ไม่ดี วิธีการเก็บไม่ถูกวิธี ก็จะเสียมูลค่าหรือถูกทำลายไป
พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เปิดมา 15 ปีแล้ว ยิ่งท้าทายหนักกว่าเดิมเพราะว่าอุปกรณ์ต่าง ๆ ต้องได้รับการดูแล ต้องได้รับการปรับปรุง สิ่งที่เราค่อนข้างเป็นห่วงคือเรื่องแสงและความชื้นในการจัดเก็บ หรือจัดแสดง รวมถึงการพยุงผ้า (mounting) ก่อนที่จะนำไปจัดแสดง งานอนุรักษ์ถือว่าเป็นหนึ่งในงานหลักสำคัญของพิพิธภัณฑ์
พระองค์ท่านมีพระราชดำริให้พิพิธภัณฑ์ผ้าฯ เป็นที่จัดเก็บ จัดแสดง แล้วเป็นแหล่งให้ความรู้เกี่ยวกับชุดไทยผ้าไทยหรือว่าผ้าใน South East Asia รวมทั้งเผยแพร่ด้วย"
Cr. หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
งานโบราณคดีอยุธยา
"ผมได้มีโอกาสนำเสด็จชมโบราณสถานที่ วัดส้ม ซึ่งกำลังมีปัญหาการบุกรุกพื้นที่ มีพระราชดำรัสว่า "ทำยังไงก็ได้ให้ประชาชนอยู่ได้กับโบราณสถาน" ถ้าหากว่าประชาชนมีความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องโบราณสถาน เขาก็จะไม่ทำลาย
ในการปฏิสังขรณ์วิหารพระมงคลบพิตร สมเด็จพระสังฆราชเคยรับสั่งให้มีการปิดทององค์พระมงคลบพิตร แต่ทางวัดยังไม่ได้ทำเนื่องจากเกรงว่าศรัทธาจะลดน้อยลง พระองค์จึงทรงมีพระราชดำรัสสนับสนุนความเห็นของสมเด็จพระสังฆราช พร้อมทั้งพระราชทานเงินส่วนพระองค์จำนวน 50,000 บาทเพื่อเป็นทุนเริ่มต้นในการปิดทอง จนองค์พระงดงามอย่างในปัจจุบัน"
ปฏิพัฒน์ พุ่มพงษ์แพทย์ (นักโบราณคดี ข้าราชการบำนาญ กรมศิลปากร ศิษย์เก่าคณะโบราณคดี รุ่นที่ 16) กล่าวในงานเสวนา
"การสร้างวัดไชยวัฒนารามเป็นดวงชะตาของพระเจ้าปราสาททองตามคติจักรวาล เมรุทิศทั้ง 8 กำหนดทักษาดาว เมรุรายทั้ง 12 คือตำแหน่งของธาตุไฟ ดิน ลม น้ำ ซึ่งพระองค์โปรดวัดแห่งนี้มากและมักเสด็จฯ ไปนมัสการพระพุทธรูปในเวลากลางคืนบ่อยครั้ง
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเล็งเห็นความสำคัญด้านการจัดการน้ำ โดยทรงมีพระราชดำริให้ขยายอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ตรงบริเวณพระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ทุ่งภูเขาทอง เพื่อช่วยกักเก็บน้ำป้องกันน้ำท่วมกรุงเทพฯ และทรงเน้นย้ำให้ลอกคลองโบราณเพื่อให้น้ำไหลเวียนได้ดี ซึ่งเป็นการมองการณ์ไกลอย่างยิ่ง"
Cr. หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
พระราชวิริยอุตสาหะและการทรงงานเพื่อพสกนิกร
"เราคนไทยโชคดีที่มีพระองค์ท่าน แล้วท่านก็ทรงงานหนักมากมาตลอดระยะเวลายาวนาน คู่พระบารมีกับสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร ไม่ได้ทรงห่วงองค์เองเลย ทรงห่วงประเทศชาติ ทรงห่วงประชาชนคนไทย เวลาที่พระองค์ประชวรก็ทรงมีพระวินัยเคร่งครัดที่จะทำตามที่คุณหมอบอก แต่ในพระทัยท่านคือห่วงบ้านเมือง ทุกครั้งที่บ้านเมืองเกิดทุกข์ภัยอะไรก็ตาม จะทรงกังวลมาก แล้วจะรับสั่งถึงทรงยื่นพระหัตถ์ไปช่วยตรงไหนได้ ก็พระราชทานพระหัตถ์ไปตรงนั้น อย่างที่เราเห็นกัน
อย่างความเดือดร้อนของประชาชนในทั่วทุกภูมิภาค ทรงย่างพระบาทไปด้วยกันทั้ง 2 พระองค์ และแม้พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรทรงพระประชวร ก็ยังเสด็จไปด้วยพระองค์เองโดยพระองค์เดียว แต่ยังทรงโทรศัพท์ทรงรายงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาโดยตลอดว่าพระองค์ท่านทรงพบอะไรบ้าง"
ท่านผู้หญิง จรุงจิตต์ ทีขะระ อดีตนางสนองพระโอษฐ์ และอดีตราชเลขานุการในพระองค์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เลขาธิการมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง กล่าว
"ทรงถ่อมพระองค์ว่าพระองค์ท่านไม่เก่งในเรื่องของชลประทาน เรื่องของพัฒนาดิน อย่างที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเคยทรงเสด็จไปทำ พระองค์ท่านมีน้ำพระทัยอย่างเดียวคืออยากเห็นคนประชาชนคนไทยอยู่ดีกินดี ช่วยเหลือตนเองได้ พึ่งพาตนเองได้ จากกลุ่มเล็ก ๆ ของหมู่บ้านเล็ก ๆ ถ้ารักใคร่กันสามัคคีกัน ทำอะไรด้วยกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา ใครช่วยเหลือใครได้ เมื่อมีมากช่วยเหลือกันกับคนที่เขามีน้อย ช่วยกันไป จากหมู่บ้านมันจะขยายกว้างออกไปเรื่อย ๆ จนเป็นประเทศชาติ นั่นคือสิ่งที่ท่านสอน
ทรงห่วงเรื่องของสิ่งแวดล้อม เรื่องของป่า ทรงสอนชาวไทยภูเขาผู้อยู่ทางเหนือว่า "ขออย่าบุกรุกทำลายป่าได้มั้ย เพราะเรามีป่าไม้ช่วยประคองความแรงของน้ำ แล้วเป็นแหล่งน้ำที่จะส่งมาเลี้ยงประเทศชาติ อีกหน่อยคนไทยจะรับไหวเหรอถ้าจะต้องซื้อน้ำกิน" แล้วเราก็มาถึงวันนี้ ที่เราซื้อน้ำกิน
เคยรับสั่งเรื่องนี้ทุกวันที่มีแขกมาเฝ้าในวันเฉลิมฯ ก่อนวันเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 11 สิงหาคม เคยกราบบังคมทูลเวลาที่ไปรับพระราชเสาวนีย์ว่าจะทรงมีพระราชดำรัสอะไรบ้างกับทุกคนที่มาเฝ้าในวันที่ 11 แล้วสั่งเรื่องป่ามาตลอด ก็ได้กราบทูลว่ารับสั่งมา 3 ปีแล้วเรื่องป่า จะทรงหยุดสักปี เว้นสักปีนึงมั้ยอะไร ก็รับสั่งว่า "ถ้าเค้าไม่หยุดตัด ฉันก็จะพูดจนกว่าเค้าจะหยุด"
ทุกวันนี้ก็ยังมีตัดอยู่ เราก็ได้เห็นแล้วว่าน้ำมันลงมาจากบนภูเขายังไงบ้าง ทุกคนคนที่ฟังท่านก็จะเข้าใจว่านี่ล่ะสิ่งที่ทรงสอนมาตลอดในพระชนม์ชีพ ท่านทรงเห็นว่าบ้านเมืองจะเดือดร้อน เรื่องป่าทรงรับสั่งตลอด ไปพบประชาชนชาวทางเหนือก็รับสั่งเลย "ฉันมาให้อาชีพมาช่วยกันทำตรงนี้นะ ขออย่าทำลายป่า อย่าตัดไม้ทำลายป่า" ถ้าจำเป็นจะต้องใช้ไม้ ท่านก็รับสั่งกับป่าไม้ให้มีที่กันที่ไว้หน่อยให้เค้าปลูกไม้ใช้สอย แต่ต้องการรักษาป่าไม้เอาไว้ให้ ก็มีโครงการสถานีเกษตรบนที่สูง มีบ้านเล็กในป่าใหญ่
Cr. หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร
เวลาบินไป ถ้าเห็นตรงที่ป่าไม้ดูเขียว แสดงว่าใกล้จะถึงจุดหมายที่พระองค์ท่านทรงตั้งเอาไว้ ตอนที่ไปทรงทำ คือหัวโล้นจริง ๆ ไม่มีต้นไม้เหลือสักต้นหนึ่ง เสด็จไปยืนอยู่ท่ามกลางแล้วทรงมองไป เพราะเวลาเสด็จจะเสด็จโดยเฮลิคอปเตอร์ ก็จะทอดพระเนตรลงมาเห็น มันไม่เหลือจริง ๆ พระองค์ท่านก็เสด็จไปประทับตรงนั้นก่อนที่จะเริ่ม แล้วค่อย ๆ สร้างขึ้น สร้างขึ้น ค่อย ๆ สอนชาวบ้านขึ้น โดยมีหน่วยราชการในทุกกรมกอง กรมชลประทาน กระทรวงเกษตร ช่วยกันคนละไม้คนละมือ ทรงสร้างนักเกษตรประจำพระองค์ให้ไปประจำอยู่ เด็กหนุ่ม ๆ ที่จบมาใหม่ ๆ พระองค์ท่านก็เอาเข้าไปดูแลอยู่ตรงนั้น ช่วยกันดูแลชาวบ้านว่ามาทำงานกันในสถานี แล้วให้เงินเค้าเพื่อที่เขาจะได้มีรายได้ สิ่งที่ท่านห่วงคือประเทศชาติ
เรื่องของศาสนา ทรงถามพวกเราอยู่เสมอ "เธอใส่บาตรบ้างหรือเปล่า ใกล้ ๆ บ้านเธอมีวัดมั้ย แล้วไปใส่บาตรหรือเปล่า แล้วที่วัดมีพระกี่องค์ มีคนมาใส่บาตรเยอะมั้ย แล้วคนที่มาใส่เป็นหนุ่มสาวหรือเป็นคนแก่" ทรงถามละเอียด สิ่งเหล่านี้สะท้อนที่ท่านทรงคิด เวลาเสด็จไปภาคใต้ก็ทรงทำนุบำรุงชาวไทยมุสลิมเหมือนกับที่ชาวไทยพุทธ ไม่ได้ทรงแยกไม่ได้ทรงแบ่งเลย พระราชทานเงินบำรุงวัดไทยเท่าไร ก็จำนวนเท่ากันให้กับบำรุงสุเหร่าตรงนั้น
ทรงรับสั่งเรียก ชาวไทยภูเขา ท่านไม่ค่อยได้เรียก ชาวเขา ทรงสอนพวกเราว่า "เค้าก็เป็นคนไทย เรียกเค้าชาวไทยภูเขา" ถ้าทุกคนจะสังเกตเห็นศิลปาชีพจะเขียนว่า ผ้าชาวไทยภูเขา ไปภาคใต้ก็ ชาวไทยมุสลิม เมื่อเสด็จสวรรคต ทั้งประเทศทุกคนมีความอาลัย อยากจะตอบแทนพระองค์ท่านด้วยการดำเนินงาน ทำตัวเองโดยรับสิ่งที่ท่านทรงสอนไว้ให้มันอยู่ได้อย่างยั่งยืน แล้วอยู่คู่กับประเทศไทยไปอีกนานเท่านาน"
Cr. หอสมุดวังท่าพระ มหาวิทยาลัยศิลปากร



