วันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2569

Login
Login

ฝุ่นควัน : ชื่อวาระแห่งชาติ แต่ปฏิบัติการแบบเฉพาะกิจ

หน่วยงานรัฐขาดการบูรณาการ "แก้ไขปัญหาฝุ่นควัน" แม้ถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แต่การดำเนินงานกลับเป็นแบบเฉพาะกิจตามฤดูกาล ไม่มีแผนรับมือล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง

KEY POINTS

  • การแก้ไขปัญหาฝุ่นควันถูกกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ แต่การดำเนินงานของภาครัฐกลับเป็นแบบเฉพาะกิจตามฤดูกาล ไม่มีการวางแผนรับมือล่วงหน้าอย่างต่อเนื่อง
  • หน่วยงานรัฐขาดการบูรณาการ ต่างคนต่างออกมาตรการของตนเองซึ่งมักขัดแย้งกัน ทำให้เกิดความสับสนและล่าช้าในระดับปฏิบัติการ
  • กระบวนการวางแผนและอนุมัติงบประมาณประจำปีมีความล่าช้า โดยแผนมักจะได้รับอนุมัติหลังจากฤดูฝุ่นควันได้เริ่มต้นไปแล้ว ทำให้การเตรียมการไม่มีประสิทธิภาพ
  • ขาดการรวบรวมข้อมูลและถอดบทเรียนในภาพรวม ทำให้ไม่สามารถประเมินผลของมาตรการต่างๆ และไม่เกิดการเรียนรู้เพื่อปรับปรุงการแก้ไขปัญหาในระยะยาว

เรารู้อยู่ก่อนแล้วว่าปีหน้าจะแล้งมากกว่าปกติระดับซูเปอร์เอลนีโญ มีการเตรียมการรับพิบัติภัยน้ำแล้งอยู่บ้าง แต่สำหรับพิบัติฝุ่นควันไฟป่าซึ่งเป็นวาระแห่งชาติที่เกิดประจำทุกปี แถมมีสถิติยืนยันว่าในปีเอลนีโญจะรุนแรงกว่าปกติ

นี่เข้าสิงหาคมแล้ว แต่ยังไม่มีอะไรขยับ !!!

เป็นเรื่องปกติของระบบราชการไทยไปแล้ว ที่ปฏิบัติการเพื่อแก้ปัญหาวิกฤติมลพิษฝุ่นควันจะเริ่มขยับทำงานจริงในราวเดือนมกราคมและจบลงในเดือนพฤษภาคม ดังนั้นอย่าได้ถามหาความชัดเจนใด ๆ ว่าปีหน้าจะมีแผนมาตรการรับมือไฟและมลพิษในปีที่แล้งมากอย่างไรบ้าง

จริงอยู่เรามีแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ "การแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง" ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2568-2570 และระยะ 5 ปีต่อไป ซึ่งเข้า ครม. ไปเมื่อ 22 กรกฎาคม 2568 แต่ประสบการณ์เมื่อฤดูฝุ่นต้นปี 2569 ที่ผ่านมา

รัฐบาลไม่ได้สนใจปฏิบัติตามกรอบแนวทางที่เขียนไว้ในแผน และได้ประกาศแนวทางมาตรการตามที่หน่วยของตนเองคิดทำ เช่น กระทรวงเกษตรฯ ก็ประกาศแนวทางของตน กระทรวงมหาดไทยก็ประกาศแนวทางห้ามเผาเด็ดขาด สวนทางกับแผนมาตรการประจำปี 2569 ที่กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติเสนอเข้า ครม.

นโยบายมีหลายนโยบายมาจากหลายแหล่ง มาตรการก็เช่นกัน ดังนั้นสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องทั้งฝ่ายปฏิบัติและฝ่ายอยากให้แก้ไข กระทำได้ในระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคมก็คือ รอ !

รอ หมายถึง รอดู ว่าผู้มีอำนาจหน่วยไหนออกมาตรการใดบ้าง มีเนื้อหาอย่างไร แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเตรียมปฏิบัติได้เลยเพราะต้องรอดูหน่วยอื่นด้วยว่าออกมาสอดคล้องหรือสวนทางหรือไม่ ตกลงจะต้องฟังใครกันแน่

วงจรเดิมราชการไทย: วางแผนช้า ฝุ่นมาค่อยขยับ

ในห้วงนี้ สิงหาคม-ตุลาคม ปกติกรมควบคุมมลพิษจะเป็นกองเลขาฯ ยกร่าง มาตรการรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปีต่อไป (2570)  ซึ่งปฏิบัติเช่นนี้ต่อเนื่องเป็นประจำหลายปีแล้ว แผนมาตรการที่ว่าเป็นแผนที่จะใช้เฉพาะปีถัดไป ว่าเน้นย้ำเรื่องใดเป็นพิเศษ จากนั้นจะเสนอเข้าที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ และเสนอเข้า ครม. ต่อไป

ในปีที่รัฐบาลเร่งรัดหากมีมาตรการที่ต้องใช้งบกลาง จะเอาเข้า ครม.  เร็ว ตุลาคม ล่าช้าสุดปลายธันวาคม แต่ปีที่ผ่านมาช้ามากเป็นพิเศษทำลายสถิติ เพราะเอาแผนมาตรการปี 2569 เข้าครม. เมื่อ 10 กุมภาพันธ์ 2569 ค่อนข้างช้ามากฤดูฝุ่นไฟได้เริ่มไปแล้ว และหน่วยงานก็ไม่ได้ใช้เนื้อหารายละเอียดตามแผนมาตรการนี้ปฏิบัติจริง      

ประเด็นที่เป็นปัญหามากสุดสำหรับผู้ปฏิบัติและผู้วางแผนปฏิบัติการระดับพื้นที่ก็คือ จะใช้เทคนิคการจัดการแบบใดระหว่างบริหารจัดการเชื้อเพลิง (ชิงเผา) กับการห้ามเด็ดขาด หรือ ผสมผสานให้ชิงเผาได้ก่อนและหลังประกาศห้าม เพราะเป็นที่รู้ว่าแนวคิดการแก้ปัญหาของแต่ละหน่วยและแต่ละพื้นที่จังหวัดแตกต่างกันในประเด็นนี้

งบอุดหนุน อปท. ปัญหาซ้ำซากที่ไร้เกณฑ์แน่ชัด

ผู้ปฏิบัติในพื้นที่ไฟป่าภาคเหนือซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดใหญ่ที่สุด ยังต้องรอคอยดูว่าในปีนี้ กระทรวงมหาดไทยจะจัดสรรงบอุดหนุนภารกิจดับไฟป่าให้องค์กรปกครองท้องถิ่นแค่ไหน ที่ไหนจะได้รับบ้าง เพราะตลอด 4 ปีมานี้ การจัดสรรเปลี่ยนไปมาไม่เหมือนกันสักปี ปีก่อนหน้า (2568) แต่ละจังหวัดมี อปท.ที่ได้รับเลือกจัดสรรแค่ราว 5-13 แห่ง ได้ไปแห่งละเกิน 1 ล้านบาท มาปีนี้ (2569) เปลี่ยนเป็นกระจายการจัดสรรให้ อปท.ตามขนาดที่มีพื้นที่ติดป่าสงวน S-M-L ทำให้บาง อปท. ได้รับอุดหนุนแค่ไม่ถึง 2 หมื่นบาท หรือแค่ 5 หมื่นบาท/ฤดูไฟ ไม่เพียงพอที่ใช้จริง

ปีนี้ ยังไม่มีสัญญาณว่าจะจัดสรรหรือไม่ แบบเดิม หรือเปลี่ยนแปลงรูปแบบอีก

นอกจากนั้นการจัดทำประกาศและแนวปฏิบัติของแต่ละจังหวัดรองรับผู้ว่าซิงเกิลคอมมานด์ ก็ยังไม่สามารถประกาศเพื่อให้หน่วยปฏิบัติเตรียมการ ด้วยเพราะต้องรอคำสั่งโยกย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดประจำปี ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน ต้องรอให้ถึงตุลาคมให้ชัดเจนเสียก่อนว่ามีผู้ว่าฯ ใหม่หรือไม่ และจะใช้แนวทางใด

การที่ต้องรอความชัดเจน ซึ่งจะเนิ่นช้าไปราวสิ้นปี มีผลต่อการเตรียมการในภาคปฏิบัติ โดยเฉพาะกิจกรรมการเตรียมจัดการล่วงหน้าที่ควรจะปฏิบัติการต่อเนื่องระหว่างปี อาทิ การเปลี่ยนการผลิต การวางแผนผลิตรอบใหม่ให้สอดรับกับมาตรการ การทำข้อตกลงชุมชนให้สอดคล้องกับมาตรการ ฯลฯ

กล่าวได้ว่าการบริหารจัดการภาครัฐต่อพิบัติภัยประจำปีที่ถูกยกให้เป็นวาระแห่งชาติ ยังเป็นแบบเฉพาะกิจ รายฤดูกาล แบบแยกส่วน ศัพท์ทางรัฐประศาสนศาสตร์อาจเรียกว่า การบริหารแบบ fragmented, event-driven หรือ ad hoc governance แทนที่จะเป็น mission-driven หรือ program-based governance

นั่นก็คือ แต่ละหน่วยก็ดำเนินรูทีนแผนมาตรการของตน กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติทำแผนปี 2570 แต่กระทรวงเกษตรก็เตรียมประกาศของตัวเอง เช่นเดียวกับกระทรวงมหาดไทยยังไม่เคาะเงินอุดหนุน อปท. เพื่อเผชิญไฟป่า ทุกประการรอไปบรรจบกันปลายปี ค่อยรู้กันเองว่าหน่วยไหนมีแผนอะไรแบบไหนในภาพรวม

ต่างคนต่างทำ ไร้ข้อมูลรวม และบทเรียนที่ไม่เคยถูกสรุป

อันที่จริงแล้ว หน่วยเกี่ยวข้องทั้งหมดในพิบัติภัยตามวาระแห่งชาติก็ไม่เคยรู้ข้อมูลความคืบหน้าในภาพรวมมาโดยตลอด เพราะการถอดบทเรียนภัยพิบัติประจำปีแต่ละหน่วยแยกถอดบทเรียน แถมไม่มีรายงานรวมสรุปผลการทำงานของแต่ละหน่วยงาน สำหรับแม่ทัพบัญชาการ (ซึ่งบางปีก็ไม่มีแม่ทัพตัวจริงที่ว่าเสียอีก) เช่น กรมป่าไม้ ไม่เคยมีรายงานต่อสาธารณะว่าแต่ละปีมีพื้นที่ป่าถูกเผาเท่าไหร่ มีจุดความร้อนแค่ไหน และรายชื่อป่าสงวนที่ถูกไหม้เรียงลำดับ 

กรมฝนหลวงและการบินเกษตร ซึ่งมีปฏิบัติการบรรเทาฝุ่นก็ไม่เคยมีรายงานผลสัมฤทธิ์ ตกลงได้ทำไปกี่เที่ยวมีผลลัพธ์เช่นไร กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นก็ไม่รายงานว่า เงินอุดหนุนที่ให้ไป ลงในกิจกรรมใดบ้าง สัดส่วนเท่าไหร่ ฯลฯ

ที่สำคัญที่สุด คือประเทศไทยไม่เคยมีการรวบรวมต้นทุนค่าใช้จ่ายงบประมาณแก้ปัญหาฝุ่นควันไฟในภาพรวม กิจกรรมใดที่ได้ผล กิจกรรมใดงบน้อยทั้งที่ขาดแคลนและจำเป็น กิจกรรมใดผลลัพธ์ไม่ได้แต่มีงบประมาณเยอะ ฯ

การถอดบทเรียนก็ไม่มีในภาพรวม ระหว่างปีแต่ละหน่วยก็ทำของตัวไป ไม่มีหน่วยเจ้าภาพที่ทำแผนมาตรการกลางอย่างแท้จริง ที่มีอยู่ก็ไม่ใช่แผนกลางที่ได้รับการยอมรับและปฏิบัติได้จริง เมื่อถึงระยะเผชิญเหตุค่อยขยับเคลื่อนกันปีละครั้ง จึงสรุปได้ว่า วิกฤติพิบัติภัยที่เป็นวาระแห่งชาติที่แท้ไม่เคยมีปฏิบัติการต่อเนื่องไม่มีแผนกลางที่ทำให้ทุกหน่วยปฏิบัติระหว่างปี เป็นเพียงกิจกรรมเฉพาะกิจช่วงสั้น ๆ ในระหว่างเผชิญเหตุ ที่ขาดการบูรณาการอย่างยิ่ง

ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร ปีนี้ก็ยังเป็นเช่นนั้น

 

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ