วันจันทร์ ที่ 20 กรกฎาคม 2569

Login
Login

เขียนยังไงให้ได้ ซีไรต์ ‘ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด’

อาร์มี่-ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด เป็นที่รู้จักระดับประเทศในฐานะนักเขียน ผู้คว้ารางวัล ซีไรต์ (S.E.A. Write) รางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน ประจำปี 2567 จากนวนิยายเรื่อง กี่บาด

เป็นคนจันทบุรี เรียนจบมัธยมปลายก็มาศึกษาต่อที่คณะทันตแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ปัจจุบันทำงานเป็นทันตแพทย์เฉพาะทางสำหรับเด็ก ที่ จ.เลย

ก่อนหน้าจะส่งผลงานเข้าประกวดรางวัลซีไรต์ เขาได้ส่งผลงานไปยังเวทีต่าง ๆ หลังจากได้ซีไรต์ ก็มีผลงานออกมาอีกหลายเรื่อง เช่น สุขสันต์วันหมดอายุ, นาคาร้องไห้, แมวดำตัวแรกของชีวิตที่เหลือ, ราตรีลุกไหม้ 

ถูกสะกดจิต ให้อยากเป็นหมอ

"เราโตมากับโฆษณาเครื่องดื่มยี่ห้อหนึ่งที่บอกว่า อยากเป็นหมอ เลยโดนสะกดจิตทุกครั้งที่ดูโฆษณา แล้วโฆษณานี้เป็นสปอนเซอร์หลักในการจัดงานติวในสมัยนั้นด้วย

ทำให้เราอยากเรียนสายวิทย์ สายสุขภาพ เป้าหมายในการเรียนต่อก็ไปทางวิทยาศาสตร์ ทันตะ เภสัช เทคนิคการแพทย์ 

กระแสสังคมมันไปทางนั้น เหมือนสะกดจิต ตอนนั้นรู้สึกว่าชอบนะ เป้าหมายของฉันคือคณะนี้ ฉันต้องเข้าให้ได้ และพอเข้าได้ มันก็มีความสุขดี เป็นความรู้สึกมวลอารมณ์ช่วงนั้นมากกว่า"

เขียนยังไงให้ได้ ซีไรต์ ‘ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด’

Cr. Kanok Shokjaratkul

เลือกเป็นหมอฟัน เพราะอยากดูละคร

"เราชอบดูละครหลังข่าว แล้วถ้าเป็นหมอจริง ๆ ก็ไม่อยากถูกตามตอนดูละคร ก็ต้องหาอะไรที่มีอิสระในการทำงาน ที่เวลาทำงานกับเวลาส่วนตัวมันบาลานซ์ค่อนข้างดีกว่า

เราไม่อยากถูกตามตอนดึก ๆ ดื่น ๆ เลยเลือกมาเป็นทันตะ 

เสน่ห์ของอาชีพ ทันตแพทย์ คือ สามารถเวิร์กไลฟ์บาลานซ์ได้ เวลาทำงานก็รับผิดชอบทุกอย่างทำให้เต็มที่ พอมีเวลาว่างเราจะเป็นอะไรก็ได้ ก็เลยมาเป็น นักเขียน 

เราอยากถ่ายทอดอะไรที่เราสนใจจริง ๆ มันเป็นการท้าทาย ชาเลนจ์ตัวเองไปอีกขั้นว่า เราสามารถเป็นนักเขียนได้มั้ย นักเขียนที่ไม่ได้เขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวเองเลย ทำให้รู้สึกมีพลังในการเขียนมากกว่า"

เขียนยังไงให้ได้ ซีไรต์ ‘ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด’

ชอบอ่าน ชอบดม หนังสือ

"เราชอบอยู่ใน ห้องสมุด ชอบกลิ่นของ หนังสือ โดยเฉพาะหนังสือเล่มใหญ่ ๆ กลิ่นมันหอมมาก หาดมจากที่อื่นไม่ได้ สารานุกรมที่อยู่ในห้องสมุด มันจะหอมเป็นพิเศษ เลยสนิทกับการอ่านมาตั้งแต่นั้น

ไปที่ไหนเราก็อ่าน เข้าห้องน้ำ ก็อ่านส่วนประกอบของแชมพู สบู่ ฉลากยาสีฟัน มีอะไรติดมือไว้อ่านตลอด ขึ้นรถไฟฟ้าก็อ่าน ทุกวันนี้ยังมีหนังสือติดไว้ในกระเป๋าไว้ตลอด ทำจนเคยชิน

สารภาพว่า ไม่เคยมีความคิดที่จะเป็นนักเขียนเลย เราโตมาในรุ่นที่มีคำว่า นักเขียนไส้แห้ง เป็นภาพซ้ำในละคร ในหนังไทย ไม่ได้ฉายภาพการเขียนว่ามีความสุขกับชีวิตเลย

พอมี เจ.เค. โรว์ลิ่ง ปุ๊บ ทำให้เห็นความเป็นไปได้ว่านักเขียนหนังสือขายดีนี่มันเป็นอย่างนี้นี่เอง เป็นแบบ เจ.เค. ได้นี่ ทำไมเราไม่สามารถไประดับโลก แล้วขายหนังสือได้มากเท่า เจ.เค.

โควิด สร้างนักเขียน

"ช่วงโควิด เราอยู่แต่ในห้องคนเดียว ทำอะไรไม่ได้ รู้สึกอึดอัดกับสถานการณ์ ก็เริ่มเขียนระบายความรู้สึกมากขึ้น บางอย่างมันเผยแพร่ไม่ได้

แล้วช่วงนั้นมีกระแสสังคม กระแสการเมือง กระแสโรคระบาด กระแสความไม่พอใจต่าง ๆ มากมาย มีคนตายทุกวัน ตัวเลขผู้ป่วย ตัวเลขผู้เสียชีวิต

พอได้เขียนระบายออกมา รู้สึกว่ามันดีนี่นา มันช่วยได้ ทำให้เราไม่จมจ่อมอยู่กับความคิดในหัวที่ท่วมท้นในตอนนั้น มันทำให้หลับได้ดีขึ้น

พอเริ่มเขียนแล้ว เขียนไปทุก ๆ วัน อะไรที่เราทำทุก ๆ วัน จะมีความรู้สึกว่าอยากทำให้มันเก่งขึ้น

ก็เริ่มอ่านหนังสือที่เขาบอกว่าดี หนังสือที่ได้รางวัล หนังสือขายดี เอามาพัฒนาทักษะการเขียนของเรา

จากบทบันทึกความรู้สึกธรรมดา กลายเป็น เรื่องสั้น กลายเป็น นิยาย แล้วก็หาทางเผยแพร่ จนกระทั่งมีหนังสือ นั่นคือ Better than yesterday ในทุก ๆ ทักษะ

การเขียน เหมือนกับการสู้กับตัวเอง วันนี้ฉันต้องดีกว่าตัวเองเมื่อวาน พอชนะเมื่อวานไปเรื่อย ๆ พรุ่งนี้มันก็จะดีขึ้นเรื่อย ๆ "

เขียนยังไงให้ได้ ซีไรต์ ‘ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด’

เขียนยังไงให้ได้ 'ซีไรต์'

"พอเราอยากเขียนปุ๊บ ก็ตั้งจุดหมายว่า จุดสูงสุดของการเขียนของเรามันอยู่ตรงไหน คำตอบที่ออกมาคือ รางวัลซีไรต์

มันท้าทายตัวเองเหมือนกันนะ เราจะทำได้หรือเปล่า ไหน ๆ ก็ฝึกทักษะการเขียนมาระยะหนึ่งแล้ว ก็เริ่มพยายามหาเรื่องราวที่จะเล่า ที่มันมีคุณค่าพอ หรือมีระดับพลังงานพอกับจุดหมายของเรา (คือซีไรต์) หาจาก สารคดี หาจากงาน วิจัย หาจนไปเจอ เรื่องคนทอผ้าที่เชียงใหม่

เรื่อง เพศ เรื่อง ศิลปวัฒนธรรม กฎหมายสมรสเท่าเทียม เรื่อง Soft Power มันกำลังมาช่วงนั้นพอดี และเราไปเจอเรื่องคนทอผ้าที่เป็น LGBTQ ที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ พอดี เรื่องนี้มีพลังงานและมีองค์ประกอบทุกอย่างที่ควรค่าจะเล่าตรงกับจุดมุ่งหมายของเรา

เราก็ working on ประเด็นต่าง ๆ ไม่ว่าพลังของ Soft Power พลังของการตื่นตัวของ LGBTQ พลังของชนบท การท่องเที่ยวเชียงใหม่ ลายผ้า ศิลปวัฒนธรรม เอาทุกอย่างมารวมกันจนกลายเป็นนิยาย กี่บาด

จากนั้นประกอบทุกอย่างให้มันดีที่สุด ดีแบบที่ชีวิตนี้จะดีได้ขนาดนี้อีกกี่ครั้ง เราใส่สุดกับมัน เหยียบมิด เล่นกับมัน จนผลมันออกมาคือ ชนะรางวัล ตามที่เราวางแผนไว้"

เขียนยังไงให้ได้ ซีไรต์ ‘ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด’

ดูยังไงเรื่องไหนมีคุณค่าหรือน่าสนใจ

"เรื่องเล่าที่มีพลังงานมันจะมีลักษณะอย่างหนึ่ง คือ

1. เราหยุดคิดถึงไม่ได้ สมมติว่าพอเราได้ไอเดียอะไรอย่างหนึ่ง เราก็คิดต่อ 1 คิดต่อไป 2 ไป 3 ไป 4 ไป 5 ไปเรื่อย ๆ อันนั้นเหมาะที่จะเอามาเล่า

 2.ทำไมเรารู้สึกกับมันเยอะจังเลย บางเรื่องอาจจะไม่ได้มีไอเดียเป็นประโยคด้วยซ้ำ แต่พอเราคิด ๆ อยู่ เราก็ร้องไห้ออกมาได้เลย นั่นแหละเป็นเรื่องที่นักเขียนควรจะเอามา working on ต่อ เป็นเรื่องไอเดียที่จะมีพลังงานก่อนที่จะมาเป็นนิยายหรือเรื่องสั้นได้

ซึ่ง กี่บาด มันมีแรงมาก ไม่กินไม่นอนเลย ใช้เวลาหาข้อมูล 2 เดือน เขียนประมาณ 1 เดือน แต่ละวันจะเขียนกี่ชั่วโมง ช่วงไหนบ้าง 

ถึงขนาดเคยเขียนแล้วอ้วก เพราะว่าบทนั้นมันเข้มข้นมาก มันยากมาก มีอารมณ์ของตัวละครเยอะมาก ถ่ายทอดยากมาก เขียน ๆ ๆ ปุ๊บ อ้วก มันเครียดตามตัวละคร แล้วก็กลับมา

กี่บาด เป็นเรื่องที่ไกลตัวมาก ๆ เราไม่มีองค์ความรู้เลย ต้องทำงานหนักเรื่องหาข้อมูลจนเป็นผู้เชี่ยวชาญ แล้วอ่านไปเรื่อย ๆ จนเรามั่นใจว่าเรารู้สึกแบบเดียวกับตัวละคร

เนื่องจากโควิดไม่ได้ลงพื้นที่ ก็ใช้ Google Earth แล้วเดินไปตาม Google Map ลองเดินเปลี่ยนองศา พระอาทิตย์ตอนนี้กี่โมง พระอาทิตย์จะอยู่ตรงไหน มีซิมูเลชันเยอะสมัยนี้ 

อย่างฉากบรรยายลายผ้า เราต้องเห็นลายผ้าก่อน เอามากางไว้ ไม่ได้กางอันเดียวนะ กางอันนี้ ถ่ายรูปอันนี้ แสงนี้มันเป็นยังไง กางด้วยแสงนี้เป็นยังไง จับจริงเป็นยังไง

มันจะมีคลิปคนที่จับจริง ความลื่นความอะไรเราต้องเห็นหมด แล้วเอาทุกอย่างมารวมกัน แล้วให้ตัวละครเป็นคนบรรยาย ใส่ความคิดเห็นของตัวละครลงไป งดงาม เลอค่า มีความสุข ลื่นไหล

เราต้องจูนตัวเองให้เป็นตัวละครนั้นก่อนแล้วให้ตัวละครบรรยาย สมมติว่าผ่านสายตาของคนแก่ เขาก็มีความรู้สึกแบบหนึ่ง เช่นลายผ้านี้ เขาเห็นมานานมาหลายปีแล้ว ต้องชินกับมันแล้ว แต่อะไรล่ะที่จะทำให้เขารู้สึก ความทรงจำหรือเปล่า ความเสียดายหรือเปล่า ความอึดอัดอะไรหรือเปล่าที่เขาเห็นลายผ้านั้น

แล้วถ้าเป็นวัยรุ่นวัยเห็นลายผ้าเดียวกันอาจจะเห็น อุ๊ย สีสวย สีเลิศจังเลย เอาไปใส่เอาไปใส่อวดผู้ชายดีมั้ย

เราต้องรู้จักตัวละครที่เราจะเขียนดีพอสมควร ราวกับเขาเป็นเพื่อนของเรา สมมติว่าในเรื่องหนึ่งมีตัวละครประมาณ 4-5 ตัว เราต้องรู้เลยว่าคน ๆ นี้ เป็นคนยังไง นิสัยเป็นยังไง

เราต้องรู้จักว่า เขามีปมอะไรมั้ย เป็นปมที่เขาอาจจะไม่ได้บอก เราอาจจะไม่ต้องบรรยายออกมาก็ได้ แต่เขาอาจจะมีอะไรบางอย่าง สมมติ หญิงชราอายุ 87 เขาต้องเคยผ่านอะไรมา ความเจ็บปวดของเขาคืออะไร ตอนเขาอึดอัดตรงไหนกับร่างกาย ตาหรือเปล่า หูไม่ได้ยินหรือเปล่า หลังค่อมหรือเปล่า มือสั่นหรือเปล่า 

โดยส่วนตัวเราจะไม่รู้ตอนจบก่อน คือมีแค่ตอนเริ่มต้น มีไอเดีย มีโครงเรื่องคร่าว ๆ เราก็ลุยเลย ค้นพบไปพร้อมกับตัวละคร วางใจว่าเขาจะพาไปทางไหน อ้าว เธอเป็นคนอย่างงี้เหรอ อ้าว เธอจะฆ่าคนนี้เหรอ จริงเหรอ เธอจะฆ่าเขาเลยเหรอ เคารพการตัดสินใจของตัวละครว่า ถ้าเธอฆ่าคนนี้ คนต่อไปมันจะเป็นอย่างงี้ ๆ นะ เธอต้องรับผลอย่างงั้นนะ

ส่วนใหญ่เวลาเขียนนิยายตอนจบมักจะไม่ใช่สิ่งที่คิดไว้ตั้งแต่แรกทุกครั้ง แต่พอมันถึงตอนจบปุ๊บ เฉลยออกมาปุ๊บ จบเรียบร้อย

ความรู้สึกในใจมันเซอร์ไพรส์ว่า อุ๊ย ไม่เคยคิดเลยว่าจะจบอย่างงี้ เฮ้ย จบอย่างนี้ก็ได้เลย"

เขียนยังไงให้ได้ ซีไรต์ ‘ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด’

ชื่อหนังสือ มาก่อนอันดับแรก

"อยากใช้ชื่อนี้ กี่บาด มาสืบทุกอย่าง ทั้งบาดแผล ทั้งกี่ทอผ้า ทั้งเงินกี่บาท ได้ชื่อมาก่อนเป็นอันดับแรก แล้วมาคิดดูว่าอะไรที่มันเกี่ยวกับกี่บาดบ้าง แล้วแตะ ๆ ไปเรื่อย ๆ แล้วเอามาคัดเลือก

ชื่อนี้อยู่ดี ๆ ก็มาเลย พอไปดูเรื่องผู้หญิงที่ทอผ้า คำว่า กี่บาด มันมาในหัว เรารู้สึกว่า เฮ้ย มันสื่อสารได้หลายความหมายนี่นา คือ กี่ (เครื่องทอผ้า) บาด (แผล) ใช่ และก็ กี่บาท (เงิน) ด้วย

สื่อสารได้หลายทาง จะเอาไปเล่าแบบว่าคุณค่าของศิลปะผ่านการซื้อขายก็ได้ หรือคุณค่าศิลปะควรจะเก็บไว้ในที่ที่หนึ่ง ไม่เอามาค้าขายหรอก เก็บไว้ในความเจ็บปวดของตัวเอง"

ผลงานหลังจากเรื่อง 'กี่บาด'

"Ghost Me Free Wifi หลอกได้แต่จ่ายด้วย เป็นแนวตลกที่ขายดีมาก พิมพ์เป็นครั้งที่ 4 แล้ว และยังติดอันดับขายดีอยู่จนถึงทุกวันนี้ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับผี เล่าถึงคนต่างจังหวัดที่เข้ามาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯ เช่าห้องพักในเขตที่ค่าครองชีพสูง แต่ไปเจอห้องหนึ่งที่ราคาถูกมาก ตัวเอกเลยต้องหาวิธีอยู่ร่วมกับผีท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่เป็นอยู่ เป็นเรื่องตลกที่แต่งขึ้นมา 

นาคาร้องไห้ เป็นรวมเรื่องสั้นวรรณกรรมเข้มข้น พูดถึงชีวิตของคนอีสาน ภาพความลำบาก การกดขี่ การย้ายถิ่นฐาน นำประเด็นปัจจุบันมาใส่ เช่น แก๊งสแกมเมอร์ ปัญหาผีน้อยในเกาหลี การเปลี่ยนพื้นที่นาเป็นไร่ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และปัญหาฝุ่นควันจากการเผา

สุขสันต์วันหมดอายุ หนังสือออกใหม่ในงานหนังสือครั้งที่ผ่านมา รวมเรื่องสั้น 9 เรื่อง ที่จินตนาการว่าตัวเองอายุเยอะแล้วและใกล้ถึงวันสุดท้ายของชีวิต จะทำอย่างไรให้ใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างมีความสุขที่สุดโดยไม่ต้องเสียดายอะไร สะท้อนแง่มุมที่หลากหลาย บางคนเหนี่ยวรั้งอดีต บางคนยึดมั่นถือมั่นจนวันสุดท้าย บางคนปล่อยวาง บางคนอยากกลับไปเป็นเด็กใหม่

ผมอยากทำทุกแนวเพื่อท้าทายตัวเอง อยากลองดูว่าเราทำอะไรได้บ้าง กระแสตอบรับเป็นอย่างไร ก่อนที่จะค้นพบแนวที่ชอบจริง ๆ "

เขียนยังไงให้ได้ ซีไรต์ ‘ประเสริฐศักดิ์ ปัดมะริด’

เคล็ดลับนักเขียน คือ การฝึกฝน

"เราเชื่อในเรื่องของการฝึกฝน คนเราสามารถเป็นอะไรก็ได้ถ้าเราฝึกอย่างอุกฤษฏ์ อย่างเต็มที่ ไม่ว่าทักษะไหน ฝึกฝนได้ทั้งสิ้น มันไม่ได้เริ่มจากพรสวรรค์เลย มันต้องฝึกจากศูนย์

อะไรที่เราทำเป็นประจำ อะไรที่เราฝึกให้มันเก่งขึ้นไปเรื่อย ๆ พรุ่งนี้เราก็จะเป็นมาสเตอร์ของอะไรสักอย่าง

ถ้าเป็นเรื่องของ การเขียน เขียนเรื่องที่ตัวเองสนใจ จะรู้เลยว่าถ้าเราเล่าเรื่องที่เราสนใจ แง่มุมอะไรที่เรายังไม่ได้เล่า เราจะอยากเล่าเพิ่มขึ้น เราจะอยากรู้เพิ่มขึ้น เราจะอยากเขียนเพิ่มขึ้น

แต่อะไรที่เราเล่าแล้ว อะไรที่เราเบื่อแล้ว เราก็จะหาวิธีเล่าที่ไม่น่าเบื่อเหมือนเมื่อวาน

วิธีฝึก คือ ทำอะไรให้เห็นทุกแง่มุม แล้วก็พิจารณาทุกแง่มุมว่าเราจะไปกับมันได้เพิ่มเติมอีกตรงไหนบ้าง"

สนใจประเด็นสังคม

"เราสนใจศิลปวัฒนธรรม โดยเฉพาะศิลปวัฒนธรรมที่กำลังจะหายไปจากประเทศ อาจจะเป็นยุคของคนที่อาจจะไม่มีคนสืบทอดแล้ว

รู้สึกว่าอยากถ่ายทอดออกมาให้มันเป็นชีวิตอยู่ต่อไปเรื่อย ๆ

คุณอาจจะไม่ได้สืบทอดก็ได้ แต่เห็นรู้ว่ามันมีอยู่ รู้ว่ามันยังไม่ได้หายไป คุณค่าเราจะพิสูจน์ต่อไปเรื่อย ๆ " 

 

รางวัลที่เป็นจุดมุ่งหมายต่อไป 

"รางวัลที่ยากที่สุดของนักเขียนคือ การเข้าไปนั่งในหัวใจผู้อ่าน แม้เราจะได้รางวัลสูงสุดของประเทศมาแล้ว แต่หลายครั้งเราก็ยังไม่สามารถเข้าไปนั่งในใจผู้อ่านทุกคนได้

ตอนนี้ผมกำลังฝึกตัวเองให้ผลิตงานที่เป็น งานเตือนใจคน และอยากเป็นตำนานเหมือนนักเขียนรุ่นก่อน ๆ 

นอกจากนี้ผมยังเริ่มสนใจเรื่อง Gen Z และ Gen Alpha ด้วย เพราะพออายุมากขึ้น เราจะรู้สึกว่าโลกทิ้งห่างเราไปเรื่อย ๆ ผมจึงอยากทำงานเพื่อทำความเข้าใจคนรุ่นหลัง และสร้างสังคมที่สามารถเป็นเพื่อนกันได้ในทุกวัย"