เป็นปีที่การประกวดชิง "รางวัลปาล์มทองคำ" ของเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ ออกจะหงอย ๆ เมื่อหนังที่ทยอยฉายรอบกาล่าให้สื่อ กรรมการ และผู้ร่วมงานได้ชมไม่ใคร่จะ ‘สมมง’ กับชื่อชั้นของผู้กำกับที่เคยได้รับรางวัลจากเทศกาลนี้ไปแล้วสักเท่าไหร่ ตลอดงานแทบจะไม่มีตัวเต็งที่ได้รับความนิยมจนพอจะเก็งเดาผลรางวัลได้ ในขณะที่ทางเทศกาลก็เปิดพื้นที่ให้กับหนังสายประกวดจากนานาชาติมากวาดรางวัลกันถึง 22 เรื่อง
งานที่จัดต่อเนื่องกันมาเป็นครั้งที่ 79 นี้ เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 12-23 พฤษภาคม 2569 ยาวนานรวม 12 วัน สำหรับคณะกรรมการตัดสินในปีนี้นั้น ทางเทศกาลได้เชิญผู้กำกับ Park Chan-wook จากเกาหลีใต้ ให้มาดำรงตำแหน่งเป็นประธาน บริหารความคิดเห็นของคณะกรรมการที่เหลือ อันได้แก่ Chloé Zhao ผู้กำกับหญิงจากจีน Diego Céspedes ผู้กำกับเควียร์จากชิลี Demi Moore นักแสดงหญิงจากสหรัฐอเมริกา Ruth Negga นักแสดงหญิงจากเอธิโอเปีย-ไอร์แลนด์ Laura Wandel ผู้กำกับหญิงจากเบลเยียม Paul Laverty มือเขียนบทจากสหราชอาณาจักร Isaach de Bankolé นักแสดงชายจาก โกตดิวัวร์ และ Stellan Skarsgård นักแสดงชายจากสวีเดน และจากการประกาศผลอย่างเป็นทางการ ในค่ำคืนของวันที่ 23 พฤษภาคม ก็มีหนังที่กรรมการเห็นว่าสมควรได้รับรางวัลต่าง ๆ กันดังต่อไปนี้
เริ่มที่รางวัลนักแสดงชายยอดเยี่ยม ปีนี้ตกเป็นของสองนักแสดงชายที่เล่นเป็นพลทหารคู่รักกันในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ได้แก่ Valentin Campagne และ Emmanuel Macchia และ จากหนังเรื่อง Coward ของผู้กำกับเบลเยียม Lukas Dhont
โดย Valentin Campagne รับบทเป็น Francis เกย์หนุ่มลูกเจ้าของร้านตัดเสื้อในเมืองใหญ่ ในขณะที่ Emmanuel Macchia รับบทเป็น Pierre ลูกพระแม่โพสพ ที่มาพบรักกันในกองกำลังทัพหน้า เมื่อ Francis ถือปรัชญาว่า “อย่าปล่อยผ้าไว้กับกะเทย” ทบเกยผ้าห่มผืนใหญ่ดัดแปลงให้เป็นอาภรณ์สตรี ร้องรำทำเพลงขับขานเมโลดี้ สร้างความสุนทรีย์ให้กองทัพขณะกำลังขับเคลื่อนสงคราม! ส่วน Pierre ก็จะคอยติดตามเป็นผู้ช่วย พอได้อยู่ด้วยกันตามลำพังทั้ง Francis และ Pierre ก็สารภาพรักกัน โดยไม่หวั่นอีกต่อไปว่าจะมีใครมาระแคะระคายหรือไม่
ทั้ง Valentin Campagne และ Emmanuel Macchia สามารถรับบทบาทเป็นคู่ชายรักชายท้าทายสมรภูมิได้อย่างน่าประทับใจ สมควรแล้วที่จะเคียงคู่คว้ารางวัลไป เพราะ Valentin Campagne เองก็แสดงจริตจะก้านออกสาวได้อย่างงามสง่าและแพรวพราวในเวลาเดียวกัน ส่วน Emmanuel Macchia ผู้มีใบหน้างดงามราวเทพปั้น ก็สามารถส่งผ่านทุก ๆ ความอัดอั้นผ่านแววตาบนใบหน้าที่เหมือนจะเย็นชาไปกับทุกสิ่ง!
ยิ่งถ้าดูจากบุคลิกและรูปลักษณ์ ทั้งสองดูเป็นคู่รักที่ไม่มี ‘เคมี’ จากที่ยากจะยอมรับว่าทั้งคู่ ‘อินเลิฟ’ กันจริง ๆ ในช่วงแรก น่าแปลกที่เรากลับค่อย ๆ หลงเชื่ออย่างหมดใจว่าพวกเขารักกันอย่างดูดดื่มมากแค่ไหน และการพลัดพรากมันจะเจ็บปวดมากเพียงใด ถ้าหนึ่งฝ่ายได้เลือกให้โชคชะตานำพาไปเช่นนั้น!
เมื่อรางวัลนักแสดงชายเขาเคียงคู่คว้ารางวัลกันไปถึงสองนาย รางวัลนักแสดงหญิงยอดเยี่ยมจึงแพ้ไม่ได้ คณะกรรมการจึงลงมติให้สองคู่ขวัญจากหนังเรื่อง All of a Sudden ของผู้กำกับญี่ปุ่น Ryusuke Hamaguchi ได้แก่ Virginie Efira และ Tao Okamato โครางวัลนี้ไปด้วยกันเสียเลย!
Virginie Efira รับบทบาทเป็น Marie-Lou ผู้จัดการแผนกดูแลผู้ป่วยสูงวัยในสถานบำบัดพักฟื้น ณ กรุงปารีส เธอกำลังหามาตรการ treatment ที่จะทำให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเห็นอกเห็นใจคนไข้โดยใช้หลัก empathy กระทั่งเธอมีโอกาสได้ไปดูละครแนวทดลองจากอิตาลีฝีมือการกำกับของ Mari (แสดงโดย Tao Okamato) ชาวญี่ปุ่น ซึ่งจุดประกายสิ่งที่เธอกำลังครุ่นคิดอยู่พอดี
จากนั้นทั้ง Marie-Lou และ Mari ก็กลายเป็นเพื่อนคุยที่สนิทสนมกัน ถกปรัชญาชีวิตและการดูแลคนอื่น ตั้งแต่กลางวันยันค่ำคืน เป็นเพื่อนสนิทข้ามสัญชาติที่มีแต่ความชื่นมื่น หากอาการมะเร็งที่สร้างความเจ็บปวดจนเกินฝืนของ Mari จะไม่ลุกลามตามมารังควานเสียก่อน! นักแสดงสองบังอรในบทนำของหนังเรื่องนี้ ควงแขนกันมาด้วยท่าทีที่สบาย ๆ ให้ความเป็นธรรมชาติ ทว่ายังได้แสดงความสามารถสลับกันพูดภาษาฝรั่งเศส ญี่ปุ่น และอังกฤษ วนไป ในเนื้อหาที่ให้บรรยากาศแบบกึ่งจริงกึ่งฝัน เจือความมหัศจรรย์ใน setting จากโลกความเป็นจริง ยิ่งความยาวหนังที่กินเวลาถึง 196 นาที ก็ทำให้ทั้งสองนารีมี screen time ที่ยาวนานมากกว่าหนังประกวดเรื่องอื่น ๆ จึงพากันชนะรางวัลในค่ำคืนนั้นไปได้ในที่สุด
นอกเหนือจากรางวัลนักแสดงฝ่ายบุรุษและฝ่ายสตรี รางวัลที่ให้สำหรับผู้กำกับยอดเยี่ยมก็มีผู้ชนะไปพร้อม ๆ กันถึงสองเรื่องรวมสามคนด้วยกัน ได้แก่ ผู้กำกับโปแลนด์ Pawel Pawlikowski จากเรื่อง Fatherland และ ผู้กำกับสเปน Javier Ambrossi และ Javier Calvo ซึ่งร่วมกันกำกับหนังเควียร์เรื่อง The Black Ball
ในส่วนของ Fatherland ผู้กำกับ Pawel Pawlikowski ใช้ภาพสีขาวดำอันขรึมขลังถ่ายทอดเรื่องราวชีวิตของนักประพันธ์นามอุโฆษชาวเยอรมนี Thomas Mann (แสดงโดย Hans Zischler) ในช่วงที่เขาได้เดินทางจากสหรัฐอเมริกา กลับมายังเยอรมนีในช่วงสงครามเย็นเมื่อปี 1949 กับบุตรสาวนักแสดงนาม Erika (แสดงโดย Sandra Hüller) แล้วต้องเจอกับการแบ่งข้างทางการเมืองที่แต่ละฝ่ายก็พยายามจะใช้เขาเป็นเครื่องมือด้วยการแอบอ้างชื่ออยู่ตลอดเวลา
ทว่า ‘กัลปพฤกษ์’ กลับไม่ใคร่เห็นด้วยกับรางวัลนี้สักเท่าไหร่ เพราะถ้าดูดี ๆ Pawel Pawlikowski ทำหนังเรื่องนี้เหมือนไม่มี passion ต่อผลงานและความคิดของ Thomas Mann ใด ๆ นักแสดงหลักอย่าง Hans Zischler ก็หาได้พยายามสร้าง character ของ Thomas Mann ออกมาให้มีความแตกต่างน่าสนใจ จึงรู้สึกเหมือนเป็นการ ‘รับจ้างทำ’ เพื่อหารายได้ มากกว่าความกระสันใคร่อยากจะเล่า
ส่วนเรื่อง The Black Ball ของ Javier Calvo และ Javier Ambrossi ก็เล่าเรื่องราวชีวิตของเกย์หนุ่มจากสามยุคสามสมัย ได้แก่ เมื่อปี ค.ศ. 1932, 1937 และ 2017 โดยมีบทประพันธ์ที่ยังแต่งไม่เสร็จเรื่อง La bola negra หรือ The Black Ball ของ Federico García Lorca เป็นแกนกลางคอยเชื่อมต่อ
ปี ค.ศ. 1932 นำเสนอผ่านตัวละคร Carlos ด้วยการตั้งสมมติฐานว่า ถ้า Lorca ยังไม่ตาย ผลงานของเขาจะเป็นอย่างไร ค.ศ. 1937 เล่าชีวิตรักของสองทหารหนุ่มในโรงพยาบาลทหาร ส่วน ค.ศ. 2017 ก็ระเห็จข้ามมาในยุคสมัยปัจจุบัน ที่เกย์หนุ่มอย่าง Alberto สามารถใช้ application นัดหาคู่ได้อย่างเปิดเผย แต่ก็ลงเอยมีปัญหากับแฟนหนุ่มและมารดา ราวกับชีวิตเกย์ไม่ว่าจะสมัยไหน ก็ไม่มีทางได้อยู่สุขสบายเหมือนใคร ๆ เขา
หนังเรื่องนี้เข้าป้ายรางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไปได้ ด้วยเนื้อหาที่สุดจะ epic และยิ่งใหญ่ กระโดดข้ามหมุดเวลาไปถึงสามรอบ ทั้งยังต้องตอบโจทย์เรื่องรายละเอียดย้อนยุคให้ตรงตามยุคสมัย ถือว่าเป็นงานใหญ่จนคว้ารางวัลผู้กำกับยอดเยี่ยมไป ต่อให้ในส่วนของการเล่าเรื่องจะเอาไม่ใคร่อยู่
มาดูที่รางวัลบทภาพยนตร์ยอดเยี่ยมกันบ้าง เรื่องที่คว้ารางวัลนี้ไปได้แก่ A Man of His Time หรือ Notre Salut ของผู้กำกับ Emmanuel Marre ทายาทรุ่นปัจจุบันของคุณปู่ Henri Marre วิศวกรผู้หาญกล้าประกาศเจตนารมณ์ในการบริหารบ้านเมืองที่ประสิทธิภาพต้องมาก่อนสิ่งอื่นใดไว้ในหนังสือชื่อ Notre Salut ณ เมืองวิชี เมื่อปี ค.ศ. 1940
โดยผู้กำกับ Emmanuel Marre ได้หยิบเอาจดหมายส่วนตัวของคุณปู่ที่เขาได้รับตกทอดมา สกัดเนื้อหาที่ว่าด้วยการต่อสู้ทางอุดมการณ์ เพื่อให้บุคลากรในหน่วยงานราชการ ยังประสานงานกันได้ ในยามที่สงครามโลกครั้งที่สองกำลังระอุอยู่ มาสู่บทภาพยนตร์ที่เนื้อหาออกจะอลวนไปด้วยตัวละครสมทบหลากหลายมากมาย แถมเรื่องราวยังขายความเป็นฝรั่งเศสมากจนเกินไป ทำให้ประเด็นยังไม่เป็นสากลเท่าไหร่
ในขณะที่องค์ประกอบด้านการกำกับกลับวิจิตรแพรวพราวและน่าสนใจ ต่อให้เป็นหนังย้อนยุคกลับไปในช่วง 1940s แต่หนังกลับมีวิถีการเคลื่อนกล้องที่เลื่อนไหลอย่างล้ำสมัย มีจังหวะการตัดต่อ jump cut แบบไม่เกรงใจใคร แถมยังมีการใส่เพลงในยุค 1970s-1980s เข้ามาอย่างหน้าตาย เช่น เพลง Live Is Life (1984) ของวง Opus มาใช้ประกอบ MV ภาพ footage สงคราม หรือ เพลง Popcorn ฉบับปี 1972 ของวง Hot Butter ที่คุณนายเธอชวนให้แขกเหรื่อลุกขึ้นมาเต้น! เห็นแล้วต้องอ้าปากเหวอไปตาม ๆ กัน ฉะนั้น สำหรับ A Man of His Time แล้ว รางวัลการกำกับยอดเยี่ยมดูน่าจะเหมาะสมมากกว่า
มาถึงรางวัลสำหรับหนังทั้งเรื่องกันบ้าง โดยรางวัลแรกคือรางวัล Jury Prize หรือ ‘รางวัลขวัญใจคณะกรรมการ’ ตกเป็นของงานใหม่ของผู้กำกับหญิงชาวเยอรมัน Valeska Grisebach เรื่อง The Dreamed Adventure
เมื่อนักโบราณคดีสาวใหญ่อย่าง Veska (แสดงโดย Yana Radeva) ได้เจอกับคนรู้จักที่เคยเจอหน้าค่าตาอย่าง Saïd (แสดงโดย Syuleyman Letifov) ณ ชายแดนประเทศบุลแกเรีย กับ กรีก-ตุรกี เธอรับอาสาพา Saïd ไปที่ไซต์ขุดวัตถุโบราณ และสถานที่ต่าง ๆ หลังจาก Saïd โดยขโมยรถ นำไปสู่บทสนทนาพัฒนาความสัมพันธ์ของสองหนุ่มสาวรุ่นใหญ่ ค่อย ๆ ให้บรรยากาศสุดโรแมนติกแสนหวาน แม้ว่าสถานการณ์ทั้งหมดในหนังจะตั้งอยู่บนความธรรมดาสามัญไม่มีเหตุการณ์พลิกผันเกินจริงใด ๆ เลยก็ตาม
ความโดดเด่นของ The Dreamed Adventure ก็คือการนำเสนอทุกอย่างด้วยความบริสุทธิ์สมจริง นักแสดงนำทั้งชายและหญิงล้วนเป็น non-professional actor ที่เพิ่งจะเจองานแสดงครั้งแรก บทสนทนาก็หาได้มีสิ่งใดแปลกหรือแหวกแนวใด ๆ เล่าชีวิตของสองชายหญิงวัยกลางคนเรื่องโน้นเรื่องนี้เอ้อระเหยไป ซึ่งจริง ๆ ก็หาได้เป็นวิธีการแปลกใหม่ เพราะหนังเทศกาลคานส์โดยเฉพาะในสาย Un Certain Regard ก็มีงานที่มาในทำนองนี้อยู่มากมายจนคลับคล้ายกันไปหมด จนอดแอบคิดแอบแซวไม่ได้ว่า คณะกรรมการหลาย ๆ คนคงจะไม่เคยพบเคยเห็นหนังที่เรียบง่ายแต่จริงใจอะไรแบบนี้มาก่อนกระมัง พอได้ดูเป็นครั้งแรก มันก็จะดูแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครไปโดยปริยาย!
Jury Prize เสร็จ ทีมงานบนเวทีก็ผายมือ ให้คณะกรรมการอ่านชื่อผู้ได้รับรางวัล Grand Prix หรือ รองชนะเลิศประจำปีนี้กันต่อ ซึ่งคุณ Demi Moore ก็มิได้รอช้า ประกาศให้ทุกท่านทราบว่า หนังเรื่อง Minotaur ของผู้กำกับรัสเซีย (ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล) อย่าง Andreï Zviaguintsev เป็นเรื่องที่คว้ารางวัล!
มันเป็นงาน remade จากหนังเขย่าขวัญคลาสสิกเรื่องดัง The Unfaithful Wife (1969) ของผู้กำกับฝรั่งเศสชั้นครูอย่าง Claude Chabrol เกี่ยวกับคุณสามีที่จับได้ว่าภรรยาแอบไปมีชู้ พอรู้ที่อยู่ว่าชู้กบดานอยู่ที่ไหน คุณสามีก็จัดการเดินทางไปสังหารถึงบ้านให้หายแค้น ทว่าสุดท้ายเหล่าตำรวจแสนรู้ก็วางแผนหาโอกาสมาไต่สวนผู้เป็นภรรยา ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องอะไรอันใดกับผู้สูญหายที่ยังไม่รู้ว่าตายหรือเป็น!
ในส่วนโครงเรื่องผู้กำกับ Andreï Zviaguintsev เล่นกับความรู้สึกคนดูด้วยลู่ทางเดียวกันเลยกับที่ Claude Chabrol เคยทำไว้ แต่ในช่วงท้าย Andreï Zviaguintsev ก็ตอกย้ำอำนาจทางการเมืองอันชั่วร้ายที่แผ่ขยายไปทั่วรัสเซีย โดยเขียนบทตอนจบให้คู่ผัวเมียคู่นี้ใหม่ ซึ่งก็ทำให้หนังเรื่องนี้มีพลังที่ไปไกลเสียยิ่งกว่างานต้นฉบับ!
สำหรับรางวัลปาล์มทองคำประจำปี 2026 ที่ทุก ๆ คนรอคอย ประธานคณะกรรมการตัดสิน Park Chan-wook ไม่ปล่อยให้เดากันนาน สุดท้ายเขาก็ขานชื่อให้หนังเรื่อง Fjord ของผู้กำกับโรมาเนีย Cristian Mungiu เป็นผู้คว้าไปในปีนี้ ทำให้ประวัติศาสตร์การมอบรางวัล ‘ปาล์มทองคำ’ ของเทศกาลคานส์ มีผู้ชนะรางวัลถึงสองวาระประดับเพิ่มเข้ามาจนครบ 9 ราย (หลังจาก Bille August จาก Pelle the Conqueror (1988) กับ The Best Intentions (1992), Emir Kusturica จาก When Father Was Away on Business (1985) กับ Underground (1995), Shohei Imamura จาก The Ballad of Narayama (1983) กับ The Eel (1997), Jean-Pierre Dardenne กับ Luc Dardenne จาก Rosetta (1999) กับ L’enfant (2005), Michael Haneke จาก The White Ribbon (2009) กับ Amour (2012), Ken Loach จาก The Wind That Shakes the Barley (2006) กับ I, Daniel Blake (2016) และ Ruben Östlund กับ The Square (2017) กับ Triangle of Sadness (2022)
เนื่องจาก Cristian Mungiu เขาเคยได้รับรางวัลปาล์มทองคำไปก่อนหน้านี้แล้วจากเรื่อง 4 Months, 3 Weeks and 2 Days เมื่อปี 2007 เมื่อเทศกาลจัดงานเสร็จแล้ว Fjord ได้รับรางวัล มันเลยเป็นปรากฏการณ์ double Palme D’Or อีกครั้ง ราวกับว่าทำไมรางวัลนี้มันได้กันง่าย ๆ จัง คนทำหนังหน้าเดิมจึงกลับมากวาดรางวัลได้รัว ๆ!
ซึ่งสำหรับคนที่ติดตามดูหนังสายประกวดทั่วครบทั้ง 22 เรื่อง การที่ Fjord คว้ารางวัลใหญ่ในเทศกาลภาพยนตร์เมืองคานส์ปีนี้ ก็อาจจะเป็นอะไรที่ไม่ถึงกับน่าประหลาดใจ เพราะถ้าได้เทียบกันแล้ว Fjord เป็นหนังที่มีเนื้อหาอยู่ในระดับสากล กล่าวถึงพลเมืองที่โยกย้ายถิ่นอาศัยข้ามประเทศ อ้างอิงพฤติกรรมของผู้ที่มีความเลื่อนไหลทางเพศ และวิพากษ์ถึงสาเหตุที่ทำให้ตัวบทกฎหมายในบางชาติ ขาด common sense จนกลายเป็นการสาระแนเรื่องส่วนตัวในครอบครัว ที่รัฐหรือตัวแทนไม่ควรจะเข้ามาจุ้นจ้าน
Fjord เล่าเหตุการณ์ของครอบครัว Gheorghius เมื่อ Mihai คุณพ่อชาวโรมาเนีย (รับบทบาทโดย Sebastian Stan) กับคุณแม่ Lisbet (เล่นโดย Renate Reinsve) พร้อมด้วยเหล่าบุตรธิดา ได้โยกย้ายจากโรมาเนีย มาอาศัยในเมืองริมทะเลนอร์เวย์ฝั่งฟยอร์ด ประเทศบ้านเกิดของผู้เป็นภรรยา ทว่าเมื่อเกิดอุบัติเหตุทำให้คุณแม่ลูกอ่อนอย่าง Lisbet สร้างสะเก็ดรอยแผลฟกช้ำข้างลำตัวของลูกสาว คราวนี้คุณครูที่เห็น และคนที่เป็นผู้พิทักษ์เด็กเยาวชน ก็เริ่มกังวลใจ ว่า Lisbet เลือกใช้อารมณ์ในการทำร้ายร่างกายเพื่อสั่งสอนลูกหรือไม่ บังคับให้เด็ก ๆ ย้ายไปอยู่กับผู้อุปถัมภ์ดูแล จนกว่าจะไต่สวนคดีกับทั้งพ่อและแม่สำเร็จ!
ข้อพิพาทของหนังจึงทั้งดุเด็ดเผ็ดมัน และเล่าถึงประสบการณ์สยองขวัญของประชาชนตาดำ ๆ ที่ทำเรื่องหมิ่นเหม่ตัวบทกฎหมายโดยไม่ตั้งใจ หากผลลัพธ์ที่ได้ กลับย้อนมาทำลายความไว้เนื้อเชื่อใจกันในครอบครัวจนมลายสิ้น! ซึ่งหนังก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดด้วยสายตาที่ออกจะตัดสิน เหมือนผู้กำกับ Cristian Mungiu จะเข้าไม่ใจถึงจิตวิญญาณของการเป็นคนนอร์เวย์แต่อย่างใด นำเสนอตัวละครในฝั่งใส่ร้ายให้กลายเป็นปีศาจอย่างขาดชั้นเชิงจนรู้สึกสัมผัสได้ ว่าทำไมพวกเขาถึงดูกลวงและตั้งใจจนหาได้มีความเป็นมนุษย์ที่เป็นธรรมชาติเอาเสียเลย
กระนั้น Fjord ก็มีพลังด้านการกำกับและการถ่ายภาพที่พอจะชดเชยข้อบกพร่องเหล่านี้ได้ สามารถคว้ารางวัลปาล์มทองคำไป ในปีที่เทศกาลคานส์แทบจะไม่มีงานระดับ masterpiece มาเข้าร่วมประกวด!


