วันอังคาร ที่ 16 มิถุนายน 2569

Login
Login

เงิน '50 บาท' ที่หายไป

"เงิน 50 บาท" สำหรับคนทั่วไปอาจดูเล็กน้อย แต่กับบางครอบครัว การ "มี" หรือ "ไม่มี" 50 บาท เป็นตัวบอกว่า วันนี้จะได้ "กินอิ่ม" หรือ จะต้อง "ทนหิว"

"แต่ก่อนแกงหม้อหนึ่งกินกันทั้งบ้านประมาณ 200 บาท แต่ตอนนี้อย่างน้อยต้อง 250 บาท" เด็กหญิงนันทิยา ทองสุข วัย 13 ปี พูดขึ้นอย่างเรียบเฉยราวกับเป็นเรื่องปกติ

นันทิยา หรือ “น้ำหวาน” กำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และเป็นลูกคนที่สองของครอบครัว หลังเลิกเรียนในแทบทุกวัน เธอจะไปตลาดใกล้บ้านเพื่อซื้อวัตถุดิบมาให้ย่าทำอาหารเย็น นี่เป็นหนึ่งในไม่กี่อย่างที่เธอพอจะช่วยครอบครัวได้ แต่พักหลังเหมือนยิ่งพยายามเท่าไรก็ไม่มีวันพอ

“เงิน 50 บาท” อาจดูไม่มากนัก แต่สำหรับครอบครัวของน้ำหวาน มันคือความแตกต่างระหว่างการได้กินอิ่มท้องกับการต้องทนหิว

น้ำหวานไม่ใช่คนเดียวที่กำลังเผชิญสถานการณ์เช่นนี้ ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤติเศรษฐกิจจากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งนับเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่รุนแรงที่สุดเท่าที่เคยมีมา

เงิน '50 บาท' ที่หายไป

ราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นและมีความผันผวนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายสัปดาห์ส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง และแผ่ขยายเข้าสู่ครัวเรือนทั่วประเทศ หลังมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐสิ้นสุดลงในช่วงปลายเดือนมีนาคม ราคาน้ำมันปรับเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 20 แต่ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่แค่หน้าปั๊มน้ำมัน ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นทำให้ค่าขนส่งเพิ่มขึ้นตามไปด้วย โดยอัตราเงินเฟ้อในหมวดการขนส่งพุ่งถึง 11.4% ในเดือนเมษายน

เมื่อค่าน้ำมันสูงขึ้น ค่าขนส่งก็สูงขึ้นตาม และท้ายที่สุด ราคาของอาหาร ยา และแทบทุกสิ่งที่ต้องขนส่งด้วยรถบรรทุกก็ขยับขึ้นทั้งหมด

สำหรับครอบครัวยากจนจำนวนมาก วิกฤติครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงข่าวพาดหัวหน้าหนึ่ง แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า พวกเขาเริ่มแบกรับต่อไปแทบไม่ไหว

เงิน '50 บาท' ที่หายไป

ภาพถ่ายครอบครัวโดยมีน้ำหวานนั่งอยู่ริมซ้ายและย่ายืนอยู่ด้านหลัง

‘บ้าน’ ที่แออัด ‘ตู้เย็น’ ที่ว่างเปล่า

น้ำหวานอาศัยอยู่ในหนึ่งในชุมชนที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของกรุงเทพมหานคร บ้านเช่าไม้ชั้นเดียวขนาดราว 50 ตารางเมตรหลังนั้นเป็นที่อยู่ของคนถึง 8 ชีวิต พ่อ แม่ที่ป่วยกระเสาะกระแสะ ยาย และพี่น้องอีกสี่คน

พื้นบ้านบางส่วนทรุดพัง จนไม่สามารถใช้งานได้ ขณะที่บางส่วนถูกกันไว้ใช้เก็บขยะรีไซเคิลซึ่งเป็นรายได้เสริมของครอบครัว เตียงผู้ป่วยของแม่ถูกดันชิดมุมหนึ่งของบ้าน เด็กห้าคนนอนเบียดกันใต้มุ้งหลังเดียว ส่วนพ่อของน้ำหวานมักนอนบริเวณพื้นทรุดใกล้ประตู เพราะที่ประจำด้านหลังบ้านร้อนและอับเกินกว่าจะทนไหว

น้ำหวานบอกว่า.. ตู้เย็นในบ้านแทบไม่มีอาหารแช่อยู่เลย

พ่อของเธอทำงานขับรถเก็บขยะ มีรายได้ประมาณเดือนละ 12,000 บาท ทุกคนในบ้านที่โตพอช่วยงานได้จะช่วยกันคัดแยกขยะรีไซเคิล ซึ่งเพิ่มรายได้อีกประมาณ 4,000 บาทต่อสัปดาห์

แต่ถึงอย่างนั้น เงินก็ไม่เคยพออยู่ดี

เงิน '50 บาท' ที่หายไป

ภายในบ้านที่แออัด

ตอนเป็นเด็กน้ำหวานไม่ได้รู้สึกว่า ครอบครัวของตัวเองยากจน เพราะสมัยก่อนทั้งพ่อและแม่ต่างก็มีงานทำ และตอนนั้นในบ้านยังมีลูกแค่สองคน แต่หลังจากแม่ของเธอล้มป่วยจนทำงานไม่ได้ช่วงก่อนคลอดลูกคนเล็กเมื่อราวสามปีก่อน ภาระทุกอย่างก็ตกอยู่ที่รายได้เพียงทางเดียวของพ่อ ขณะที่จำนวนสมาชิกในบ้านเพิ่มขึ้น และค่าครองชีพก็สูงขึ้น ชีวิตจึงดูเหมือนยิ่งประคับประคองได้ยากขึ้นทุกวัน

“บางครั้งเราซื้อก๋วยเตี๋ยวมาถุงนึงแบ่งกันกิน เด็กๆ ก็กินเนื้อไป ย่าก็กินน้ำกับเส้น” เล็ก ทองสุข ย่าของน้ำหวาน ผู้รับหน้าที่ดูแลทุกคนในบ้านระหว่างที่พ่อออกไปทำงาน

ทางที่ถูกบีบให้เลือก

“ครอบครัวเปราะบางจำนวนมากกำลังตึงมือจนแทบไม่เหลือทางขยับ” กนต์ธีร์ นุชสุวรรณ ผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสังคม องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าว

กนต์ธีร์ เป็นหนึ่งในผู้เชี่ยวชาญของยูนิเซฟที่เฝ้าติดตามวิกฤตครั้งนี้อย่างใกล้ชิด และทำงานร่วมกับภาคีเพื่อหาแนวทางแก้ไขระยะยาวสำหรับครอบครัวที่ยากจนที่สุด

เขาอธิบายเพิ่มเติมว่า ครัวเรือนรายได้น้อยจำนวนมากมีภาระหนี้สินสะสมอยู่แล้ว และต้องใช้รายได้ส่วนใหญ่ไปกับค่าอาหาร ค่าน้ำมัน ค่าเดินทาง และการชำระหนี้ ขณะที่ครอบครัวที่มีเด็กยิ่งแบกรับภาระหนักขึ้น ทั้งค่ารักษาพยาบาล ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา และต้นทุนในการเลี้ยงดูลูก ทำให้หลายครัวเรือนต้องเผชิญกับหนี้สินตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤติเสียอีก

เงิน '50 บาท' ที่หายไป

ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่า หนี้ครัวเรือนไทยในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 อยู่ที่ร้อยละ 86.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ ซึ่งแทบไม่เหลือพื้นที่ให้รับมือกับแรงกระแทกใด ๆ อีกแล้ว

..เมื่อครอบครัวต้องตัดลดค่าใช้จ่าย สิ่งแรกที่มักถูกลด คือ “อาหาร”

และนั่นส่งผลโดยตรงต่อการเติบโตและการเรียนรู้ของเด็ก แม้หลายครอบครัวยังพยายามส่งลูกไปโรงเรียนต่อ แต่ความกดดันจากที่บ้านก็ตามเข้าไปถึงห้องเรียน มันสะท้อนผ่านสมาธิ การมาเรียน และผลการเรียนของเด็ก

จากลดค่าอาหาร ลามสู่การ ‘อดไปโรงเรียน’

เมื่อครัวเรือนต้องเผชิญกับวิกฤติระลอกใหม่ หลายครอบครัวมักรับมือด้วยการเลือกซื้ออาหารที่ราคาถูกลง หรือลดค่าใช้จ่ายด้านอาหารและการศึกษาของลูกๆ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเติบโตและการเรียนรู้ของเด็ก และแม้หลายครอบครัวจะยังสามารถส่งลูกไปโรงเรียนได้ ความตึงเครียดภายในบ้านก็ยังติดตามเด็กไปถึงห้องเรียน สะท้อนผ่านสมาธิในการเรียน การมาเรียน และผลการเรียนของพวกเขา

สัปดาห์นี้ โรงเรียนของลูกสี่คนแรกกลับมาเปิดเทอมแล้ว แต่ลูกคนเล็กยังต้องอยู่บ้าน เพราะครอบครัวไม่มีเงินพอที่จะจ้างคนคอยรับส่งพาลูกชายคนเล็กไปศูนย์พัฒนาเด็กเล็กที่ใกล้ที่สุด

เงิน '50 บาท' ที่หายไป

เด็กๆ อยู่ในชุมชน

“ค่าครองชีพและราคาอุปกรณ์การเรียนที่สูงขึ้น อาจทำให้เด็กจำนวนมากไม่ไปโรงเรียน” กนต์ธีร์กล่าว

“ในกรณีที่เลวร้ายที่สุด บางครอบครัวอาจจำเป็นต้องหารายได้เพิ่มเติม จนทำให้เด็กบางคนต้องออกจากโรงเรียนกลางคันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

ตัวเลขต่างๆ สะท้อนภาพนั้นอย่างชัดเจน เด็กอายุ 0-5 ปีจากครัวเรือนที่ยากจนที่สุดถึงร้อยละ 27 มีพัฒนาการล่าช้า สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศที่อยู่ที่ร้อยละ 22.2 ขณะที่เด็กอายุ 6-14 ปีมากกว่าครึ่งในครัวเรือนเหล่านี้ขาดทักษะพื้นฐานตามวัย

ในครอบครัวที่มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน เด็กราวร้อยละ 62 ต้องออกจากโรงเรียนหลังจบการศึกษาภาคบังคับที่มัธยมศึกษาปีที่ 3 โดยที่เด็กผู้ชายหลายคนถูกดึงเข้าสู่ตลาดแรงงานตั้งแต่อายุยังน้อย หรือแม้กระทั่งก่อนเรียนจบภาคบังคับ และเมื่อเด็กกลุ่มนี้หลุดออกจากระบบการศึกษาแล้ว การพาพวกเขากลับเข้าสู่ห้องเรียนอีกครั้งก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งยังต้องใช้งบประมาณจำนวนมากอีกด้วย

“อนาคต” ที่ยังมองไม่เห็น

“วิกฤติแบบนี้ไม่ได้สร้างผลกระทบแค่ระยะสั้น แต่ผลของมันอาจส่งผลไปยาวนานอีกหลายปี” กนต์ธีร์กล่าว

และเสริมว่า “ครอบครัวที่มีเด็กเล็กและผู้พิการมักเป็นกลุ่มเปราะบางที่สุด หากพวกเขาไม่ได้รับการช่วยเหลือและคุ้มครองอย่างทันท่วงที วิกฤติเหล่านี้อาจส่งผลระยะยาวต่อสุขภาพและพัฒนาการของเด็ก และท้ายที่สุดก็จะบั่นทอนทุนมนุษย์ของประเทศไทย ซึ่งก็คืออนาคตของประเทศเอง”

น้ำหวานได้เงินไปโรงเรียนวันละ 120 บาท ครึ่งหนึ่งหมดไปกับค่าเดินทาง เธอไม่แน่ใจนักว่า ตัวเองและพี่น้องได้รับสารอาหารเพียงพอหรือไม่ แต่เธอก็ไม่ได้คิดถึงเรื่องพวกนี้มากนัก เพราะสำหรับเธอ ..ชีวิตก็มีแค่นี้

เธอเคยได้ยินเรื่องวิกฤติน้ำมันจากข่าวที่พ่อเปิดให้ดูเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน แต่เธอยังไม่เข้าใจว่าความผันผวนในตลาดพลังงานโลกเกี่ยวข้องอย่างไรกับราคาแกงหม้อหนึ่งที่บ้านต้องจ่ายเพิ่มขึ้นทุกเย็น สิ่งเดียวที่เธอรู้คือ ทุกอย่างแพงขึ้นกว่าเดิม

เงิน '50 บาท' ที่หายไป

อาหารกลางวันที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กซึ่ง ดช.นันทพัฒน์อาจมีโอกาสได้รับ
หากครอบครัวมีเงินพอที่จะจ่ายค่ารถรับส่งให้เขาไปได้

องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทยสนับสนุนมาตรการล่าสุดของรัฐบาลเพื่อบรรเทาภาระของครอบครัวเปราะบาง โดยมีการจัดสรรเงินช่วยเหลือเพิ่มเติมแบบอัตราเดียว 700 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ให้แก่ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และเสนอให้ต่อยอดมาตรการดังกล่าวด้วยการให้ความช่วยเหลือที่เจาะจงมากขึ้น และ นำเสนอการช่วยเหลือเพิ่มเติมสำหรับครัวเรือนที่มีเด็กและคนพิการ ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความต้องการสูงเป็นพิเศษในช่วงภาวะเศรษฐกิจตึงตัว ผ่านการเพิ่มเงินช่วยเหลือชั่วคราวภายใต้โครงการเงินอุดหนุนเพื่อการเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และเบี้ยความพิการ ซึ่งอาจครอบคลุมครัวเรือนได้เพิ่มขึ้นอีกราว 4 ล้านครัวเรือน

ทุกๆ วัน น้ำหวานจะพยายามช่วยครอบครัวต่อไป แต่เธอมักรู้สึกทำอะไรไม่ถูก

“หนูไม่รู้ว่าจะทำให้ชีวิตดีขึ้นยังไง” คือคำตอบในน้ำเสียงเรียบๆ ของน้ำหวาน วัย 13 ปี