วันอาทิตย์ ที่ 7 มิถุนายน 2569

Login
Login

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย

ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless) เป็นนวนิยายสะท้อนสังคม ของ เหล่า หยีหว่า (Lau Yee-Wa) นักเขียนชาวฮ่องกง ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศจากการประกวดวรรณกรรมนานาชาติ Chommanard International Women's Literary Award 2025

นวนิยายตั้งคำถามถึงตัวตนและเสรีภาพของมนุษย์ สะท้อนการเมืองและโครงสร้างอำนาจที่กดทับผู้คน ใช้ความเงียบและความกลัวในการพูด ถ่ายทอดความอึดอัดของผู้คนที่ต้องละทิ้งอัตลักษณ์และความจริงในใจเพื่อความอยู่รอด

ไร้ลิ้นสิ้นสูญ 'ไร้ลิ้น' ที่ไม่ได้หมายถึงการพูดทางร่างกายเท่านั้น แต่มันคือการค่อย ๆ สูญเสียสิทธิ์ในการพูด สูญเสียเสียงของตัวเอง และท้ายที่สุดอาจสูญเสียความเป็นตัวเอง

ความรู้สึกแรก...จะเป็นลม

"ในฐานะผู้แปล วินาทีแรก ๆ จะเป็นลม เป็นความท้าทายมาก เชื่อว่านักแปลท่านใดที่ได้รับโจทย์เล่มนี้จะรู้สึกอย่างเดียวกัน เพราะตระหนักว่าจะจัดการกับข้อมูลอย่างไร โดยเฉพาะเรื่องการเล่นภาษาและเล่นเล่ห์ต่าง ๆ

เนื่องจากเราแปลจากภาษาอังกฤษ เมื่อกลายเป็นภาษาไทยเราต้องจัดการเนื้อหาให้ความหมายคงเดิมและทำให้ผู้อ่านเข้าใจ

หนังสือยาวประมาณ 300 หน้า กังวลมากเพราะนี่เป็นนวนิยายเรื่องแรกของเขา แต่คว้ารางวัลใหญ่ระดับนี้มาได้

ดิฉันไม่ได้สันทัดภาษาจีนเลย จะทำอย่างไรให้ผลงานแปลออกมาดีเท่าต้นฉบับ"

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย

Cr. ขนิษฐา วชิราพรพฤฒ

อาจารย์กฤตยา อกนิษฐ์ ผู้แปล กล่าวในงานเปิดตัวหนังสือ ไร้ลิ้นสิ้นสูญ (Tongueless) ฉบับแปลภาษาไทย ผลงานของ เหล่า หยีหว่า (Lau Yee Wa) นักเขียนชาวฮ่องกง ผู้คว้ารางวัลชนะเลิศการประกวดวรรณกรรมนานาชาติ Chommanard International Women’s Literary Award 2025 ที่จัดขึ้นโดย สำนักพิมพ์ประพันธ์สาส์น ร่วมกับ อมรินทร์บุ๊ค เซ็นเตอร์ วันที่ 26 พฤษภาคม 2569 ณ C asean Samyan สามย่านมิตรทาวน์

"ความท้าทายหลักคือเรื่อง ภาษาจีนกวางตุ้ง เนื่องจากตัวละครพูดกวางตุ้งแต่ถูกบังคับให้ใช้ ภาษาจีนกลางแทน

ต้องขอแรงกัลยาณมิตรและลูกศิษย์ชาวจีนมาช่วยตรวจสอบการออกเสียงชื่อตัวละครให้ถูกต้องตามสำเนียงกวางตุ้งจริง ๆ

อีกเรื่องคือรายละเอียดเรื่องแบรนด์เครื่องสำอางและการทำศัลยกรรม ซึ่งตัวละคร หลิง ใช้เป็นเครื่องมือในการเข้าหาผู้ใหญ่ ก็ต้องหาข้อมูลเพิ่มเยอะมากเพื่อให้เข้าถึงอารมณ์ของเรื่อง

ที่น่าสนใจคือประเด็นเรื่องแม่ มี แม่ 3 รูปแบบ ที่สะท้อนตัวตนของลูก, แม่ของไหวที่เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวและบกพร่องทางสติปัญญา, แม่ของหลิงที่ปลูกฝังให้ลูกทำทุกอย่างเพื่ออำนาจและการเอาตัวรอด และแม่ของนักเรียนที่ยอมทำทุกอย่างเพื่อลูก

จุดที่สะเทือนใจที่สุดคือ ตอนที่หลิงใส่ร้ายไหวและแม่ของไหวว่าเป็นโสเภณี เพียงเพื่อจะเหยียบคนอื่นให้ตัวเองสูงขึ้น มันคือความโหดร้ายที่มนุษย์ทำกับมนุษย์ด้วยกัน"

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย

Cr. ขนิษฐา วชิราพรพฤฒ

หนังสือเล่มนี้ไม่พิเศษ แต่ 'วิเศษ'

"ที่มาของชื่อเรื่อง ไร้ลิ้นสิ้นสูญ มาจาก ลิ้น คืออวัยวะที่ใช้ชิมและใช้พูด

ในเรื่องนี้เมื่อตัวละครถูกริดรอนสิทธิ์ในการใช้เสียงและภาษาของตัวเอง (การเปลี่ยนจากกวางตุ้งเป็นจีนกลาง) ลิ้นก็ไม่ได้ทำหน้าที่ของมันอีกต่อไป

ส่วนคำว่า สิ้นสูญ คือบทสรุปที่ว่าเมื่อเราสูญเสียภาษาและตัวตนไปแล้ว เราอาจไม่สามารถฟื้นกลับมาได้อีกเลย

ไร้ลิ้นสิ้นสูญ เป็นนวนิยายที่ เขียนน้อยแต่รู้สึกมาก

แม้เหตุการณ์จะเกิดในฮ่องกง แต่ความรู้สึกอึดอัดและการดิ้นรนในระบบการทำงานนั้นเหมือนเกิดขึ้นแถวบ้านเราเลย อยากให้ลองอ่านดูแล้วจะพบว่ามันมีค่ามากจริง ๆ

เล่มนี้นอกจากเป็นความภูมิใจของผู้แปลแล้ว ยังภูมิใจที่ประเทศไทยจะได้อ่านหนังสือเล่มนี้ในภาษาไทย

มันเป็นหนังสือที่สะท้อนหลายสิ่งที่เราในฐานะมนุษย์อาจไม่รู้มาก่อน มีทั้งการสอนและให้ขบคิด และที่เหนือสิ่งอื่นใดคือมันไม่ไกลตัวเราเลย

จึงไม่ควรละวาง กรุณาซื้ออ่านนะคะ แล้วท่านจะมีความสุขเพราะมันคือหนังสือวิเศษ

อยากฝากให้ลองอ่านดู แล้วจะเข้าใจว่าทำไมถึงชื่อ ไร้ลิ้นสิ้นสูญ"

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย

Cr. ขนิษฐา วชิราพรพฤฒ

หนังสือมี ‘พลัง’ ที่เราตามหา

"ครั้งแรกที่ได้อ่าน รู้สึกทันทีว่านี่คือ นวนิยายที่เปี่ยมด้วยความกล้าหาญและทรงพลัง สามารถขับเคลื่อนประเด็นทางสังคมผ่าน ภาษา ได้อย่างวิจิตรและลุ่มลึก

เป็นคุณสมบัติสำคัญที่เวที Chommanard International มองหาในงานวรรณกรรมร่วมสมัย

หนังสือเล่มนี้สะท้อนเสียงของผู้หญิงที่กล้าก้าวข้ามกรอบวัฒนธรรม อำนาจ และความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยได้อย่างน่าประทับใจ

สิ่งที่ทำให้ชนะใจกรรมการ คือ เล่มนี้ งามถึงกระดูก เริ่มตั้งแต่ชื่อหนังสือที่ชวนตั้งคำถาม ไปจนถึงโครงสร้างการเล่าเรื่องที่เผยให้เห็นความกล้าของผู้เขียนในการหยิบประวัติศาสตร์ร่วมสมัยของฮ่องกงมาเล่าผ่านบริบทการศึกษา

และการเปลี่ยนผ่านจากภาษาจีนกวางตุ้งสู่ภาษาจีนกลาง ไม่เพียงสะท้อนการเปลี่ยนแปลงทางภาษา แต่ยังสื่อถึงการต่อรองอำนาจ อัตลักษณ์ และการดำรงอยู่ของผู้คนในสังคมอีกด้วย"

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย

Cr. ขนิษฐา วชิราพรพฤฒ

เกศณี ไทยสนธิ กรรมการตัดสินรางวัล Chommanard International Women’s Literary Award พูดถึงหนังสือเล่มนี้

"ไร้ลิ้นสิ้นสูญ สะท้อนอัตลักษณ์ของผู้คนในวัยทำงานได้อย่างชัดเจน เพราะในโลกของการทำงาน บางคนเลือกเงียบและทำหน้าที่ของตัวเองไปโดยไม่พูดอะไร ขณะที่บางคนเลือกประจบสอพลอเพื่อความอยู่รอด

ผู้อ่านสามารถมองเห็นแรงกดดัน การต่อรอง และการสูญเสียตัวตนที่เกิดขึ้นจริงในสังคมปัจจุบัน ขณะเดียวกันก็เห็นถึงความกล้าหาญของผู้เขียนในการเล่าเรื่องที่ท้าทายและยาก ถ่ายทอดออกมาเป็นภาษาที่ง่าย แต่ยังมีความซับซ้อนอย่างมีเสน่ห์และสะกิดใจเราไปเรื่อย ๆ ตลอดเล่มตั้งแต่ต้นจนจบ

ไร้ลิ้นสิ้นสูญ ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการอย่างเข้มข้นจนได้รับรางวัลชนะเลิศจากผู้ส่งเข้าประกวดมากกว่า 70 ผลงานของนักเขียนสตรีทั่วภูมิภาคเอเชีย

เป็นนวนิยายร่วมสมัยจากฮ่องกงที่สะท้อนประเด็นเรื่องภาษา อัตลักษณ์ และแรงกดดันจากโครงสร้างสังคมได้อย่างเฉียบคม ผ่านชีวิตของครูสอนภาษาจีนสองคนคือ ไหว และ หลิง ที่ทำงานในโรงเรียนมัธยม

เผชิญกับนโยบายทางภาษาและการเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาซึ่งค่อย ๆ กัดกร่อนตัวตนและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย

การสูญเสียภาษา ในเรื่อง เปรียบเสมือนการสูญเสียตัวตนและเสรีภาพในการดํารงอยู่ของผู้คน

เป็นวรรณกรรมที่ตั้งคำถามต่อสังคมร่วมสมัยได้อย่างทรงพลังและสะเทือนอารมณ์ผู้อ่านทั่วเอเชีย

ตัวละคร ไหว และ หลิง เป็นเหมือนกระจกสะท้อนกัน คนหนึ่งเป็น The แบก ทำงานหนักแต่ขาดทักษะสังคม อีกคนเก่งเรื่องประจบสอพลอ ใช้ ลิ้น เข้าหาเจ้านาย และใช้เปลือกนอกเข้าหาอำนาจ

ชื่อเรื่องภาษาอังกฤษ Tongueless  สื่อถึงทั้งการประจบสอพลอ และการถูกบังคับให้เงียบ

เสน่ห์นั้นมีทั้งเล่ม ผู้เขียนมีการ Twist (หักมุม) ไปเรื่อย ๆ ทำให้เราตื่นเต้นตลอดเวลา

อ่านแล้วจะเกิดความรู้สึกบางอย่างที่ทำให้เราอยากทำอะไรเพื่อสังคม ไม่ยอมอยู่เฉย ๆ

มันจะ พลิกความคิดของเรา ทำให้เรามีความคิดว่าควรทำอะไรบางอย่างเพื่อไม่ให้เรา สูญเสียอัตลักษณ์

คุณจะได้ Message ที่ผู้เขียนพยายามส่งให้ มันจะไปกระตุ้น ต่อมคิด ของเรา ทำให้เรารู้ว่าควรอยู่ในสังคมอย่างไร

และเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองว่า ลิ้นของฉันยังอยู่ไหม? เรากำลังใช้ชีวิตแบบสูญเสียตัวตนอยู่หรือเปล่า"

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย

‘ไร้ลิ้นสิ้นสูญ’ เมื่อ ‘เสียง’ ของประชาชนไร้ความหมาย