ในห้องเรียนศิลปะของ 21/3 ภายใน สมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย เป็นจุดกำเนิดของโอกาส ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญาได้ทดลองวาดภาพตามจินตนาการ
นำมาสู่การแสดงนิทรรศการ Just Let Me Be ของศิลปิน Extra Chromosome
"เรื่องมันเริ่มจากปีที่แล้ว ตอนนั้นเราจัดงานอยู่ที่ MOCA แล้ว คุณเอม พินทองทา ชินวัตร คุณากรวงศ์ กรรมการและเลขานุการ มูลนิธิไทยคม เดินเข้ามาชมงาน
คุณเอมไล่ดูรูปทีละรูป ตั้งแต่รูปครอบครัว รูปดอกไม้ โดยมี เปิ้ล (จาริณี เมธีกุล ผู้ก่อตั้ง 21/3 STUDIO) เป็นผู้บรรยายภาพต่าง ๆ ให้ฟัง
พอถึงรูปที่ 3 ก็ร้องไห้ รูปที่ 4 และ 5 ก็ยังร้องอีก จนเปิ้ลต้องบอกว่า
"คุณเอมคะ เราพอกันแค่นี้ก่อนไหมคะ"
แต่คุณเอมบอกว่า ไม่ค่ะ และขอให้เปิ้ลเล่าเรื่องราวทั้ง 40 รูปให้ฟังจนหมด
หลังจากนั้นคุณเอมก็ไปอุดหนุนสินค้าของน้อง ๆ และบอกว่ากำลังจะเปิด The Present Haus (ซึ่งตอนนั้นเปิ้ลยังงงอยู่ว่าคืออะไร) และบอกว่า อยากชวนน้อง ๆ มาทำงานร่วมกัน"
จาริณี เมธีกุล ภัณฑารักษ์ ผู้ดูแลศิลปิน ผู้ก่อตั้ง 21/3 STUDIO เล่าถึงที่มาของนิทรรศการวันนี้ให้ฟัง
Cr. Kanok Shokjaratkul
พลังของดอกไม้และความเท่าเทียม
วันที่ 20 พฤษภาคม 2569 เราเดินทางไปชมนิทรรศการ Always Flowers โดยศิลปิน Extra Chromosome ที่ The Present Haus ซอยราชวิถี 24
มูลนิธิไทยคม ร่วมกับ 21/3 STUDIO สตูดิโอศิลปะสำหรับผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมแห่งแรกในประเทศไทย จัดนิทรรศการศิลปะภายใต้แนวคิด Always Flowers : ไม่ว่าวันไหน ยังมีดอกไม้อยู่เสมอ
เปิดพื้นที่ให้ผู้สนใจได้มาสัมผัสงานศิลปะถ่ายทอดผ่านมุมมอง ความรู้สึก ตัวตน ของศิลปินผู้มีภาวะดาวน์ซินโดรมและผู้บกพร่องทางสติปัญญา ที่หลายคนเรียกว่า Extra Chromosome
Cr. Kanok Shokjaratkul
มี 'ดอกไม้' อยู่เสมอ : นิทรรศการฮีลใจ
"ชื่อของนิทรรศการ คำว่า Always Flowers มาจากประโยคของศิลปินระดับโลกที่ชื่อ อองรี มาติสส์ (Henri Matisse) เคยกล่าวไว้ว่า
"There are always flowers for those who want to see them"
หมายถึง ดอกไม้มีอยู่เสมอ ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากจะเห็นมันหรือไม่
เมื่อทาง The Present Haus ติดต่อมาด้วยคอนเซปต์เรื่องดอกไม้ เราจึงเลือกคำนี้มาเป็นชื่อนิทรรศการ
โดยคัดเลือกศิลปิน 4 คน จากทั้งหมดเกือบ 100 คน เพื่อมาถ่ายทอดมุมมอง ดอกไม้ ในแบบของแต่ละคน"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ศิลปินคนแรกคือ ออย อริสรา ศรีวงศ์ (ชื่อผลงาน ดอกไม้สบายดี)
"จุดเด่นของออยคือเขาจะวาดแต่รูปดอกไม้เพียงอย่างเดียว น้องมีคุณพ่ออายุ 70 กว่าๆ ซึ่งไม่ค่อยได้คุยกัน
วันหนึ่งเปิ้ลไปถามพ่อว่า พ่ออายุเยอะแล้ว เคยคิดไหมว่าหลังจากนี้จะเป็นยังไง พ่อเขาบอกว่าไม่กล้าคิดเพราะมันน่ากลัวและเขาก็เศร้า รู้สึกกังวล
แต่พอไปถามออยกำลังวาดรูปอยู่ว่าถ้าโตขึ้นจะเป็นยังไง ออยตอบว่า ไม่เป็นไรเลย
เปิ้ลเลยเอาคอนเซปต์เรื่อง ความสุข ณ ปัจจุบัน (The Present) มาเป็นหัวใจหลักของงานออย
เพราะในขณะที่พ่อทุกข์กับอนาคต แต่ออยโอเคกับวันนี้ วันนี้โอเค
ดอกไม้ของออยจึงเป็นตัวแทนของ 'ความสุข ณ ปัจจุบัน' ที่ไม่ต้องกังวลถึงวันพรุ่งนี้"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ศิลปินคนที่สองคือ โมส ธนากร ทวีวัฒนานนท์ (ชื่อผลงาน ดอกไม้อยู่ตรงนี้)
"โมส ชอบน้ำหอมและแป้งตลับมาก วิธีการวาดของโมสคือการวาดดอกไม้ทับซ้อนกันไปมาจนบางทีดูไม่ออกว่าเป็นรูปดอกไม้
พอเราถามว่าดอกไม้อยู่ไหน เขาก็จะชี้ให้ดูว่า อยู่นี่ไง มันสะท้อนว่าดอกไม้ยังคงอยู่เสมอ แม้คนดูต้องใช้ความพยายามมองหา
เปิ้ลจึงเขียนคำนิยามให้โมสว่า
"ดอกไม้แสนสวยจะส่งยิ้มให้เฉพาะคนที่อยากมองเห็นมันเท่านั้น"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ศิลปินคนที่สาม คือ ภูดิท ชุ่มศรีขรินทร์ (ชื่อผลงาน พี่สาวของฉัน...คือดอกไม้ในชีวิต)
"ทายาทร้านดอกไม้ นภสร เป็นหลานแท้ ๆ ของคุณนภสร ร้านดอกไม้ที่ปากคลองตลาด
ภูดิทวาดรูปแจกันดอกไม้ได้ละเอียดและมีเอกลักษณ์มากเพราะคลุกคลีอยู่กับร้านดอกไม้
มีครั้งหนึ่งเขาพรีเซนต์รูปวาดที่เป็นแจกันดอกไม้ห้อยลงมา ดูเป็นมุมมองที่เป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของร้านดอกไม้จริงๆ
ภูดิทบอกกับพี่สาวเขาว่า วาดรูปให้นะ ทั้งที่ในรูปเป็นดอกไม้
เมื่อเปิ้ลถามว่าเขาวาดรูปอะไร เขาชี้ไปที่พี่สาวแล้วบอกว่า "วาดเจ้"
ซึ่งตรงกับแนวคิดที่ว่า ดอกไม้มีอยู่เสมอสำหรับคนที่มองเห็น และ พี่สาวของเขา ก็คือดอกไม้สำหรับเขาเช่นกัน"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ศิลปินคนสุดท้าย ชื่อ มิกกี้ ปิยะพร เริงกริด (ชื่อผลงาน สวนดอกไม้)
"งานของเขาจะเป็นศิลปะแนวตั้ง มิกกี้จะวาดรูปสวนที่มีคุณยายแอบอยู่
เรื่องจริงคือมิกกี้สนิทกับคุณยายข้างบ้านที่เคยทำงานอยู่อังกฤษมาหลายสิบปี
มิกกี้จะวาดรูปดอกไม้พร้อมกับคนสำคัญในชีวิต เช่น คุณยายที่ดูแลเขามาตลอด
คุณยายเล่าว่าการได้พามิกกี้ไปไหนมาไหนมันคือความสุขที่มากกว่าการพักผ่อน
ทุกครั้งที่ถามมิกกี้ว่า How are you today? เขาจะตอบอย่างมีความสุขว่า
I'm fine. Thank you and you ตามที่คุณยายสอนมา"
นิทรรศการครั้งนี้ เราไม่ได้กำหนดโจทย์ให้ และไม่เคยให้คอนเซปต์เด็กเลย เขาจะวาดในแบบของตัวเองซ้ำ ๆ จนเป็นเอกลักษณ์
ความพิเศษของพวกเขาคือ เขาไม่ได้วาดตามที่เรียนมา แต่วาดจากสัญชาตญาณ ซึ่งในมุมมองศิลปะมันเจ๋งมาก"
Cr. Kanok Shokjaratkul
โมเดลธุรกิจแนวใหม่
"งานในวันนี้เรามีเป้าหมาย อยากให้หลุดพ้นจากคำว่า
สินค้าผู้พิการ หรือที่คนซื้อ ก็ซื้อเพราะความสงสาร
ในงานนี้เราขายงานศิลปะจริง ๆ ในราคาที่ยุติธรรม
และการจัดการรายได้ เราใช้ระบบ หาร 50 หมายความว่า รายได้จากการขายงานศิลปะหรือสินค้า จะถูกนำมาแบ่งให้กับเด็ก ๆ ทุกคนในสมาคมฯเท่า ๆ กัน ไม่ใช่แค่ 4 คนที่จัดแสดงงาน
แม้คุณแม่ของศิลปินเองก็เห็นด้วย เพราะอยากให้เพื่อน ๆ ของลูกได้รับโอกาสเท่ากัน
เราอยากให้เป็นรายรับที่ชัดเจนและเป็นระบบเพื่อความยั่งยืนของสมาคมและตัวเด็ก ๆ
Cr. Kanok Shokjaratkul
โมเดลนี้เราเรียกว่า Win Win Win Win (วินสี่ฝ่าย) คือ มูลนิธิไทยคม Win (ได้งานศิลปะและทำภารกิจองค์กร) เปิ้ล Win (ในฐานะคนกลางบริหารจัดการที่มีรายได้เลี้ยงตัว) สมาคมฯ Win (คุณสุชาติ นายกสมาคมฯ) น้อง ๆ ศิลปิน Win (มีรายได้และผลงาน) ทุกคนพอใจและมีความสุขกับโมเดลนี้
จากการทำงานด้วยกัน เรามองเห็นการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมาก จากเดิมที่น้อง ๆ มักจะหลบอยู่หลังพ่อแม่ ไม่กล้าออกสื่อ แต่ปัจจุบันพวกเขามีความมั่นใจมากขึ้น
การเรียนศิลปะที่นี่ไม่ใช่แค่การวาดรูปตามทฤษฎี แต่เป็นการดึงศักยภาพและฝึกการสื่อสาร
อีกทั้ง ภาพลักษณ์ของพวกเขาในสายตาคนนอกก็เปลี่ยนไป จากที่เคยถูกมองด้วยความสงสาร กลายมาเป็นการชื่นชมในผลงานศิลปะ
Cr. Kanok Shokjaratkul
อย่างบัตรที่ห้อยติดตัว เรามีบัตรศิลปินให้กับทุกคน เวลาจัดงาน พิธีกรจะต้องไม่พูดคำว่า พิการ หรือ บกพร่องทางสติปัญญา อย่างบัตรนี้ก็ไม่ใช่บัตรผู้พิการ แต่เป็นบัตรศิลปิน
สัญลักษณ์บนบัตรจะเป็นรูปนิ้วชี้ชนกัน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภาพ The Creation of Adam ของ ไมเคิล แองเจโล เพื่อสื่อว่ามนุษย์ทุกคนเท่าเทียมกัน
และระหว่างนิ้วสองนิ้ว จะมีช่องว่างอยู่ หมายถึงศิลปินเหล่านี้มีสิทธิ์ที่จะเขียนชื่อและกำหนดชีวิตของตัวเองผ่านงานศิลปะ"
Cr. Kanok Shokjaratkul
ศิลปะ คือโอกาส รายได้ และความเท่าเทียม
"ขอบคุณศิลปินและคุณพ่อคุณแม่ทุกท่านที่ฟูมฟักลูก ๆ มา ชีวิตผมเปลี่ยนไปมากเพราะลูกชายที่ชื่อ น้องนาย
เมื่อก่อนมีคนให้นิยามว่าเป็นเหมือน ก้อนดินเหนียว วางไว้ที่ไหนก็แปะตรงนั้น ปั้นเป็นรูปทรงไม่ได้
แต่ตลอด 26 ปีที่ผ่านมา ผมพยายามหาทางปั้นเขา ผมเคยต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ระหว่าง เงิน กับ ลูก ผมเลือกที่จะลาออกมาดูแลลูก
ผลปรากฏว่าปัจจุบันบริษัทของผมมีพนักงานถึง 2,500 คน ยอดขายปีที่แล้วกว่า 500 ล้านบาท
และน้องนายลูกชายคนนี้ที่เป็นแรงผลักดัน แถมตอนนี้เขายังเรียนปริญญาโทและเป็นเลขาส่วนตัวช่วยงานผมด้วย"
Cr. Kanok Shokjaratkul
สุชาติ โอวาทวรรณสกุล นายกสมาคมผู้ปกครองคนพิการทางสติปัญญาแห่งประเทศไทย พูดถึงชีวิตและการทำงานของตัวเองให้ฟัง
"ในด้านงานสังคม คุณเปิ้ลพาพวกเรามาไกลมาก จากที่ไม่มีใครเห็นตัวตน จนตอนนี้ศิลปินระดับประเทศอย่าง คุณเฉลิมชัยฯ ก็ยังมาเปิดงานให้เรา
เรามีผลงาน หนังสั้น 2 เรื่อง คือ รักเธอที่...ใจดี และ Just Let Be Me แค่ปล่อยให้เราได้เป็นตัวเอง ที่ คุณสินจัย เปล่งพานิช เป็นผู้กำกับ
รวมถึงโครงการละครเวทีกับ ครูเล็ก ภัทราวดี ที่พาน้อง ๆ 30 คนไปใช้ชีวิตเรียนรู้ศิลปะการแสดงร่วมกับเด็กทั่วไป
ซึ่งครูเล็กบอกว่าเด็กของเรามีแววตาและความกระตือรือร้นที่น่าประทับใจมากจนต้องทำรุ่นที่ 2 ต่อ
นอกจากงานศิลปะ เรายังมีกิจกรรมวิ่งที่สวนลุมพินีที่มีคนร่วมกว่า 1,000 คน
และที่สำคัญที่สุดคือเรื่องการจ้างงานคนพิการ ตามมาตรา 33 และ 35
ล่าสุดมีข่าวดีว่าบริษัทประกันภัยจะรับน้อง ๆ เข้าทำงานอีก 4 คน
ผมอยากให้พ่อแม่ทุกคนกอดลูกด้วยความรัก อย่าทิ้งเขา แล้วลูกคนนี้แหละจะนำความสุขมาให้ เหมือนที่ผมได้รับในตอนนี้"
เข้าชมนิทรรศการ Always Flowers และสนับสนุน Merchandise ได้ที่ The Present Haus ซอยราชวิถี 24 ได้ตั้งแต่วันนี้ถึง 31 ธันวาคม 2569
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul

