วันศุกร์ ที่ 22 พฤษภาคม 2569

Login
Login

เปิดประวัติย่อของ 'Culinary Diplomacy' ภาษาทูตบนจานอาหาร

เปิดประวัติย่อของ 'Culinary Diplomacy' ภาษาทูตบนจานอาหาร

ในงานเลี้ยงระดับผู้นำ “เมนูอาหาร” แทบไม่เคยเป็นเรื่องบังเอิญ เพราะอาหารบนโต๊ะไม่ได้มีหน้าที่เพียงรับรองแขก แต่ยังช่วยส่งสัญญะบางอย่างแทนถ้อยคำ ทั้งเรื่องตัวตนของเจ้าภาพ ความใส่ใจต่อผู้มาเยือน และบรรยากาศที่อยากให้การสนทนาดำเนินไป

กรณีงานเลี้ยงที่มหาศาลาประชาชน กรุงปักกิ่ง ซึ่งประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ร่วมโต๊ะกันเมื่อไม่นานมานี้ เป็นตัวอย่างร่วมสมัยของเรื่องนี้

รอยเตอร์สรายงานว่าเมนูในคืนนั้นอ่านได้เหมือนภาษาการทูต อาหารหลักอิงกับ Huaiyang Cuisine อาหารภูมิภาคสำคัญของจีนที่ขึ้นชื่อเรื่องรสอ่อน ความประณีต และการใช้วัตถุดิบตามฤดูกาล เป็นรสชาติที่เข้าถึงง่าย ไม่เผ็ดจัด ไม่มีกลิ่นแรง และเหมาะกับแขกต่างชาติ

เปิดประวัติย่อของ 'Culinary Diplomacy' ภาษาทูตบนจานอาหาร

ขณะเดียวกัน เมนูยังมีเป็ดปักกิ่ง ซี่โครงเนื้อ และของหวานแบบตะวันตกบางรายการ จึงเห็นได้ว่าบนโต๊ะเดียวกันมีทั้งความเป็นจีนและความพยายามทำให้แขกรู้สึกคุ้นเคย

นี่คือหลักคิดสำคัญของอาหารในการทูต คือการรักษาสมดุลระหว่าง “ตัวตนของเจ้าภาพ” กับ “ความรู้สึกของแขก” อาหารจึงไม่ใช่แค่รสชาติ แต่เป็นวิธีจัดบรรยากาศก่อนการพูดคุย เป็นพื้นที่ตรงกลางที่ช่วยลดความแข็งของการเมืองระหว่างประเทศลงเล็กน้อย

แนวคิดนี้ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น หนึ่งในกรณีที่มักถูกยกเป็นตัวอย่างเกิดขึ้นที่ทำเนียบขาวในปี 1805 เมื่อประธานาธิบดีโทมัส เจฟเฟอร์สัน ต้อนรับสุไลมาน เมลลิเมลนี ทูตจากตูนิเซีย ในช่วงที่สองประเทศตึงเครียดจากปัญหาทางทะเลในเมดิเตอร์เรเนียน สถานการณ์มีโอกาสลุกลามไปสู่สงคราม แต่เจฟเฟอร์สันเลือกใช้มื้อค่ำเป็นพื้นที่เริ่มต้นความสัมพันธ์

รายละเอียดสำคัญของมื้อค่ำนั้นไม่ได้อยู่ที่เมนู แต่อยู่ที่การเป็นเจ้าบ้าน เมลลิเมลนีเดินทางถึงวอชิงตันในช่วงเดือนรอมฎอน ซึ่งชาวมุสลิมผู้เคร่งครัดจะงดอาหารในเวลากลางวัน เจฟเฟอร์สันซึ่งปกติรับประทานอาหารค่ำราวบ่ายสามโมงครึ่ง จึงเลื่อนเวลามื้ออาหารให้ใกล้พระอาทิตย์ตก เพื่อให้สอดคล้องกับข้อปฏิบัติของแขกผู้มาเยือน

การปรับเวลาเพียงเล็กน้อยนี้มีความหมายมากในทางการทูต เพราะแสดงให้เห็นว่าเจ้าภาพไม่ได้แค่เชิญแขกมาร่วมโต๊ะ แต่ปรับโต๊ะให้เหมาะกับแขกด้วย

เปิดประวัติย่อของ 'Culinary Diplomacy' ภาษาทูตบนจานอาหาร

เจฟเฟอร์สันยังเลือกจัดมื้อค่ำใน Green Room ซึ่งเป็นพื้นที่เล็กกว่าห้องจัดเลี้ยงทางการ และใช้โต๊ะกลมแทนโต๊ะยาว เพื่อให้ผู้ร่วมโต๊ะมองเห็นกัน สนทนาได้ง่าย และไม่ถูกแบ่งลำดับชั้นมากเกินไป เขายังลดจำนวนผู้รับใช้เพื่อเพิ่มความเป็นส่วนตัวของวงสนทนา

ทั้งหมดนี้ทำให้เห็นว่าในการทูต อาหารไม่ได้หมายถึงสิ่งที่เสิร์ฟเท่านั้น แต่รวมถึงเวลา พื้นที่ รูปแบบโต๊ะ จำนวนแขก และมารยาทของเจ้าบ้านด้วย แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าคืนนั้นเสิร์ฟอาหารอะไร แต่บันทึกของจอห์น ควินซี อดัมส์ ระบุว่าเมลลิเมลนีรับประทานอาหารที่จัดไว้ด้วยดี

หากย้อนกลับไปไกลกว่านั้น อาหารมีบทบาทในความสัมพันธ์ระหว่างอำนาจมาตั้งแต่ยุคโบราณ

งานเลี้ยงในราชสำนักจีน โรมัน และอียิปต์ถูกใช้เพื่อแสดงฐานะ ความมั่งคั่ง และความสามารถในการปกครอง ขณะเดียวกันก็เป็นเวทีต้อนรับผู้แทนต่างแดน สร้างพันธมิตร หรือยืนยันความสัมพันธ์ทางการเมือง ส่วนเส้นทางสายไหมทำให้วัตถุดิบ เครื่องเทศ เทคนิคการปรุง และรสนิยมการกินเดินทางไปพร้อมกับพ่อค้า นักเดินทาง และคณะทูต อาหารจึงเป็นหนึ่งในสื่อกลางแรก ๆ ของการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แม้ในเวลานั้นจะยังไม่มีคำว่า Culinary Diplomacy ก็ตาม

ในโลกสมัยใหม่ คำว่า Culinary Diplomacy, Gastrodiplomacy หรือ Food Diplomacy เริ่มถูกใช้แพร่หลายมากขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นคริสต์ทศวรรษ 2000 โดยหมายถึงการใช้อาหารและวัฒนธรรมอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการทูตวัฒนธรรม เป้าหมายไม่ใช่แค่ทำให้คนรู้จักอาหารของประเทศหนึ่งมากขึ้น แต่ทำให้ภาพจำต่อประเทศนั้นเปิดกว้างและเป็นบวกมากขึ้น

Culinary Diplomacy มักอยู่ในพื้นที่ทางการ เช่น งานเลี้ยงรัฐ งานรับรองของสถานทูต หรือมื้ออาหารระหว่างผู้นำ ส่วน Gastrodiplomacy มักสื่อสารกับประชาชนวงกว้างผ่านเทศกาลอาหาร ร้านอาหาร เชฟ หรือหนังสือสอนทำอาหาร หลายประเทศจึงใช้อาหารเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างภาพลักษณ์ประเทศ เช่น ญี่ปุ่นที่ผลักดันวัฒนธรรมอาหารผ่านแนวคิด Washoku ซึ่งได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติโดย UNESCO ในปี 2013

ส่วนเกาหลีใต้เปิดโครงการ Korean Cuisine to the World หรือ Global Hansik ในปี 2009 เพื่อเพิ่มการรับรู้ต่ออาหารเกาหลีในต่างประเทศ เปรูใช้เชฟ ร้านอาหาร และแคมเปญอาหารเพื่อเปลี่ยนภาพจำของประเทศไปสู่การเป็นจุดหมายปลายทางด้านอาหารระดับโลก ขณะที่กัมพูชา อินโดนีเซีย และสวิตเซอร์แลนด์ต่างก็มีแนวทางของตนเองในการใช้อาหารเล่าเรื่องประเทศ

อย่างไรก็ตาม เมื่ออาหารกลายเป็นเครื่องมือสร้างภาพลักษณ์ประเทศ ก็มีด้านที่ต้องระวัง การทำให้อาหารเป็นภาษาสากลอาจช่วยเปิดประตูสู่ความเข้าใจ แต่ก็อาจทำให้อาหารท้องถิ่นถูกย่อให้เรียบง่าย เป็นสูตรมาตรฐาน หรือกลายเป็นภาพจำเพื่อการตลาดมากกว่าการเล่าเรื่องของผู้คนและวัฒนธรรมต้นทาง การทูตผ่านอาหารจึงไม่ใช่แค่การเลือกเมนูที่อร่อยหรือเป็นที่รู้จัก แต่คือการเลือกว่าจะเล่าเรื่องใด เล่าอย่างไร และใครได้มีที่นั่งอยู่ในเรื่องนั้น

สุดท้าย อาหารไม่อาจแทนที่การเจรจาได้ แต่ช่วยทำให้การเจรจามีพื้นที่ที่เป็นมนุษย์มากขึ้น รัฐไม่ได้สื่อสารผ่านเอกสารหรือถ้อยแถลงเท่านั้น แต่สื่อสารผ่านรสชาติ ความใส่ใจ และการจัดที่นั่งให้ผู้คนได้มองหน้ากัน ในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์ยังต้องการทั้งเหตุผลและความไว้วางใจ