เราโตมากับเส้นแบ่งบางอย่างโดยแทบไม่เคยตั้งคำถาม เด็กหัวดีต้องเรียนสายวิทย์ เด็กที่ชอบภาษา ชอบอ่าน ชอบเล่าเรื่อง ต้องไปสายศิลป์ ราวกับว่าสองสิ่งนี้อยู่กันคนละโลก และแทบไม่มีวันบรรจบกันได้จริง
แต่ FaraTALK ปีที่ 4 ในตอน “มนุษย์วิทย์ Humans of Science” กลับค่อย ๆ รื้อเส้นแบ่งนั้นออก ทอล์กโชว์นี้ที่ไม่ได้พยายามสอนวิทยาศาสตร์ให้เข้าใจง่ายเพียงอย่างเดียว
หากกำลังชวนผู้ชมกลับมามองว่า แท้จริงแล้ว “วิทยาศาสตร์” คือส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์มาตลอด ทั้งในเรื่องความรัก ความตาย ความเหลื่อมล้ำ เมือง ธรรมชาติ เทคโนโลยี และความพยายามจะทำความเข้าใจโลกใบนี้ให้ลึกขึ้นกว่าเดิม
“ฟาโรส – ณัฏฐ์ กลิ่นมาลี” ครีเอเตอร์นักเล่าเรื่องและโฮสต์ของ FaraTALK บอกว่า พวกเราเติบโตมากับภาพจำว่าวิทยาศาสตร์คือห้องแล็บ สูตรฟิสิกส์ยาก ๆ หรือตารางธาตุที่ชวนปวดหัว แต่เมื่อมองย้อนกลับมา เขากลับพบว่ามนุษย์สายวิทย์จำนวนมาก เป็นคนที่เล่าเรื่องได้สนุกที่สุดกลุ่มหนึ่ง
“พวกเราทุกคนเกิดมาในยุคที่โลกแบ่งแยกและให้คำนิยามว่าสิ่งนั้นคือวิทย์ สิ่งนี้คือศิลป์ แต่แท้จริงแล้วในความเป็นวิทย์ก็มีส่วนที่เป็นศิลป์ และในความเป็นศิลป์ก็มีความเป็นวิทย์ซ่อนอยู่”
และยิ่งฟังมากเท่าไร ก็ยิ่งพบว่า สิ่งที่งานนี้กำลังพูด ไม่ใช่แค่วิทยาศาสตร์ แต่คือ “มนุษย์” ที่อยู่เบื้องหลังวิทยาศาสตร์เหล่านั้น
เชื้อโรค ความเหลื่อมล้ำ และความตายที่ป้องกันได้
เปิดพาร์ทแรกของฮอลล์ด้วย “ชินนี่ – พิมพ์ลภัส ลี้กิจเจริญผล” นักจุลชีววิทยาและนักวิจัยจาก Technical University of Denmark ที่พาผู้ชมเข้าไปอยู่ในโลกของ “เชื้อดื้อยา” ศัตรูเงียบที่คนส่วนใหญ่อาจไม่เคยรู้ว่ากำลังค่อย ๆ คุกคามมนุษยชาติ
เธอเริ่มต้นด้วยประโยคที่อธิบายให้ทุกคนเข้าใจโลกของนักวิจัยในห้องแล็บว่า “ตลอดประวัติศาสตร์มนุษย์ต่อสู้กับ 3 สิ่ง คือ สู้ให้มีอาหารพอกิน สู้กันในสงคราม และศัตรูที่สามที่เราสู้มาตลอดคือเชื้อโรค โดยเฉพาะแบคทีเรีย”
ชินนี่อธิบายว่า ปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่คือ “เชื้อดื้อยา” หรือ Antimicrobial Resistance (AMR) ที่เกิดจากการที่เชื้อโรคเรียนรู้และปรับตัวเพื่อเอาชนะยาปฏิชีวนะ บางชนิดปั๊มยาออกจากเซลล์ บางชนิดสร้างเอนไซม์ขึ้นมาทำลายยา และเมื่อเชื้อตัวหนึ่งเริ่มดื้อยา มันยังสามารถส่งต่อความสามารถนี้ไปยังตัวอื่นได้อีก
เธอเปรียบเทียบให้เห็นภาพว่า เหมือนกองทัพ “มุนินทร์-มุตตา” (ตัวละครฝาแฝดจากเรื่องแรงเงา) เวอร์ชันแบคทีเรีย ที่เมื่อตัวหนึ่งรอด ที่เหลือก็ดื้อยาตามกันไปหมด ก่อนจะหยิบคำเตือนของ อเล็กซานเดอร์ เฟลมมิ่ง ผู้ค้นพบเพนิซิลลินขึ้นมาเล่าว่า การทำให้เชื้อดื้อยานั้นไม่ยากเลย แค่เลี้ยงมันด้วยยาปริมาณน้อย ๆ สักพักมันก็ปรับตัวได้แล้ว และหากโลกยังไม่สามารถจัดการปัญหานี้ได้ ภายในปี 2050 อาจมีผู้เสียชีวิตจากเชื้อดื้อยาถึง 8 ล้านคนต่อปี มากกว่าจำนวนผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ตลอด 3 ปีรวมกันเสียอีก
แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงเลกเชอร์ทางวิทยาศาสตร์ คือวิธีที่เธอเชื่อมงานวิจัยกลับมาหามนุษย์ ชินนี่เล่าว่า ทีมวิจัยของเธอใช้ “น้ำทิ้ง” เป็นเครื่องมือสำคัญ เพราะมนุษย์ทุกคนต่างปล่อย ตัวอย่างออกมาทุกวัน และสุดท้ายทุกอย่างจะไหลมารวมกันในระบบเดียว น้ำทิ้งจึงกลายเป็นฐานข้อมูลขนาดมหาศาลของทั้งมนุษย์และเชื้อโรค
เมื่อนำ DNA มาถอดรหัสพันธุกรรม ก็จะสามารถมองเห็น “ยีนดื้อยา” ที่ซ่อนอยู่ในแต่ละเมืองได้ งานวิจัยนี้เก็บตัวอย่างกว่า 700 ตัวอย่างจาก 100 ประเทศทั่วโลก และตีพิมพ์ในวารสาร Nature Communications
เธอและทีมทำงานวิจัยโดยเลือกสถานที่เป็นกรุงเทพฯ และผลการวิจัยชี้ว่า ยิ่งจนยิ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อดื้อยา เราเลือกไม่ได้หรอกว่าเราจะเกิดมาจนหรือไม่จน แต่มันควรเป็นหน้าที่ของรัฐที่ทำให้เราไม่จนตาย
ก่อนที่เรื่องทั้งหมดจะพังทลายลงกลายเป็นความเป็นมนุษย์อย่างสมบูรณ์ เมื่อเธอเล่าถึงอากงและคุณพ่อที่เสียชีวิตจากการติดเชื้อในกระแสเลือดซึ่งไม่มียาปฏิชีวนะตัวไหนรักษาได้ เธอเล่าว่ายังจำวินาทีสุดท้ายที่จับมือคุณพ่อ และจำเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดจากการถูกเชื้อโรคกัดกินจากข้างในได้เสมอ
“ชินนี่หวังเพียงแค่ว่างานวิจัยจากนักวิทยาศาสตร์คนอื่น ๆ บนโลกใบนี้ จะไม่ทำให้คนรักของทุกคนต้องเสียชีวิตจากเชื้อโรคดื้อยา และนี่คือความเป็นมนุษย์ที่อยู่ในตัวนักวิทยาศาสตร์ชื่อชินนี่”
แผนที่ที่กำลัง “หลอก” เราอยู่ เมื่อโลกที่เต็มไปด้วยอำนาจและความเหลื่อมล้ำ
หากชินนี่ทำให้ผู้ชมมองเห็นโลกระดับจุลภาค “อ.ไมค์ – พสพล เจริญพร” นักภูมิศาสตร์เศรษฐกิจ ก็พาทั้งฮอลล์กลับมามองโลกทั้งใบใหม่อีกครั้ง ผ่านศาสตร์ที่เขาบอกว่า เป็นไม่กี่วิชาบนโลกที่ต้องใช้ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์ไปพร้อมกัน
อ.พี่น้องไมค์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเขามาจากหนังสือแผนที่ของ “ทองใบ แตงน้อย” ที่เต็มไปด้วยภาพสวย ๆ จนเด็กที่ไม่ชอบอ่านหนังสืออย่างเขารู้สึกตื่นเต้นกับภูมิศาสตร์ขึ้นมา ก่อนจะค่อย ๆ พาผู้ชมไปพบว่า แผนที่ที่เราเห็นทุกวัน อาจไม่เคยเป็นความจริงตั้งแต่แรก
“แผนที่ที่เราชอบดูมาตลอดมันกำลังหลอกเราอยู่ มันไม่ใช่แค่ความจริง แต่มันคือการแต่งเติม รวมกับศิลปะ การเมือง และเรื่องของอำนาจ”
แผนที่โลกแบบ Mercator ที่คนทั่วโลกใช้กัน บิดเบือนขนาดจริงของประเทศ เพราะการพยายามคลี่วัตถุทรงกลมให้กลายเป็นระนาบ ย่อมต้องมีการดึง ฉีก และขยายบางส่วนเสมอ กรีนแลนด์จึงดูใหญ่เกือบเท่าแอฟริกา ทั้งที่ความจริงเล็กกว่ามาก
ช่วงหนึ่งของทอล์ก พี่ไมค์เล่าถึง “เอราทอสเทนีส” เป็นนักภูมิศาสตร์ชาวกรีกที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งภูมิศาสตร์” ที่สามารถคำนวณเส้นรอบวงโลกได้ใกล้เคียงความจริงตั้งแต่กว่า 2,000 ปีก่อน เพียงใช้เงา และการจ้างคนเดินเท้านับก้าวเป็นระยะทางกว่า 800 กิโลเมตร
ในขณะที่การทำแผนที่แบบวิทยาศาสตร์ในสยามสมัยรัชกาลที่ 5 ก็เต็มไปด้วยความเสี่ยง “เจมส์ แมคคาร์ธี” ผู้บุกเบิกงานรังวัด เคยบันทึกไว้ว่า คนงานจำนวนหนึ่งเสียชีวิตทั้งจากโรคระบาดและการถูกทำร้ายระหว่างเข้าป่า
แต่สิ่งที่ทำให้พาร์ทของพี่ไมค์มีเลือดเนื้อ ไม่ใช่แค่เรื่องแผนที่ หากคือการชวนมองว่า “ข้อมูล” และ “พื้นที่” สามารถกำหนดคุณภาพชีวิตของผู้คนได้จริง
เขาเล่าว่า เวลาที่เดินอยู่ในลอนดอน เขามักรู้สึกประหลาดใจว่า ทำไมร้านเชนขนาดใหญ่ถึงสามารถตั้งอยู่บนถนนเส้นเดียวกับร้านโชห่วยเล็ก ๆ ของคนจีน คนอินเดีย หรือร้านท้องถิ่นเก่าแก่ได้ โดยที่ร้านเล็กเหล่านั้นยังไม่ถูกทุนใหญ่กลืนหายไปทั้งหมด
คำตอบของเรื่องนี้ คือระบบ Urban Planning หรือการวางผังเมือง ที่ใช้ข้อมูลเข้ามาช่วยสร้างกติกาให้เมืองอยู่ร่วมกันได้อย่างสมดุล
เมื่อร้านค้าใหม่ต้องการเปิดกิจการ จะต้องยื่นขออนุญาตกับทางเขต พร้อมระบุพิกัดที่ชัดเจน จากนั้นหน่วยงานรัฐจะนำข้อมูลเชิงพื้นที่มาวิเคราะห์ต่อว่า บริเวณนั้นมีคนอาศัยอยู่เท่าไหร่ มีร้านค้าประเภทเดียวกันอยู่แล้วมากน้อยแค่ไหน และพื้นที่นั้นรองรับการแข่งขันเพิ่มได้หรือไม่
หากเป็นพื้นที่ที่ร้านค้าท้องถิ่นหนาแน่นอยู่แล้ว เขตอาจไม่อนุญาตให้ร้านเชนขนาดใหญ่เข้าไปเปิด เพราะมองว่าจะเป็นการแย่งฐานลูกค้าเดิม แต่จะเสนอให้ขยับไปยังโซนใหม่ที่กำลังเติบโตและยังขาดบริการแทน
“การมองเชิงพื้นที่ บางทีมันก็เป็นการช่วยสร้างกติกาที่เป็นธรรมมากขึ้น และทำให้ทั้งตัวเล็กตัวใหญ่ ทั้งร้านค้ารายย่อยและห้างใหญ่ อยู่ได้”
สำหรับ อ.พี่น้องไมค์ เขามองว่า นี่คือสิ่งที่ทำให้ภูมิศาสตร์ ไม่ใช่แค่เรื่องแผนที่ แต่คือเรื่องของความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง
เขายังพูดถึงหน่วยงาน Transport for London (TfL) ที่ทำให้เห็นพลังของ “Open Data” หรือข้อมูลเปิดในการออกแบบเมืองอย่างมีประสิทธิภาพ
ในลอนดอน ข้อมูลที่รัฐเก็บไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาพรวมระดับเมือง แต่ละเอียดไปถึงระดับบล็อกถนนว่า พื้นที่นี้มีคนอาศัยอยู่กี่คน คนส่วนใหญ่เดินทางแบบไหน เดิน ปั่นจักรยาน ใช้รถเมล์ หรือรถไฟ และข้อมูลเหล่านี้เปิดให้คนทั่วไปเข้าถึงได้ เพื่อนำไปวิเคราะห์ วางแผน และต่อยอดได้อีกมหาศาล
ในขณะที่ประเทศไทย ข้อมูลลักษณะนี้กลับหาได้ยากมาก บางหน่วยงานไม่เปิดเผย บางหน่วยงานไม่เคยเก็บข้อมูลจริงจังตั้งแต่แรก พี่ไมค์ยกตัวอย่างว่า รถเมล์สาย 8 ยังวิ่งเส้นทางแบบเดิมมานานหลายสิบปี ทั้งที่เมืองเปลี่ยนไปมหาศาล เพราะเราแทบไม่มีฐานข้อมูลมากพอจะออกแบบระบบขนส่งใหม่ให้สอดคล้องกับการเติบโตของเมืองและพฤติกรรมของผู้คน
และนั่นทำให้พาร์ทของเขา ไม่ได้จบลงแค่เรื่องแผนที่หรือข้อมูล แต่กลายเป็นคำถามสำคัญว่า เมืองแบบไหนกันแน่ ที่ทำให้คนตัวเล็กยังมีที่ยืนอยู่ได้
ก่อนจะปิดท้ายด้วยภาพถ่ายดาวเทียมประเทศไทยยามค่ำคืน ที่แสงไฟสว่างกระจุกตัวอยู่เพียงบางพื้นที่ ราวกับกำลังสะท้อนว่า GDP และความเจริญของประเทศ ยังคงไหลไปรวมอยู่เพียงไม่กี่เมือง
“ความฝันอย่างหนึ่งคือ ในอนาคตอันใกล้ เราไม่อยากเห็นแสงไฟกระจุกตัวแค่ในกรุงเทพฯ อีกต่อไป เราอยากให้ความเจริญมันกระจายไปในทุกที่ของประเทศ”
เมื่อ Algorithm ไม่ได้อยู่แค่ในแพลตฟอร์ม แต่อยู่ในวิธีที่มนุษย์ใช้แก้ปัญหาและเข้าใจกัน
อีกหนึ่งพาร์ทที่ทั้งฮอลล์หัวเราะตลอดเวลา คือช่วงของ “หน่อง – สุทธิพงศ์ ทวีสมบูรณ์” วิศวกรซอฟต์แวร์จาก Silicon Valley ที่เปิดตัวเองว่าเป็น “ตัวแทนคนไม่มี passion”
“Passion is so overrated เราไม่จำเป็นต้องมี Passion ก็ได้ เราใช้ชีวิตได้ปกติ”
แต่ภายใต้ความตลก หน่องพาผู้ชมเข้าใจหัวใจของ Software Engineer อย่างจริงจัง เขาบอกว่า ทักษะสำคัญที่สุดของวิศวกรคือ การถาม เพราะถ้าเราถามคำถามที่ถูก เราถึงจะได้คำตอบที่ถูกต้อง ถ้าเราถามคำถามที่ผิด ถึงคำตอบมันจะถูก แต่มันก็จะไม่ไปแก้ปัญหาของเราจริง ๆ
จากนั้นทั้งฮอลล์ก็ถูกพาเข้าสู่โลกของ Computational Thinking ผ่านการเล่าแบบที่ทั้งเข้าใจง่ายและตลกมาก Uber, Tinder และ Airbnb แม้ดูต่างกัน แต่จริง ๆ แล้วมีแก่นเดียวกัน คือ การ Matching Problem หรือการจับคู่ A กับ B ภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง
ขณะที่ Algorithm ก็ไม่ได้อยู่แค่ใน TikTok หรือ social media หากคือ “ชุดกฎ” หรือ set of rules ที่อยู่รอบตัวเรา “สูตรอาหารก็เป็นอัลกอริทึม การร้องเพลงประสานเสียงก็เป็นอัลกอริทึม เพราะมันคือชุดของกฎเกณฑ์ที่ทำซ้ำแล้วได้ผลลัพธ์บางอย่าง”
ก่อนจะทำให้ทั้งฮอลล์หัวเราะ เมื่อเขาเล่าว่า ตัวเองใช้ Dynamic Programming กับชีวิตจริง โดยเรียนรู้ว่า หลัง 5 โมงเย็น ฟาโรสจะโมโหหิว ดังนั้นถ้าอยากคุยเรื่องสำคัญ ให้ยื่นของกินก่อนถาม
แต่ช่วงที่ดีที่สุดของพาร์ทนี้ อาจเป็นตอนท้าย เมื่อหน่องพูดถึง Hidden Cost ปัญหาที่ยากที่สุดในการจัดการ คือปัญหาของมนุษย์ เพราะบางคนคิดไม่ตรงกัน บางอย่างเราถามถูกต้องตามตรรกะ แต่มันอาจจะไม่ถูกใจคนฟัง
และนั่นทำให้เขาปิดพาร์ทตัวเองว่า “ซอฟต์แวร์ฟีเจอร์ดีแค่ไหน แต่ถ้าคนบอกว่า ‘ฉันไม่ชอบสีนี้ มันไม่สวย’ เขาก็ไม่ซื้อ เพราะฉะนั้นมันต้องมีทั้งศาสตร์และศิลป์กลับมาอยู่ตรงกลาง”
ธรรมชาติอาจกำลังช่วยรักษามนุษย์ ชีววิทยาที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน
ปิดท้ายด้วย “วิน – วัชรพงษ์ หงส์จำรัสศิลป์” นักชีววิทยาที่เพียงมองตาก็รู้ว่า เขารักสิ่งที่ตัวเองศึกษาแค่ไหน เขาอวดว่า Privilege ของการเรียนชีววิทยา คือการเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปไม่เห็น
วินเล่าว่า สมัยก่อน คนจำนวนไม่น้อยมองว่าเด็กสายวิทย์คือ “คนสอบหมอไม่ติด” แต่สำหรับเขา ชีววิทยาคือศาสตร์ที่ทำให้เข้าใจชีวิต ชีววิทยาศึกษาอยู่เพียง 2 สิ่ง คือ สิ่งมีชีวิตนั้นอยู่รอด และสืบพันธุ์อย่างไร
จากจุดเริ่มต้นนั้น ทั้งฮอลล์ก็ถูกพาไปเจอเรื่องราวสุดว้าว ตั้งแต่วาฬบรูด้าที่พุ่งขึ้นมากลางอ่าวไทยเหมือนภาพสโลว์โมชั่น กุ้งเดินขบวนที่รวมกลุ่มเดินขึ้นบกเพื่อลดโอกาสถูกล่า ไปจนถึง “งานกลุ่ม” ของสัตว์ต่าง ๆ ที่ใช้เรียกพฤติกรรมการสืบพันธุ์หมู่ของสัตว์ เช่น แมลงชีปะขาวที่มีชีวิตอยู่เพียง 24 ชั่วโมง ไม่มีปากกินอาหาร เพราะเกิดมาเพื่อขึ้นมาผสมพันธุ์เท่านั้น
แต่ภายใต้ความสนุก พาร์ทของวินเต็มไปด้วยคำถามสำคัญว่า “มนุษย์จะอยู่รอดได้จริงหรือ หากความหลากหลายทางชีวภาพค่อย ๆ หายไป”
วินเล่าว่า หลายครั้งมนุษย์มักมองสัตว์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นเป็นเพียงองค์ประกอบของธรรมชาติ แต่ในความเป็นจริง สิ่งมีชีวิตจำนวนมากกำลังช่วยชีวิตมนุษย์อยู่เงียบ ๆ โดยที่เราแทบไม่รู้ตัว
เขายกตัวอย่างว่า ยารักษาเบาหวานบางชนิด มีต้นแบบมาจาก “กิ้งก่ากิลามอนสเตอร์” สัตว์ทะเลทรายที่นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสารบางอย่างในน้ำลาย ซึ่งต่อยอดมาเป็นยาสำคัญสำหรับผู้ป่วยเบาหวานในปัจจุบัน ขณะที่ยารักษามะเร็งบางชนิด ก็ถูกพัฒนาต่อยอดจากสารใน “ฟองน้ำทะเล”
แม้แต่หัวรถไฟชินกันเซ็นของญี่ปุ่น ที่ถูกออกแบบให้ลดเสียงระเบิดของอากาศเวลาวิ่งเข้าช่องอุโมงค์ ก็ยังได้แรงบันดาลใจมาจาก “ปากนกกระเต็น” ที่สามารถพุ่งลงน้ำได้โดยแทบไม่เกิดแรงกระแทก
สำหรับวิน สิ่งเหล่านี้คือหลักฐานว่า ธรรมชาติไม่ใช่แค่สิ่งสวยงาม แต่คือ ห้องทดลองขนาดใหญ่ของโลก การหายไปของสิ่งมีชีวิตแค่ 1-2 สปีชีส์ อาจทำให้ระบบนิเวศล่มสลาย และถ้า Biodiversity หายไป โอกาสในการพัฒนายาหรือนวัตกรรมของเราก็จะลดลงเรื่อย ๆ
เขายกตัวอย่าง “หนูแคนกูรู” ที่มีถุงข้างแก้มด้านนอกไว้เก็บเมล็ดพืชโดยไม่ให้ความชื้นจากตัวเองทำให้เมล็ดเน่า หนูชนิดนี้ทำหน้าที่เหมือน “เกษตรกรตัวเล็ก” ของทะเลทราย คอยกระจายเมล็ดพันธุ์ให้พืชเติบโต แต่เมื่อหนูแคนกูรูหายไป ระบบนิเวศทั้งทะเลทรายก็เริ่มพังตามไปด้วย กว่าจะฟื้นฟูประชากรกลับมาได้ ต้องใช้เวลากว่า 20 ปี
วินยังพูดถึงอีกมุมหนึ่งที่หลายคนอาจไม่เคยคิดว่า มนุษย์เองกำลังกลายเป็น “ผู้รบกวน” ธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว เสียงก่อสร้าง เสียงเครื่องจักร หรือแม้แต่เสียงตะโกนของมนุษย์ อาจทำให้นกจำเสียงเพลงที่ใช้จีบคู่ผิดเพี้ยนไป และสุดท้ายพวกมันอาจหาคู่ไม่ได้จนสูญพันธุ์
ช่วงท้ายของพาร์ทนี้ทำให้ทั้งฮอลล์เงียบลง เมื่อวินเล่าว่า ตัวเองต้องลาออกจาก Scripps Institution of Oceanography สถาบันวิจัยระดับโลก เพราะเสี่ยงเป็นต้อหินและไม่สามารถดำน้ำต่อได้
แต่แทนที่จะหยุด เขากลับตั้งคำถามใหม่ว่า ทำไมสัตว์ที่ดำน้ำลึกอย่างแมวน้ำ พยูน ช้าง หรือแรด ที่ต้องเผชิญความดันสูงมาก กลับไม่เป็นต้อหิน และคำถามนั้น กำลังกลายเป็นแรงผลักดันใหม่ในชีวิตของเขา “ผมอยากทำงานวิจัยนี้ ไม่ใช่เพื่อขอตำแหน่ง แต่เพื่อวันหนึ่งมันอาจทำให้เรามีโอกาสมองเห็นโลกได้นานขึ้น และช่วยคนอื่น ๆ ที่เสี่ยงเป็นต้อหินได้”
ก่อนจะปิดท้ายด้วยประโยคที่ทำให้พาร์ทของเขาไม่ได้เป็นแค่เรื่องชีววิทยา แต่กลายเป็นเรื่องของมนุษยชาติ
“แม้ผมตายไป แต่ถ้าพวกเราช่วยกันทำให้อัลกอริทึมของป่าและแม่น้ำสมบูรณ์ นักชีววิทยารุ่นหลังจะมา
เส้นแบ่งระหว่างวิทย์และศิลป์ จึงอาจเป็นเพียงสิ่งสมมติที่เราขีดขึ้นมาเอง เพราะโลกจริงไม่เคยแยกเป็นวิชา ๆ แบบในตารางเรียน ทุกอย่างเชื่อมโยงกัน และตรงกลางของทุกความรู้ ก็คือ “มนุษย์” นั่นเอง

