ถอดบทเรียนสงกรานต์ท่ามกลางวิกฤติพลังงาน แม้อุบัติเหตุลดลงเกือบ 20% แต่ความรุนแรงกลับเพิ่มขึ้น สะท้อนช่องโหว่มาตรการเดิม และชี้ชัดถึงความจำเป็นที่ไทยต้องยกเครื่องความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจัง
บรรยากาศแห่งการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ที่เพิ่งผ่านพ้นไป นอกจากจะทิ้งรอยยิ้มและความสนุกสนานไว้แล้ว ยังฝากโจทย์ท้าทายข้อใหญ่ที่สังคมไทยต้องเร่ง “ปลดล็อก” บทเรียนสำคัญจากปี 2569 ย้ำเตือนว่าเรื่องของความปลอดภัยทางถนน ยังเป็นประเด็นที่เราไม่อาจวางใจหรือปล่อยมือได้แม้แต่วินาทีเดียว
จากเวทีถอดบทเรียน “อุบัติเหตุสงกรานต์ ท่ามกลางวิกฤตการณ์พลังงาน” โดยมูลนิธิสื่อเพื่อสุขภาวะ (มสส.) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ได้เผยผลประกอบการด้านความปลอดภัยในปีนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า แม้จำนวนอุบัติเหตุภาพรวมจะลดลงเกือบ 20% แต่สิ่งที่สวนทางอย่างน่ากังวลคือความรุนแรงกลับเพิ่มสูงขึ้น นี่คือสัญญาณเตือนภัยที่บ่งบอกว่ามาตรการเดิมๆ อาจไม่เพียงพออีกต่อไป และอาจถึงเวลาที่ประเทศไทยต้องเริ่มผ่าตัดโครงสร้างความปลอดภัยทางถนนอย่างจริงจังหรือไม่?
เมื่อ “จำนวน” ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย
ข้อมูลสถานการณ์อุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ 2569 ระบุว่า จำนวนอุบัติเหตุรวมลดลง 19.25% ผู้บาดเจ็บลดลงเกือบ 20% และมีผู้เสียชีวิตรวม 242 ราย แม้ตัวเลขที่ลดลงจะทำให้หลายคนรู้สึกโล่งใจ แต่ภายใต้ตัวเลขนั้นกลับมีมิติที่น่ากลัวซ่อนอยู่
นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ชี้ให้เห็นว่า แม้การเดินทางจะเพิ่มขึ้น 0.8% และอุบัติเหตุลดลงเหลือ 1,242 ครั้ง แต่ดัชนีความรุนแรง (Severity Index) กลับพุ่งสูงขึ้นอย่างชัดเจน โดยพบว่าจากเดิมที่มีผู้เสียชีวิต 16 คนต่ออุบัติเหตุ 100 ครั้ง ได้เพิ่มเป็น 19.48 คนต่อ 100 ครั้ง สะท้อนว่าอุบัติเหตุแต่ละครั้งมีความรุนแรงถึงชีวิตมากขึ้น
วิเชษฐ์ พิชัยรัตน์ กรรมการกองทุน สสส. กล่าวว่า หากนับเฉพาะเทศกาลสงกรานต์และปีใหม่ย้อนหลัง 12 ปี พบว่า ทั้งสองเทศกาลมีผู้เสียชีวิตรวม 8,260 ราย และบาดเจ็บกว่า 6 หมื่นคน ส่งผลกระทบต่อครอบครัวที่ขาดรายได้ และต่อการพัฒนาประเทศเนื่องจากสูญเสียประชากรวัยทำงานจำนวนมาก
ความรุนแรงที่เพิ่มขึ้น…สะท้อนอะไร
หากอธิบายให้เข้าใจง่าย ดัชนีนี้ไม่ได้วัดว่า เกิดอุบัติเหตุกี่ครั้ง แต่ถามอีกคำถามหนึ่งแทนว่า เมื่อเกิดอุบัติเหตุขึ้นแล้ว สามารถรุนแรงถึงขั้นคร่าชีวิตคนมากแค่ไหน หรือพูดให้เห็นภาพมากขึ้น คือจากสถิติปีที่แล้วอุบัติเหตุ 100 ครั้ง มีคนเสียชีวิต 16 คน แต่ปีนี้ในจำนวนอุบัติเหตุเท่ากันกลับมีคนเสียชีวิตเกือบ 20 คน นั่นหมายความว่า ทุกครั้งที่เกิดเหตุโอกาสเสียชีวิตสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ดังนั้น แม้จำนวนเหตุจะลดลง แต่ความเสี่ยงต่อชีวิตกลับเพิ่มขึ้น
การเพิ่มขึ้นของดัชนีความรุนแรง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ และไม่ได้เกิดจากปัจจัยเดียว หากแต่เป็นผลรวมของหลายชั้นปัญหาที่ซ้อนกันอยู่
- ชั้นแรก คือ “พฤติกรรม” ที่ยังไม่เปลี่ยนของผู้ขับขี่ : การขับรถเร็วยังคงเป็นสาเหตุหลักมากกว่า 40% รองลงมาคือ การตัดหน้ากระชั้นชิด และการดื่มแล้วขับ ขณะที่พฤติกรรมไม่สวมหมวกนิรภัยยังคงอยู่ในระดับสูงถึง 55% พฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ทำให้ “เกิดอุบัติเหตุ” แต่ทำให้ “เมื่อเกิดแล้วรอดยากขึ้น” นั่นคือจุดที่เชื่อมตรงไปยังดัชนีความรุนแรง
- ชั้นที่สอง คือ “บริบทของการเกิดเหตุ” ข้อมูลชี้ว่า 87.8% ของอุบัติเหตุเกิดบนถนนทางตรง และเกือบครึ่งหนึ่งอยู่บนถนนท้องถิ่น
“อุบัติเหตุ (ใหม่) ใกล้ฉัน” = กับดักความประมาทใกล้บ้าน
อีกหนึ่งในข้อมูลที่น่าตกใจ คือ ความเชื่อที่ว่าอุบัติเหตุรุนแรงมักเกิดบนถนนสายหลักหรือการเดินทางไกล แต่ตัวเลขกลับชี้ชัดว่า “ใกล้บ้าน” ไม่ได้ปลอดภัยอย่างที่คิด เพราะผู้เสียชีวิตส่วนใหญ่พุ่งเป้าไปที่พื้นที่ใกล้บ้าน
สถิติระบุว่า 83% ของผู้เสียชีวิตอยู่ในพื้นที่ตำบลหรืออำเภอตัวเอง และเกือบ 90% เกิดบนเส้นทางที่ใช้เป็นประจำในระยะเพียง 2–10 กิโลเมตรจากบ้านเท่านั้น
สะท้อนให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่ติด “กับดักความคุ้นเคย” และความประมาท จนละเลยการสวมหมวกนิรภัยและการปฏิบัติตามกฎจราจร เมื่อความชะล่าใจที่ว่าใกล้บ้านแค่นี้เองมาบวกกับถนนสายรองในชุมชนที่ขาดการกวดขันวินัยจราจร พื้นที่ที่ควรปลอดภัยที่สุดจึงกลายเป็นจุดพรากชีวิตคนไทยมากที่สุดในช่วงเทศกาล
สงกรานต์แอลกอฮอล์ แหล่งผลิต “คนเมาลงถนน”
เมื่อเจาะลึกถึงพฤติกรรมเสี่ยง ปัจจัยหลักยังคงเป็นการขับรถเร็ว ดื่มแล้วขับ และไม่ใช้อุปกรณ์นิรภัย โดยเฉพาะการดื่มแล้วขับที่เป็นต้นเหตุสำคัญ
วิษณุ ศรีทะวงศ์ ประธานมูลนิธิเครือข่ายพลังสังคม สะท้อนภาพว่า ปัจจุบันพื้นที่เล่นน้ำบางแห่งขยายตัวจนกลายเป็นแหล่งผลิตคนเมาลงสู่ท้องถนน ผ่านกิจกรรมส่งเสริมการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่รุกคืบเข้าสู่พื้นที่เล่นน้ำทั้งแบบโซนนิ่งและนอกโซนนิ่ง พื้นที่ที่ควรจะปลอดภัยสำหรับครอบครัวกลับเพิ่มความเสี่ยงทั้งอุบัติเหตุและการทะเลาะวิวาท
ธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ขยายตัวเข้าสู่พื้นที่เล่นน้ำ ทำให้เกิดการดื่มตลอดวัน กลายเป็นแหล่งผลิตคนเมาลงสู่ท้องถนน เพิ่มความเสี่ยงต่อการทะเลาะวิวาททั้งคนไทยและนักท่องเที่ยวต่างชาติ ซึ่งพื้นที่ต้นแบบ สนุก ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์ ได้พิสูจน์แล้วว่าไม่มีเหล้าก็สนุกได้
โมเดลลดสูญเสีย “สงกรานต์ปลอดภัย ไร้แอลกอฮอล์”
ท่ามกลางความสูญเสีย ยังมีพื้นที่ต้นแบบที่พิสูจน์แล้วว่าความสนุกไม่จำเป็นต้องแลกด้วยน้ำเมาและการผลิตคนเมาลงถนน โดยเฉพาะสยามสแควร์ที่กลายเป็นพื้นที่เล่นน้ำซึ่งถูกนิยามว่าน่ารักที่สุดในประเทศ ด้วยมาตรการคัดกรองเข้มงวด ปลอดแอลกอฮอล์ และชูวัฒนธรรมผ้าขาวม้าจนเป็นที่ยอมรับระดับสากล
ข้อเสนอเชิงนโยบายจาก 7 วันอันตราย สู่ ความปลอดภัย 365 วัน
สรุปบทเรียนจากปี 2569 นำมาสู่ข้อเสนอที่ต้องขยับจากการแก้พฤติกรรมส่วนบุคคลไปสู่การปรับปรุงเชิงโครงสร้างและระบบอย่างยั่งยืน รัฐบาลจำเป็นต้องยกระดับขนส่งสาธารณะด้วยการส่งเสริมระบบรางและรถเมล์ไฟฟ้าเพื่อลดการใช้รถจักรยานยนต์ซึ่งเป็นกลุ่มที่เกิดเหตุสูงสุดถึง 64.55%
"การสื่อสารรณรงค์และการสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยเพื่อลดความสูญเสีย ควรดำเนินการอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี 365 วัน ไม่ใช่เฉพาะช่วง 7 วันอันตราย" กรรมการกองทุน สสส. กล่าวสรุปทิศทางที่ควรจะเป็น
บทเรียนจากปี 2569 ยังเป็นโจทย์สำคัญของปีต่อไป จากคำถามที่ว่า ปีหน้าตัวเลขจะลดลงกี่เปอร์เซ็นต์ ไปสู่คำถามใหม่ที่ท้าทายกว่า คือทำอย่างไรให้เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วต้องไม่มีคนตาย เพราะความต้องการที่แท้จริงของเราทุกคนไม่ใช่แค่สงกรานต์ที่สนุกสุดเหวี่ยง แต่คือสงกรานต์ที่ทุกคนสามารถกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยเพื่อกลับไปกอดคนที่เรารัก


