รัฐบาลเดินหน้าผลักดันและเตรียมชงโครงการ แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) ชุมพร-ระนอง เมกะโปรเจกต์มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท เข้า ครม. โดยมีเป้าหมายการก่อสร้างภายในปี 2573
แต่ผลการศึกษาจากสภาพัฒน์และจุฬาฯ ชี้ว่าโครงการอาจไม่คุ้มค่ากับการลงทุน แนะให้เน้นพัฒนาจากฐานเดิม
ขณะที่ภาคประชาชนเรียกร้องให้ทบทวนโครงการหวั่นผลกระทบสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิต
แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) คือ อะไร?
แลนด์บริดจ์ (Land Bridge) เป็นโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการคมนาคมขนส่ง เพื่อพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคใต้เชื่อมโยงการขนส่งระหว่างอ่าวไทย และอันดามัน
ที่คาดหมายว่าจะเป็นเส้นทางเลือกในการขนส่งสินค้าทางทะเลนอกเหนือจากการขนส่งสินค้าผ่านช่องแคบมะละกา เพื่อให้ไทยกลายเป็นจุดยุทธศาสตร์ในการขนส่งคมนาคมของเอเชีย
Cr. Kanok Shokjaratkul
มีชื่อว่า โครงการแลนด์บริดจ์ชุมพร - ระนอง ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบกรอบแนวคิดการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ (Southern Economic Corridor : SEC) ในพื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช ตั้งแต่ปี 2561
ภายใต้โครงการนี้มี 3 โครงการใหญ่ต่อเนื่อง มีระยะทางรวม 109 กิโลเมตร ประกอบด้วย
- โครงการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกระนอง-ชุมพร
- โครงการก่อสร้างทางรถไฟรางคู่ ช่วงชุมพร-ท่าเรือน้ำลึกระนอง
- โครงการทางหลวงพิเศษระหว่างเมือง (Motorway)
กระทรวงคมนาคมได้มอบหมายให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ศึกษาความเหมาะสม ในช่วงปี 2567-2568 โดยทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (Environmental Health Impact Assessment : EHIA)
Cr. Kanok Shokjaratkul
แลนด์บริดจ์ เพื่อใคร?
1. กฎหมาย เปิดไฟเขียวทุกเรื่องให้นักลงทุน
พ.ร.บ.ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ เป็นกฎหมายที่อนุญาตให้ก่อสร้างโครงการและสาธารณูปโภคต่างๆ สำหรับนายทุน ให้กลายเป็นพื้นที่อุตสาหกรรมขนาดใหญ่ของไทย
ปัจจุบันมีร่างจำนวน 4 ฉบับ จากสนข. และพรรคการเมืองต่าง ๆ อยู่ระหว่างการรอพิจารณา
จะนำมาใช้ในพื้นที่ภาคใต้ 4 จังหวัดนำร่อง คือ ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช และอาจมีการประกาศพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ เพิ่มในภายหลัง
ทุกร่างเน้นการส่งเสริมอุตสาหกรรมและการลงทุนต่างประเทศ สร้างแรงจูงใจให้นักลงทุนเข้ามาลงทุนภายในประเทศ
โดยคณะกรรมการ SEC มีอำนาจซื้อ เช่า เวนคืนที่ดินทุกประเภท เอื้อประโยชน์ให้นักลงทุนต่างชาติเป็นเจ้าของที่ดินได้ หรือเช่าที่ดินได้นานสุดถึง 99 ปี
รวมทั้งยกเว้นกฎหมายต่าง ๆ อย่างน้อย 30 ฉบับ ที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อมให้เดินหน้าสะดวก
2. คนใต้ต้องสูญเสียทรัพยากร วิถีชีวิต และอาชีพ
พื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง เป็นแหล่งปลูกผลไม้และการประมงของไทย เช่น อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร เป็นแหล่งปลูกทุเรียนและพืชเศรษฐกิจ ในปี พ.ศ. 2567 สร้างรายได้กว่า 7,000 ล้านบาท (ข้อมูลจาก: ศูนย์สร้างจิตสำนึกนิเวศวิทยา และเครือข่าย)
และพื้นที่ก่อสร้างท่าเรือแหลมอ่าวอ่าง จ.ระนอง มีความหลากหลายทางชีวภาพระดับโลก สร้างรายได้เฉพาะการท่องเที่ยวปี 2566 กว่า 6,000 ล้านบาท
และทะเลเป็นแหล่งทำกินให้กับชาวประมงพื้นบ้าน สร้างรายได้ในปี 2567 กว่า 500 ล้านบาท
3. มูลค่าความเสียหายไม่อาจประเมินได้
รัฐเตรียมตั้งงบประมาณ 1 ล้านล้านบาทเพื่อใช้ดำเนินโครงการแลนด์บริดจ์ แต่ต้องประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมก่อน เพื่อให้เห็นว่ามีความคุ้มค่าเพียงพอหรือไม่
โดยศูนย์บริการวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เคยจัดทำรายงานศึกษาฉบับสมบูรณ์ ได้ผลสรุปว่า โครงการแลนด์บริดจ์ ไม่มีความเป็นไปได้ทางเศรษฐศาสตร์ หรือ ไม่คุ้มค่าในการสร้าง
เพราะพื้นที่ของโครงการจะกระทบต่อพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ อุทยานแห่งชาติ และพื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญ ได้รับการประกาศตาม อนุสัญญา Ramsar ซึ่งจะเป็นความเสียหายที่ไม่สามารถประเมินค่าได้และไม่สามารถฟื้นฟูกลับมาได้
อนุสัญญา Ramsar เพื่อความยั่งยืน
ประเทศไทยเข้าเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาแรมซาร์ลำดับที่ 110 เมื่อวันที่ 13 กันยายน 2541 เพื่ออนุรักษ์พื้นที่ชุ่มน้ำที่มีความสำคัญระหว่างประเทศ โดยเน้นการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน
พื้นที่ชุ่มน้ำแรมซาร์ (Ramsar Sites) เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของนกน้ำ ปลา และสัตว์ป่าที่ใกล้สูญพันธุ์
ปัจจุบัน (ข้อมูลปี 2562-2564) ไทยมีพื้นที่ชุ่มน้ำแรมซาร์ (Ramsar Sites) ทั้งหมด 15 แห่ง ครอบคลุมระบบนิเวศที่หลากหลาย ได้แก่
ควนขี้เสียน ในเขตห้ามล่าสัตว์ป่าทะเลน้อย (พัทลุง-สงขลา-นครศรีธรรมราช), เขตห้ามล่าสัตว์ป่า บึงโขงหลง (บึงกาฬ), ดอนหอยหลอด (สมุทรสงคราม), เขตห้ามล่าสัตว์ป่า หนองบงคาย (เชียงราย), หนองหาน กุมภวาปี (อุดรธานี), หนองหาน สกลนคร (สกลนคร), กุดทิง (บึงกาฬ), ปากแม่น้ำกระบี่ (กระบี่), อ่าวพังงา (พังงา), อุทยานแห่งชาติ หาดวนกร (ประจวบคีรีขันธ์), อุทยานแห่งชาติ แหลมสน (ระนอง), อุทยานแห่งชาติ หมู่เกาะระนอง (ระนอง), แม่น้ำสงครามตอนล่าง (นครพนม), อุทยานแห่งชาติ เขาสามร้อยยอด (ประจวบคีรีขันธ์), ป่าพรุควนเคร็ง (นครศรีธรรมราช)
Cr. Kanok Shokjaratkul
แลนด์บริดจ์ 1 ล้านล้าน ไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุด
วันที่ 29 เมษายน 2569 มีการเปิดเผยรายละเอียดผลการศึกษาประเมินความเหมาะสมในการพัฒนาเส้นทางขนส่งทางทะเลฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) และ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พบว่า โครงการ แลนด์บริดจ์ (Landbridge) ไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดสำหรับประเทศไทย
รายงานดังกล่าวได้ประเมินทางเลือกในการพัฒนาเส้นทางเชื่อมโยงขนส่ง 2 ฝั่งทะเลไว้ทั้งหมด 4 รูปแบบ
ทางเลือกที่เหมาะสมสูงสุด (อันดับ 1) เน้นการพัฒนาจากฐานเดิม (Thailand Only) มุ่งเน้นการพัฒนาพื้นที่การผลิตและการค้าตามแนวชายฝั่ง (SEC) โดยไม่เน้นการสร้างโครงสร้างพื้นฐานข้ามฝั่งใหม่ขนาดใหญ่ แต่เน้นเส้นทางเข้าถึงพื้นที่พัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์จากสิ่งที่มีอยู่ให้สูงสุด
ขณะที่ทางเลือก (อันดับ 3) แลนด์บริดจ์ เป็นทางเลือกที่ไม่เหมาะสมสูงสุดเมื่อเทียบกับงบประมาณและความคุ้มค่าในเชิงยุทธศาสตร์
Cr. Kanok Shokjaratkul
เสี่ยงขาดทุน ซ้ำรอยอดีต
วันที่ 29 เมษายน 2569 ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ – Dr.Samart Ratchapolsitte ว่า
"แปลกไหม? รัฐเดินหน้า “โครงการเสี่ยงขาดทุน” แลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร
เป็นเรื่องที่ทำให้หลายคน “งง” ไม่น้อย เมื่อรัฐบาลจะเดินหน้าโครงการแลนด์บริดจ์ ระนอง-ชุมพร
ทั้ง ๆ ที่ ผลการศึกษาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สภาพัฒน์) โดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยชี้ชัดว่า “ไม่คุ้มทุน”
1. แลนด์บริดจ์จะ “ร่นเวลา” และ “ลดต้นทุน” ได้จริงหรือ?
หลายคนตั้งคำถามตรงกันว่า โครงการนี้จะช่วยให้การขนส่ง “เร็วขึ้น-ถูกลง” เมื่อเทียบกับช่องแคบมะละกาได้จริงหรือไม่? เพราะถ้าทำได้จริง… เรือก็ต้องมาใช้บริการเองโดยไม่ต้องเชิญ แต่ถ้าทำไม่ได้… แล้วจะมีเรือที่ไหนมาใช้?
ผมได้สอบถามผู้ประกอบการเดินเรือหลายราย คำตอบที่ได้ตรงกันคือ “ไม่ใช้” เหตุผลเรียบง่ายแต่ชัดเจน คือต้องขนถ่ายสินค้าจากเรือฝั่งหนึ่งขึ้นรถบรรทุกหรือรถไฟไปอีกฝั่งหนึ่ง พอไปถึงจะต้องขนจากรถบรรทุกหรือรถไฟลงเรืออีก จะทำให้เสียเวลานานมาก
ยิ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ ยิ่งใช้เวลามากขึ้น เพราะการจัดเรียงต้องวางแผนทั้งลำ… ตู้หนักอยู่ข้างล่าง ตู้ที่จะถึงจุดหมายปลายทางก่อนต้องอยู่ข้างบน ด้วยเหตุนี้ การขนถ่ายตู้คอนเทอนเนอร์จะต้องใช้เวลานาน เรือที่บรรทุกตู้คอนเทนเนอร์นับหมื่นตู้ยิ่งต้องใช้เวลานานมากขึ้น
โดยสรุป
เวลาที่เสียไปกับการขนถ่าย อาจ “มากกว่า” เวลาที่ประหยัดได้จากการไม่อ้อมช่องแคบมะละกา และนั่นแปลว่า… ต้นทุนก็มีแนวโน้มสูงขึ้น ไม่ใช่ลดลง
เมื่อเป็นเช่นนี้ จึงน่าแปลกใจว่าเหตุใดผลการศึกษาของสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ซึ่งว่าจ้างบริษัทที่ปรึกษาให้ทำการศึกษา
จึงสรุปว่าโครงการนี้ “คุ้มทุน” ทั้งที่ขัดแย้งกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ และความเห็นของผู้ประกอบการจำนวนมาก
2. คุยว่าจะให้เอกชนลงทุน!
มีข่าวว่ารัฐจะเปิดให้เอกชนร่วมลงทุนในโครงการนี้ซึ่งมีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ก็ต้องรอดูว่า จะมีใครกล้าเสี่ยงบ้าง
ในสมัยรัฐบาล เศรษฐา ทวีสิน มีการนำโครงการนี้ไปโรดโชว์ต่อนักลงทุนในหลายประเทศ และมีข่าวว่าได้รับความสนใจจากนักลงทุนจีน ญี่ปุ่น อเมริกา ซาอุดิอาระเบีย และเอมิเรตส์ ฟังดูเหมือน “เนื้อหอม” แต่คำถามสำคัญคือ… ความสนใจเหล่านั้น เคยถึงขั้นที่จะแปลงเป็นการลงทุนจริงบ้างหรือไม่?
ในอดีต เราเคยเห็นภาพแบบนี้มาแล้ว ในปี 2551 บริษัท ดูไบเวิลด์จากเอมิเรตส์ได้แสดงความสนใจที่จะลงทุนในโครงการนี้ โดยได้ลงนามในบันทึกความเข้าใจกับ สนข. เป็นผู้สนับสนุนเงินว่าจ้างบริษัทจากเนเธอร์แลนด์ให้ทำการศึกษาความเป็นได้โครงการแลนด์บริดจ์ ซึ่งในขณะนั้นโครงการนี้มีมูลค่ากว่า 5 แสนล้านบาท นอกจากนั้น ยังมีบริษัทจากจีน คูเวต ซาอุดิอาระเบีย ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ที่เฝ้าจับตามองโครงการนี้เช่นเดียวกัน
แต่สุดท้าย… โครงการก็ไม่เกิดขึ้น คำถามจึงยังค้างอยู่ “ที่เงียบไป เพราะไม่คุ้มทุน ใช่หรือไม่?”
3. ข้อเสนอแนะ
ผมไม่ได้คัดค้านโครงการนี้ แต่ไม่อยากให้โครงการนี้กลายเป็น “โครงการร้าง” ที่ไม่มีการจ้างงานจริง แต่ทิ้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมไว้ล่วงหน้า
สิ่งที่อยากเห็นคือ รัฐบาลเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับผลการศึกษาของสภาพัฒน์ ซึ่งยากที่นักการเมืองจะแทรกแซง
ถ้าแลนด์บริดจ์ “ไม่ไปต่อ” ผมขอเสนอท่าเรือน้ำลึกฝั่งอันดามัน เพื่อ…
(1) รองรับสินค้าจากทุกภาคของไทยที่ต้องการออกสู่มหาสมุทรอินเดีย
(2) เป็นประตูการค้าสำหรับจีนตะวันตกที่กำลังมองหาทางออกทะเลที่สั้นกว่า
(3) เชื่อมโยงการค้ากับอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป ได้โดยตรง
(4) ลดความแออัดและความเสี่ยงจากการพึ่งพาช่องแคบมะละกาเพียงเส้นทางเดียว
นี่คือยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ที่หลายประเทศทำอยู่ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ “จะทำแลนด์บริดจ์หรือไม่?” แต่คือ “ท่าเรือน้ำลึกอันดามันควรอยู่ที่ไหน?”
Cr. Kanok Shokjaratkul
อันดามัน มรดกโลก กับ แลนด์บริดจ์
ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นักวิทยาศาสตร์ทางทะเล ได้โพสต์เฟซบุ๊ก Thon Thamrongnawasawat วันที่ 27 เมษายน 2569 ว่า
"กรณีแลนด์บริดจ์ที่ระนอง ข้อมูลจากเอกสารเผยแพร่ EHIA ใช้ตัวเลขสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 47.57 ตัว/ตารางเมตร พื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร สัตว์หน้าดิน 1,524 ล้านตัว ทว่า…
ข้อมูลจาก อาจารย์ศักดิอนันต์ ปลาทอง นายกสมาคมวิทยาศาสตร์ทางทะเลแห่งประเทศไทยและผู้เชี่ยวชาญด้านสัตว์หน้าดิน ลงพื้นที่สำรวจพบสัตว์หน้าดินเฉลี่ย 1,685 ตัว/ตารางเมตร
หากใช้ตัวเลขนี้กับพื้นที่ได้รับผลกระทบ 32 ล้านตารางเมตร จะได้จำนวนสัตว์หน้าดินที่สูญเสียไปทั้งหมด 53,953 ล้านตัว
ตัวเลขที่แตกต่างกันคือ 52,429 ล้านตัว เยอะมากจนมีความหมายอย่างยิ่ง หากเดินหน้าโครงการและต้องชดเชยด้านสิ่งแวดล้อมและการทำมาหากินของชาวบ้าน
การชี้แจงทำความเข้าใจใน 2 ตัวเลขที่ต่างกันมหาศาล อาจทำได้ยาก แนะนำว่าอาจมีการสำรวจใหม่โดยกรมทะเลและหลายหน่วยงานเพื่อให้กระจ่างชัดและเกิดความเชื่อมั่น
เพราะหากจะสร้างและให้เอกชน/ต่างชาติมาลงทุน รัฐบาลไทยควรปกป้องผลประโยชน์ของชาติ ความสมบูรณ์ของทะเล และชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านให้เป็นธรรม"
ต่อมา วันที่ 29 เมษายน 2569 ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ ก็ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กว่า
"ไม่ใช่ขัดขวางการพัฒนา ไม่ใช่การอนุรักษ์ที่ไม่คำนึงถึงเศรษฐกิจ แต่เป็นการตั้งคำถามง่าย ๆ ว่าอันดามันมรดกโลกกับแลนด์บริดจ์ อะไรทำให้ไทยรวยมากกว่ากัน ?
ก่อนอื่นขอแนะนำให้เพื่อนธรณ์รู้จักกับ อันดามัน มรดกโลก
"พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามัน" ได้รับการบรรจุในบัญชีรายชื่อเบื้องต้น (Tentative List) ของศูนย์มรดกโลก ยูเนสโก ตั้งแต่ปี 2565
ครอบคลุมอุทยานแห่งชาติ 6 แห่งทางฝั่งอันดามัน รวมพื้นที่กว่า 7 แสนไร่
พื้นที่ที่ได้รับการเสนอชื่อประกอบด้วยอุทยานแห่งชาติ 6 แห่ง
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะระนอง
- อุทยานแห่งชาติแหลมสน (จ.ระนอง-พังงา)
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสิมิลัน (จ.พังงา)
- อุทยานแห่งชาติเขาลำปี-หาดท้ายเหมือง (จ.พังงา)
- อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์-หมู่เกาะสิมิลัน-แหลมสน (รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง)
- อุทยานแห่งชาติสิรินาถ (จ.ภูเก็ต)
ความสำคัญของ แหล่งอนุรักษ์อันดามัน
- คุณค่าระดับโลก: ได้รับการยอมรับว่ามีความงดงามทางธรรมชาติ คุณค่าทางนิเวศวิทยา และเป็นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตที่หายาก
- ช่วยเพิ่มมูลค่าการท่องเที่ยวในเขตอันดามันเหนืออย่างก้าวกระโดด สอดคล้องกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น แผนขยายสนามบินหลักแห่งใหม่ในอันดามัน (พังงา/ภูเก็ต)
- เป้าหมายการอนุรักษ์: เพื่อยกระดับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติทางทะเลและชายฝั่งอย่างยั่งยืน ส่งเสริมภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลก
ปัจจุบัน พื้นที่แหล่งอนุรักษ์ทะเลอันดามันยังอยู่ในขั้นตอนการจัดทำเอกสารฉบับสมบูรณ์เพื่อนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของยูเนสโกให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติอย่างเป็นทางการต่อไป
Cr. Kanok Shokjaratkul
คราวนี้ขอให้เพื่อนธรณ์ลองคิด การท่องเที่ยวในอันดามันเหนือ (ภูเก็ต/พังงา) คือฮับของการท่องเที่ยวไทยมาตลอด ขณะที่ระนองมีศักยภาพสูงในการขยายตัว
เขตมรดกโลก คือตราประทับสุดยอดด้านการท่องเที่ยว เป็นที่รับรู้ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกมาหลายสิบปี
ใคร ๆ ก็อยากไปเที่ยว มรดกโลก
โดยเฉพาะมรดกโลกที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความงดงาม เข้าถึงได้ง่าย มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เฉกเช่นอันดามันเหนือ
ยังไม่มีการประเมิน “ความรวยแบบก้าวกระโดด” หากอันดามันเป็นมรดกโลก แต่แน่นอนว่าเยอะ !
แล้วเราเลือกทั้งคู่ได้ไหม ?
เขตมรดกโลก Great Barrier Reef ของออสเตรเลียเป็นตัวอย่างที่ดี ที่นั่นมีทั้งมรดกโลก ท่าเรือ เมืองใหญ่ ฯลฯ อยู่ในพื้นที่เดียวกัน
แล้วทำไงให้อยู่ร่วมกันได้ ?
เริ่มจากเราต้องยอมรับว่าในพื้นที่แลนด์บริดจ์มีอันดามันมรดกโลก
เอกสารต่าง ๆ ของแลนด์บริดจ์ รวมถึง EHIA ไม่เอ่ยถึงอันดามันมรดกโลก แม้ประเทศไทยเป็นผู้เสนอไปที่ยูเนสโกเมื่อ 3 ปีก่อน (เป็นมติครม. หลายท่านในรัฐบาลนี้อยู่ในที่ประชุมครม.ตอนนั้น)
เมื่อไม่เอ่ยถึง แล้วจะอยู่ร่วมได้อย่างไร ?
อันดามันมรดกโลกเป็นโครงการใหญ่ มีการศึกษาวิจัยข้อมูลด้านธรรมชาติมากมาย รวมถึงวิถีชีวิตของผู้คน ฯลฯ
แต่เราไม่นำมาใช้ เพราะไม่เอ่ยถึง แล้วจะเอามาใช้ได้ไง ?
หากไทยอยากได้ตังค์ เราควรจะเริ่มทำ 2 อย่าง
- ประเมินว่า อันดามันมรดกโลก กับ แลนด์บริดจ์ อะไรคือสิ่งที่ทำให้เรารวยกว่า มีความเป็นไปได้ของความรวยมากกว่า และมีผลกระทบน้อยกว่า
- ประเมินว่า 2 อย่างไปด้วยกันได้ไหม ทำไมเราไม่อยากรวย 2 เด้ง ?
ทั้งหมดนี้คือความเห็นของนักอนุรักษ์ที่อยากให้ประเทศไทยรวยกว่านี้
รวยอย่างรอบคอบ รวยอย่างชาญฉลาด รวยจนร้องพอแล้ว พอแล้ว จนถึงชั่วลูกชั่วหลาน
ผู้นำประเทศที่สามารถสร้างความรวยให้ไทยได้เช่นนั้น ผู้คนจะจดจำว่ามีฝีมือ"
ประเทศไทยมีดีที่ 'ธรรมชาติ' สวยงาม
ศศิน เฉลิมลาภ นักวิชาการอิสระด้านสิ่งแวดล้อม ได้โพสต์ในเฟซบุ๊กส่วนตัว วันที่ 28 เมษายน 2569 ว่า
"ผมมีประสพการณ์ตรวจสอบโครงการการละเมิดสิทธิชุมชนมาตั้งแต่หนุ่ม ๆ
เริ่มจากเป็นหนึ่งในคณะอนุกรรมการของกรรมการสิทธิมนษยชนแห่งชาติ ชุดที่ 1เมื่อ พ.ศ. 2545-2552 ตอนนั้นตรวจสอบโครงการแลนด์บริดจ์สตูล สงขลา กันเข้มข้น
นอกจากปัญหาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถมทะเล เสี่ยงมลพิษ สารพัด แต่ตัวปัญหาสำคัญ คือ เราจะเอาอะไรมาขับเคลื่อนการขนส่งสินค้า เพราะเราจะมีแต่ราง มีแต่ทาง มันไม่มีสินค้า มากพอที่จะดึงดูดให้เรือสินค้ามาใช้บริการ
ตัวอย่าง ท่าเรือมาบตาพุด มีนิคมอุตสาหกรรมรองรับใหญ่ดังนั้นทั้งการสั่งวัตถุดิบ และขนส่งส่งผลิตภัณฑ์มันก็ทำได้ค่อนข้างจะประสบความสำเร็จ แต่สิ่งที่แลกมาคือความล่มสลายของชุมชน และทรัพยากรธรรมชาติ แต่ก็ถือว่าแลกมาด้วยความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่ พลิกประเทศพ้นจากความยากจน
แต่แลนด์บริดจ์ภาคใต้นี้มันยังไม่มีสินค้าจึงต้องเพิ่มเติมโครงการคลังน้ำมัน (ดิบ) เพื่อสร้างโรงกลั่น สร้างนิคมอุตสาหกรรมต่อเนื่องอีกสารพัด มันไม่ใช่ท่าเรือขนส่ง ๆ เพียว ๆ ซึ่งจะไม่มีเรือมา
เวลาประชุมกันในที่ประชุมจะถามว่าเรามีสินค้าอะไรบ้างในการดึงดูดการขนส่ง ดึงดูดเรือ ก็จะได้รับคำตอบว่าต้องรอค่อย ๆ พัฒนาต่อไปเรื่อย ๆ ก่อน ก็คือไปเสี่ยงเอาข้างหน้า
เวลาผมมีโอกาสคุยส่วนตัวกับนักวิชาการในกรมเจ้าท่า ก็ถามกันส่วนตัวว่ามันคุ้มกับความเสี่ยงไหม ? ก็จะได้รับคำตอบว่าภายในกันเองที่ไม่เกี่ยวกับการเมือง มีการศึกษาความเป็นไปได้กันมาตลอดแต่คำตอบมันก็ชัดว่า โดยตัวโครงการเพียว ๆ มันไม่คุ้มกับเงินลงทุนแน่ ๆ
แต่โครงการพวกนี้ก็จะมากับการเมืองทุกรัฐบาลทุกทีไป ตรงนั้นบ้างตรงนี้บ้าง
ปัจจุบันมี ท่าเรือระนองเก่า อยู่แล้ว ขยายถนนระนองชุมพร รองรับไว้แล้ว ทดลองทำเล็ก ๆ ดูก่อน คงไม่มีใครคัดค้าน ถนนกระบี่ ขนอม ก็ทำไว้ยี่สิบปีมีแผนวางท่อขนส่งอะไรสารพัดก็ทำไว้แล้ว ถ้าลองฟื้นฟูทำดูก่อนโดยไม่ต้องเริ่มใหม่ก็น่าจะได้
เราไม่มีอะไรไปแข่งกับสิงค์โปร์ ได้ทั้งในแง่พื้นฐานธุรกิจการทำท่าเรือแบบนี้ แต่ในขณะเดียวกันทั้งโลกก็แทบสู้เราไม่ได้ในแง่จัดการการท่องเที่ยวและรักษาธรรมชาติอย่างที่เราทำมาได้ดี
#ผมไม่เห็นด้วยกับโครงการแลนด์บริดจ์ระนองชุมพรนะครับ"
................................................................
อ้างอิง : Nation Online, มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW), FB ดร.สามารถ ราชพลสิทธิ์ Dr.Samart Ratchapolsitte, FB:Thon Thamrongnawasawat FB:ศศิน เฉลิมลาภ


