‘ท๊อป บิทคับ’ แชร์ Mind set ที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็น Top1% ผ่าน 3 สิ่งที่ต้องเข้าใจ และลงทุนสู่บันใด 5 ขั้นทีละก้าว เมื่อโลกเปลี่ยนไปไวเหลือเกิน
“ทำไมการยอมจ่ายเงินก้อนโตเพื่อเรียนในมหาวิทยาลัย 3-4 ปี บางครั้งกลับให้ทักษะที่ไม่ตรงกับที่ตลาดโลกต้องการจริงๆ?”
ท๊อป จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา ผู้ก่อตั้งและ CEO ของ Bitkub Capital Group Holdings เล่าให้ฟังบนเวทีในงาน Bitkub Meetup 2026: The GenZeries การเงินดี ไม่มีZเรียส ว่าถ้าคุณอยากเป็น "คนของอนาคต" ที่ก้าวทันโลกที่กำลังถูก Shift ด้วยเทคโนโลยีและ AI คุณต้องเริ่มจากการปรับ Mindset และเข้าใจใน 3 ทักษะพื้นฐาน พร้อมกับรู้จักวิธีการลงทุนใน 5 ลำดับความสำคัญ แชร์ “ชุดความคิด” และ “รายการช้อปปิ้งของคนรวย” ที่จะเปลี่ยนคุณให้เป็นคนกลุ่ม 1% ในอนาคต
'3 สิ่งสำคัญ' ที่ต้องทำความเข้าใจ
1. Digital Literacy โดยเฉพาะเรื่อง AI
คุณท๊อปเน้นย้ำว่า AI คือการเปลี่ยนแปลงระดับโครงสร้างโลกครั้งที่ 5 (The 5th Platform Shift) ซึ่งมีความสำคัญเทียบเท่ากับการมาถึงของคอมพิวเตอร์และอินเทอร์เน็ตในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ในอนาคตอันใกล้ ประมาณ 5 ปีข้างหน้า AI จะมีความฉลาดมหาศาลจนเกินกว่าที่มนุษย์คนเดียวจะตามทัน
ดังนั้น การใช้ AI ให้เป็นจึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็น "ความคาดหวังพื้นฐาน" ที่ทุกอุตสาหกรรมต้องการ หากใครใช้ AI ไม่เป็น ก็จะไม่ต่างจากคนในยุคนี้ที่ใช้คอมพิวเตอร์หรืออินเทอร์เน็ตไม่เป็น ซึ่งจะทำให้ “เสียโอกาส” ในการทำงานและก้าวหน้าในชีวิต
2. Modern Financial Literacy ความรู้เรื่องการเงินสมัยใหม่
ความมั่งคั่งที่แท้จริงไม่ได้วัดกันที่การมีเงินเยอะ แต่คือทักษะในการ “บริหารจัดการ” คุณท๊อปแบ่งทักษะการเงินออกเป็น 3 ส่วน คือ การหาเงิน (Create money), การรักษาความมั่งคั่ง (Maintain wealth) และการทำให้เงินงอกเงย (Growth) ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะทำเป็นแค่การหาเงินแต่รักษาและต่อยอดไม่เป็น
ดังนั้น สิ่งสำคัญที่ต้องเข้าใจคือ การแยกแยะระหว่าง "สินทรัพย์ที่แท้จริง" กับ "หนี้สินที่ปลอมตัวเป็นสินทรัพย์" เช่น บ้านหรือรถที่สร้างภาระค่าใช้จ่ายไปจากเรา
3. Health Literacy ซื้อเวลาเพื่อ “สุขภาพ”
สุขภาพถือเป็นสินทรัพย์พื้นฐานที่สำคัญที่สุด เพราะหากสุขภาพพัง ทรัพย์สินหรือเงินทองที่หามาได้ทั้งหมดก็ไร้ความหมาย
คุณท๊อปเปรียบสุขภาพเหมือน "ลูกแก้ว" ที่หากตกแตกแล้วอาจจะไม่สามารถซ่อมแซมให้เหมือนเดิมได้ ต่างจากเงินหรือชื่อเสียงที่เป็นเหมือน "ลูกยาง" ที่ยังพอเด้งกลับมาใหม่ได้
ฉะนั้น การลงทุนในสุขภาพตั้งแต่อายุยังน้อยคือการป้องกันไม่ให้เงินเก็บทั้งชีวิตต้องหมดไปกับการรักษาตัวในช่วงท้ายของชีวิต และช่วยให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะคว้าโอกาสใหม่ๆ ที่เข้ามาได้เสมอ
ลงทุน ‘บันได 5 ขั้น’ ก้าวไปทีละก้าว
1. การลงทุนใน ‘เวลา’
บันไดขั้นแรกที่ควรลงทุนเพื่อ “ซื้อเวลาของตัวเองกลับคืนมา" โดยการจ้างคนมาช่วยทำในสิ่งที่เราไม่ถนัด เช่น แม่บ้าน คนขับรถ หรือผู้ช่วยส่วนตัว เพื่อให้เรามีเวลาไปโฟกัสกับการพัฒนาตัวเองหรือทำในสิ่งที่เป็น ”จุดแข็ง“ ของเราจริงๆ เพราะเวลาเป็นสิ่งเดียวที่ต่อให้รวยแค่ไหนก็ซื้อกลับคืนมาไม่ได้
2. การลงทุนใน ‘สุขภาพ’
การลงทุนในสุขภาพควรเริ่มให้เร็วที่สุดตั้งแต่อายุ 18 ปี เพื่อป้องกันไม่ให้เงินเก็บทั้งชีวิตต้องหมดไปกับการรักษาตัวในช่วงท้ายของชีวิต และเพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาวะที่พร้อมที่สุด ในการคว้าโอกาสใหม่ๆ
3. การลงทุนใน Network
การมีเครือข่ายที่ถูกต้องสำคัญกว่าการมีเงินหรือความรู้เพียงอย่างเดียว เพราะ Network จะนำพามาทั้งเงินและความรู้
การพาตัวเองไปอยู่ในกลุ่มคนที่มีความสนใจ (Interest) แบบเดียวกันจะช่วยเปิดประตูสู่โอกาสและเปลี่ยนวิธีคิดของคุณไปตามระดับของสังคมที่คุณเข้าถึง
4. การลงทุนใน ‘ความยืดหยุ่นและการกระจายความเสี่ยง’
คำว่า Resilience คือการสร้างเกราะป้องกันเพื่อให้ไลฟ์สไตล์ไม่เปลี่ยนแปลงไม่ว่าโลกจะเกิดวิกฤติอะไร เช่น การมีสัญชาติหลากหลาย ซึ่งระดับ Private มีสิ่งนี้
การกระจายทรัพย์สินไปทั่วโลก หรือแม้แต่การมีมากกว่าหนึ่งสัญชาติ เพื่อไม่ให้ความมั่งคั่งต้องผูกติดอยู่กับความเสี่ยงของที่ใดที่หนึ่งเพียงอย่างเดียว
5. การลงทุนใน ‘สินทรัพย์และของฟุ่มเฟือย’
ขั้นตอนสุดท้ายคือการลงทุนในสิ่งที่สร้างรายได้เพิ่มขึ้นจริงๆ และการซื้อของฟุ่มเฟือย
คุณท๊อปให้ข้อคิดว่า เราจะซื้อของฟุ่มเฟือยได้ก็ต่อเมื่อเรา "ไม่ต้องหาเหตุผลมาสนับสนุนการซื้อ" หากคุณยังต้องหาเหตุผลมากมายมาอธิบายว่าทำไมต้องซื้อรถหรือบ้านหลังใหม่ นั่นแปลว่าเงินของคุณยังไม่ถึงระดับที่ควรจะซื้อสิ่งนั้นมี
การลงทุนตามลำดับนี้จะช่วยให้คุณหลุดพ้นจาก "กับดักชนชั้นกลาง" ที่มักจะซื้อหนี้สินที่ปลอมตัวเป็นสินทรัพย์ และก้าวไปสู่ความมั่งคั่งที่ยั่งยืนในโลกอนาคตได้





