หน้าร้อนเดือนเมษายน ปี 2569 อุณหภูมิสูงขึ้นกว่าทุกปีที่ผ่านมาเพราะโลกร้อนขึ้นเรื่อย ๆ ประเทศไทยโชคดีมีเทศกาลสงกรานต์มาช่วยคลายร้อน แต่ก็ยังเอาไม่อยู่
โดยเฉพาะในโลกโซเชียล กระแส #แบนหงสาวดี ซีรีส์ช่องวัน 31 กลายเป็นดราม่าร้อนแรง คนในวงการบันเทิง vs วงการวรรณกรรม จากกรณีข้อพิพาทด้านลิขสิทธิ์และแนวคิดเนื้อหา
โดย Amulin นักเขียนการ์ตูนเจ้าของผลงาน อโยธยาเอยาวดี ได้ออกมาโพสต์ไทม์ไลน์การติดต่อกับบริษัทผลิตซีรีส์ผ่านโซเชียลมีเดียส่วนตัวว่า
วันที่ 22 มกราคม 2568 มีผู้ติดต่อเข้ามาทางข้อความส่วนตัว แสดงความสนใจนำผลงานไปพัฒนาเป็นซีรีส์
ได้มีการพูดคุยทางโทรศัพท์เกี่ยวกับแนวทางการดัดแปลงเนื้อหา แต่ดีลไม่สำเร็จ ต่อมาพบว่าเนื้อหาในโปรเจกต์ของช่องวันมีความคล้ายคลึง
ทาง ช่องวัน 31 ชี้แจงว่า โปรเจกต์ หงสาวดี พัฒนาขึ้นเองโดยอิงประวัติศาสตร์พระนเรศวร-พระมหาอุปราชา
แม้จะมีการติดต่อซื้อขายการ์ตูนในช่วงแรก แต่ดีลไม่สำเร็จเนื่องจากแนวทางไม่ตรงกัน (ช่องไม่เน้นแนว BL) ส่วนความคล้ายคลึงที่เกิดขึ้น ทางช่องยืนยันว่าเป็นการบังเอิญ
แม้แนวคิดเรื่อง ความสัมพันธ์/ตัวประกัน จะคล้ายกัน แต่ช่องวันยืนยันว่าซีรีส์ หงสาวดี นำเสนอรูปแบบที่แตกต่างจากการ์ตูน โดยเน้นความขัดแย้งเชิงประวัติศาสตร์เป็นหลัก
โปรเจ็กต์นี้เริ่มคิดมาตั้งแต่ละคร แม่หยัว จบลง โดยตั้งใจจะเล่าเรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง พระนเรศวร และ พระมหาอุปราชา ที่เติบโตมาด้วยกัน ซึ่งดันไป บังเอิญ คล้ายกับเนื้อหาในการ์ตูน
แนวทางไม่ตรงกัน ทางช่องไม่อยากให้ละครออกไปในแนวชายรักชาย (Boy's Love) เหมือนในเวอร์ชันการ์ตูน เคลียร์จบด้วยเงินมีการติดต่อพูดคุยกับผู้วาดและจ่ายเงินชดเชยให้เป็นที่เรียบร้อย
Cr. One31
ถ้าแค่ 'ไอเดีย' จะไม่ 'คุ้มครอง'
ความเคลื่อนไหวในโลกโซเชียล มีหลายเพจที่พูดถึงดราม่าเรื่องนี้ อย่าง เพจ หนังติดมันส์ ได้โพสต์ว่า
"กฎหมายลิขสิทธิ์ทั่วโลกมีหลักสำคัญชื่อ Idea-Expression Dichotomy แปลตรง ๆ คือ ถ้าแค่ ไอเดีย มันจะไม่ถูกคุ้มครอง แต่ วิธีเล่า- การนำเสนอ จะถูกคุ้มครอง
ยกตัวอย่าง เรื่องรักต้องห้ามในวัง ใครคิดได้ก็ทำได้
แต่ถ้า ซีนนี้ ตัวละครนี้ บทพูดนี้ เกิดถูกนำไปใช้ มันจะเริ่มมีสิทธิ์แล้ว
หากต้องคุ้มครองไอเดีย โลกจะไม่มีหนังใหม่เลย ทุกอย่างจะโดนล็อกหมด
เวลาเกิดข้อพิพาทขึ้นมา ในเคสที่มีการฟ้องร้องกัน มันไม่ได้วัดแค่ เหมือน แค่ไหน
แต่วัดว่าคุณไปก็อป ของสำคัญ มามั้ย?
ยิ่งเป็นเรื่องประวัติศาสตร์ที่เข้าข่าย Public Domain ที่ใครจะเอาไปใช้ก็ได้
ทีนี้มันต้องวัดกันที่ ฉากเฉพาะที่คิดขึ้นใหม่ (ไม่ใช่ประวัติศาสตร์) โครงสร้างซีนแบบเฉพาะตัว รายละเอียดการเล่าแบบเป๊ะ ๆ
อย่างเคส หงสาวดี - อโยธยาเอยาวดี ฉากน้ำปรุง ต้องพิสูจน์ว่า มันเป็น ซีนสำคัญจริงไหม?
และอีกฝ่าย เอาวิธีเล่าไปใช้ หรือแค่ คิดคล้าย
เอาความรู้สึกส่วนตัววัดไม่ได้ เพราะมันมีเรื่องของสิทธิ์ การใช้อย่างชอบธรรม หรือแม้แต่หลักฐานและสัญญาต่าง ๆ
เคสดัง ๆ อย่างหนังออสการ์ The Shape of Water กับบทละครที่ถูกบอกว่าบทหนังลอกมาอย่าง Let Me Hear You Whisper
มีโครงเรื่องหญิงทำความสะอาดในแล็บช่วยสัตว์ทดลองหนี ก็จบลงที่ศาลยกฟ้อง เพราะ รายละเอียดไม่เหมือนกันพอ
หนัง The Lion King และอนิเมะ Kimba the White Lion ที่ถูกสร้างเป็นการ์ตูนมาก่อน มีภาพ/ธีม/ตัวละคร สิงโตเจ้าชาย คล้ายกันมาก ก็ถกเถียงกันตลอดและดิสนีย์เองก็ปฏิเสธตลอด
หรือหนัง Black Swan กับอนิเมะ Perfect Blue
ซึ่งมีบางคนบอกว่าหนังลอกมา ก็มีภาพกระจกที่สะท้อน สื่อว่าตัวตนแตก ก็คล้ายกันมาก จนตอนหลังผู้กำกับเองต้องบอกว่า ซื้อสิทธิ์บางฉากมาทำให้มันถูกต้องไปเลย
อย่างสมาคมเขียนบทอมริกาที่ขึ้นชื่อว่า ปกป้องกันสุด ๆ เขามีระบบ Time Stamp เลยว่าใครคิดก่อนคิดหลัง ใครลงทะเบียนก่อน มีสิทธิ์ก่อน
อย่างเมืองไทย ที่ยังต้องพัฒนาเรื่องนี้ มันเลยมีที่มาของ สัญญา เพราะกฎหมาย กันไอเดียไม่ได้ เลยใช้ สัญญา มาปิดช่องโหว่แทน
เพราะกฎหมายอย่างเดียวก็อาจจะ เอาไม่อยู่ ต้องมี สัญญาบวกระบบวงการ มาช่วย
ดราม่าแบบนี้มันเลยไม่เคยหายไปจากวงการหนัง...
เพราะสุดท้ายแล้ว ไอเดียมันลอยอยู่ในอากาศ
อยู่ที่ใครจะสามารถใช้กลไกที่ถูกต้อง มาคุ้มครองงานของตัวเองยังไง"
เรื่องของ 'ลิขสิทธิ์' ในแง่วิชาการ
ทางด้าน เพจ Math and Life (A page for mathematics, education, and life) ได้พูดถึงกรณีนี้ว่า
"โพสต์นี้ผมจะเล่าเรื่องดรามาไอเดีย แรงบันดาลใจ หรือการผิดลิขสิทธิ์ ละครหงสาวดี กับ การ์ตูนอโยธยาเอยาวดี และให้ความเห็นในเชิงวิชาการบ้างนะครับ
ก่อนอื่นขอบอกก่อนว่า ผมไม่ได้ดูละครและไม่ได้อ่านการ์ตูนเรื่องดังกล่าว...มันเป็นข้อดีที่ผมจะไม่ใช้อารมณ์มากกว่าเหตุผล
ในแง่วิชาการ ไอเดีย ก็อปได้เลยครับ จะใช้เป็นแรงบันดาลใจ ดัดแปลง หรือ copy ไปเลย ไม่ผิดครับ เราใช้ต่อ ๆ กันได้อยู่แล้ว
ถ้าตีพิมพ์เป็นบทความวิจัย ก็ copy และ cite เพื่อให้เครดิตกันได้เลย คนที่ทำผลงานตีพิมพ์ออกมา ต้องรับความจริงตรงนี้ได้อยู่แล้ว มันเป็นเรื่องปกติมาก ๆ ไม่มีอะไรผิดเลย
เช่นเรื่อง น้ำปรุง น้ำหอม น้ำอบเชย น้ำอบทันสมัย ผมเห็นว่าประเด็นนี้มันเล็กเกินไป การใช้น้ำหอมมันเป็นเรื่องปกติทั่วไป จะใช้ชื่อธรรมดา ๆ หรือจะดัดแปลง หรือแม้แต่ก็อปปี้ชื่อกันมา มันก็เป็นประเด็นที่เอาผิดกันไม่ได้ ยกเว้นตั้งชื่อน้ำหอมซะพิสดาร บ้า ๆ ขำ ๆ ไปเลย
แต่ถ้าแค่ใช้ชื่อน้ำหอม หรือน้ำปรุง ที่แม้จะมีหรือไม่มีการใช้ในอดีต แต่มันเป็นชื่อธรรมดา ๆ ก็อาจจะซ้ำกันได้ แม้คนเขียนบทละคร จะดัดแปลงไอเดียการใช้น้ำหอม ให้มันเข้ากับเรื่องของเค้า หรือแม้แต่การ copy ชื่อน้ำหอมมาดื้อ ๆ ก็ไม่ผิดหรอกครับ มันเป็นประเด็นเล็กเกินไป
เห็นประเด็น ฉากเทเหล้า ก็เป็นประเด็นเล็ก เป็นเรื่องที่ซ้ำกันได้ เป็นเรื่องธรรมดาอีกแล้ว
สามก๊ก ทำมากี่เวอร์ชันแล้วล่ะครับ เทเหล้ากันไปกี่ฉากละครับ นิยายจีนไม่ว่าจะอิงหรือไม่อิงประวัติศาสตร์ มักจะมากับฉากกินเหล้า พอเมาเหล้าก็ตีกัน ดื่มเหล้าร่วมสาบาน เทเหล้าตัดขาดแล้วสู้กันเอาเป็นเอาตาย มีมากี่เรื่องแล้วล่ะครับ
เรื่องเทเหล้าก่อนสู้กันไม่มีลิขสิทธิ์ครับ ไอเดียแบบนี้เป็นเรื่องปกติธรรมดา copy ได้เลยครับ
ฉากเพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด เป็นพี่น้องกันแต่สุดท้ายต้องมาต่อสู้กัน ...นิยายจีนมีมากี่เรื่องละครับ พวกการ์ตูนจากญี่ปุ่น ประมาณว่า ไม่ว่ากี่ที ๆ ข้าก็แพ้ให้เจ้า ไอเดียกว้าง ๆ แบบนี้ ดราก้อนบอลก็มี การ์ตูนกีฬาก็ทำแบบนี้เป็นประจำ แนวเป็นคู่แข่งกันตลอดกาลก็มี พวกนี้คือไอเดียกว้าง ๆ
ฉากยืนหน้าผา .... หนังจีนแนวทำสงครามนี่ประจำเลยครับ ยืนบนภูเขา กางแผนที่ หรือยืนคุยเคียงข้างกัน ใช้ภาษาเท่ ๆ ปลุกใจ ๆ หรือ ขรึม ๆ เครียด ๆ กดดัน ๆ หรือ ซึ้ง ๆ เศร้า ๆ มันมีมาหมดแล้ว ... การเอามือไพล่หลัง หนังจีนก็ทำเป็นประจำครับ
ส่วนตัวผมเห็นว่า สุดท้ายเค้าจะตกลงกันได้ เจรจากันได้ ทั้งนักวาดนักเขียนการ์ตูนก็ไดัรับการสนับสนุนต่อแน่นอน นักเขียนบทละครก็ทำงานต่อไปได้ เลี้ยงชีพได้ และได้รับการสนับสนุนเช่นกันครับ"
Cr. One31
ก่อนหน้านี้ เพจ Math and Life ได้พูดถึงกฎหมายลิขสิทธิ์ ไว้ดังนี้
"ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ มีเรื่องน่าสนใจคือ งานสัมมนาเรื่อง กฎหมายลิขสิทธิ์ในวงการวรรณกรรม Bangkok Rights Fair 2026 เนื้อหาเน้นสำหรับวงการวรรณกรรมเพื่อให้เข้ากับงานสัปดาห์หนังสือ
ผมจะสรุปเนื้อหาบางส่วน และรีวิวงานสัมมนาให้ฟัง
เรื่อง Idea vs Expression of Idea ซึ่ง Idea ไม่มีลิขสิทธิ์ ส่วน Expression of Idea มีลิขสิทธิ์ อันนี้คนในวงการวิชาการน่าจะรู้ (หรือควรจะรู้) กันอยู่แล้ว
Article 9 Paragraph 2 of the WTO TRIPS Agreement establishes that copyright protection extends to expressions, not ideas, procedures, methods of operation, or mathematical concepts. This key principle ensures protection applies to the specific, tangible expression of a work rather than the underlying concepts or techniques used.
ดังนั้น Idea ไม่มีลิขสิทธิ์ และดีแล้วที่ไม่มีการปกป้องลิขสิทธิ์ของไอเดียในวงการวรรณกรรม
สำหรับในวงการคณิตศาสตร์ เราใช้ idea ตาม ๆ กันมานานแล้ว
เราใช้ ปรับปรุง และพัฒนาไอเดียของนักคณิตศาสตร์คนอื่น ๆ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และการทำงานวิจัย
ดังนั้นถ้ามีกฎห้ามการใช้ไอเดียของคนอื่น ก็เจ๊งครับ คณิตศาสตร์จะไม่มีทางพัฒนาอะไรต่อไปได้เลย
Idea ในวงการวรรณกรรมก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน ข้อดีคือ ทำให้งานเขียนของวงการวรรณกรรมพัฒนาต่อไปได้ และมีความหลากหลาย นักอ่านก็จะมีหนังสือดี ๆ ให้อ่านกันอยู่เรื่อย ๆ
วิทยากรยกตัวอย่างเรื่องเพลง รูปถ่าย และภาพวาด เช่น การไม่มีลิขสิทธิ์ของไอเดียในงานบันเทิงและศิลปะ ก็ทำให้เรา(ผู้บริโภค) มีเพลงฟังเยอะ มีภาพถ่ายสวย ๆ ให้ดูเยอะ
ภาพวาด เช่น สมมติเราชอบสไตล์ของอาจารย์เฉลิมชัย หรืออาจารย์ถวัลย์ ดัชนี เราอาจเลียนแบบการใช้สี การวางสัดส่วน และการจัดองค์ประกอบของภาพได้ เพราะพวกนี้เป็นเรื่องไอเดีย
แต่ถ้าไปเอาภาพที่อาจารย์วาดแล้ว เอามาเป็นแบบ แล้ววาดเลียนแบบ อาจจะดัดแปลงนิดหน่อย แบบนี้ผิดลิขสิทธิ์แน่นอนครับ
เพราะงานนั้นมันจะมี expression of idea ที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง ห้ามลอกเลียนแบบ
ตัวอย่าง Idea vs Expression of Idea
ถ้าเป็นนิยายผี ยังไง ๆ ก็มีฉากน่ากลัว ฉากบ้านร้าง ฉากผีหลอก หรือถ้าเป็นนิยายที่มีตำรวจ ก็ต้องมีฉากโรงพัก ถ้าเป็นนิยายแนวดรามาความรัก ไอเดียความขัดแย้งระหว่างครอบครัวหรือเชื้อชาติ ก่อนลงเอยหรือไม่ลงเอย ก็เป็นเรื่องที่ใช้ซ้ำกันได้
วิทยากรยกกรณีของ Universal Picture Corp ทำหนังโดยดัดแปลง ไอเดีย จากนิยายของ Nicholas ซึ่งมีเรื่องความขัดแย้งทางเชื้อชาติ Jewish กับ Irish ซึ่งเค้าสามารถทำได้ ไม่ผิดลิขสิทธิ์ เพราะความขัดแย้งของสองเชื้อชาตินี้มันเป็นเรื่องทั่วไปที่เรารู้กันอยู่แล้ว และรายละเอียดอื่น ๆ ของหนังก็แตกต่างไปจากนิยาย
อีกตัวอย่างคือ Metro Goldwyn Picture ทำหนังโดยดัดแปลงจากนิยายของ Sheldon ชื่อเรื่อง Dishonored Lady ซึ่งดัดแปลงมาจากเรื่องจริงเกี่ยวกับ Medeline Smith
ไอเดียของเรื่องคือ ความขัดแย้งเกี่ยวกับฐานะทางบ้านที่ผู้หญิงรวยกว่า และต้องไปแต่งงานกับคนอื่น พอผู้หญิงบอกเลิก ผู้ชายก็ไม่ยอมเลิก ไปขู่แบลคเมล์ผู้หญิงอีก ผู้หญิงก็โหด เลยวางแผน ka ผู้ชายซะเลย อันนี้คือไอเดีย เอาไปดัดแปลงทำหนัง หรือเขียนนิยายต่อ ๆ กันได้ ไม่ผิด
แต่กรณีที่ว่านี้ Metro Goldwyn ผิดลิขสิทธิ์ เพราะไม่ได้เอาแค่ไอเดีย แต่ดันเอารายละเอียด การเรียบเรียง ฉากต่าง ๆ เรื่องราวเบื้องหลัง ไปดัดแปลงทำเป็นหนัง ซึ่งถือเป็นการละเมิดในส่วน expression of idea นั่นเอง
ตัวอย่างของนิยายไทยที่ไม่ผิด และใช้แค่ไอเดีย
ก็มี เช่นเรื่อง สาวเครือฟ้า ผู้หญิงชาวเหนือรักกับหนุ่มกรุงเทพแล้วโดนทิ้งไปมีครอบครัว ถ้าใครจะก็อปเฉพาะไอเดียแนวผู้หญิงโดนผู้ชายทิ้งไปมีครอบครัวใหม่ ก็ไม่ผิด มันเป็นแค่ไอเดีย มันซ้ำกันได้เป็นเรื่องปกติ
ตัวอย่างนิยายไทยอีกกรณีหนึ่ง สี่แผ่นดิน มาก่อนเรื่อง ร่มฉัตร และ ร่มฉัตร ดัดแปลงแนวเรื่องของ สี่แผ่นดิน เค้าใช้ไอเดียเดียวกัน แล้วเปลี่ยนรายละเอียดใหม่ ดำเนินเรื่องแนวใหม่ ทำให้ไม่ผิดลิขสิทธิ์
แต่คงต้องบอกตามตรงว่ามันไม่งาม มันไม่เท่ มันไม่น่าภูมิใจ และอาจโดนดูถูกได้ด้วย... อันนี้วิทยากรไม่ได้พูดนะครับ ผมพูดเอง
ในวงการคณิตศาสตร์ก็เคยมีกรณีคล้าย ๆ แบบนี้ และก็โดนประจานกันไป แต่ไม่ผิดลิขสิทธิ
บางงานถึงจะไม่ผิดลิขสิทธิ์ แต่ถ้ามันใช้แนวคิดโดยรวมทั้งเล่มคล้ายกันเกินไป ก็ต้องยอมรับการดูถูกจากนักอ่านบางคน
ไอเดียเรื่องฉากบ้านร้างในนิยายผี หรือฉากโรงพักในนิยายตำรวจ สามารถใช้ต่อ ๆ กันได้ แต่ถ้านักเขียนอยากให้งานนั้น ๆ เป็นของตัวเองคนเดียว ก็ใส่รายละเอียดเข้าไป เช่น
นักเขียนอาจบรรยายภาพบ้านร้าง หรือโรงพักในสไตล์ของตัวเอง จนมันเกิดความ unique แบบนี้คนอื่นเอาไปไม่ได้ครับ
ดังนั้นการมีบ้านร้างในหนังผี คือ ไอเดีย และเรื่องที่มันใช้ซ้ำ ๆ กันได้อยู่แล้ว แต่การบรรยายบ้านร้างของแต่ละคนมันเป็น Expression of Idea มันจะไม่ซ้ำกัน และส่วนนี้คือส่วนที่ได้รับการปกป้องโดยกฎหมายลิขสิทธิ์
Cr. One31
ตัวอย่างหนังสือที่มีเนื้อเรื่องและการบรรยายบ้านร้างที่โคตรแห่งความ unique ที่ผมเคยอ่านก็คือเรื่อง บ้านดับจิต ของ เคโงะ สนพ. ไดฟุกุ ครับ
ตัวอย่างนิยายสืบสวน ผสมดรามาความรัก และทริกกลลวงที่โคตรแห่งความ unique และมีคณิตศาสตร์เท่ ๆ บรรยายด้วย ก็ยังเป็นของ เคโงะ ในเรื่อง กลลวงซ่อนตาย สนพ. ไดฟุกุ เช่นกันครับ
ตัวอย่างที่ใช้ ไอเดีย การผจญภัยในโลกหนังสือเหมือน ๆ กัน แต่รายละเอียด expression of idea ต่างกัน ก็เลยใช้เหมือน ๆ กันได้ ไม่ผิดอะไรเลย
ก็คือ หนังสือเรื่อง ปาฏิหาริย์แมวลายส้มผู้พิทักษ์หนังสือ ของ สนพ. Biblio กับเรื่องล่าสุดของ สนพ. คือเรื่อง บรรณารักษ์ฝึกหัดกับความลับในคฤหาสน์หนังสือ ครับ ...
กลับมาที่ Article 9 กันอีกรอบ
Article 9 Paragraph 2 of the WTO TRIPS Agreement establishes that copyright protection extends to expressions, not ideas, procedures, methods of operation, or mathematical concepts. This key principle ensures protection applies to the specific, tangible expression of a work rather than the underlying concepts or techniques used.
ซึ่งพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ของไทย ก็มีคล้าย ๆ กัน คือ กฎหมายปกป้องการแสดงออกซึ่งไอเดีย แต่ไม่ใช่ตัวไอเดีย และไม่ใช่เรื่องขั้นตอนวิธีทำงาน กรรมวิธี หรือวิธีปฏิบัติการ (เช่น วิธีคิดเลข วิธีทำการทดลอง ซึ่งใคร ๆ ก็ทำเหมือน ๆ กัน โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์) และกฎหมายลิขสิทธิ์ก็ไม่คุ้มครองทฤษฎีบททางคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์
ผมขออธิบายเพิ่ม เพราะเป็นเรื่องสำคัญในวงการวิชาการ คือ เราใช้ทฤษฎีบทพื้นฐานที่ใคร ๆ ก็รู้ ได้โดยไม่ผิดลิขสิทธิ์ใด ๆ
แต่ถ้าเป็นทฤษฎีบทที่ค่อนข้างใหม่ มาจากบทความวิจัยยุคปัจจจุบัน (ประมาณปี ค.ศ. 1900 ถึงปัจจุบัน) เราต้องมีการอ้างถึงนะครับ (cite, citation, refer to, reference, bibliogrpahy) ไม่งั้นเราอาจรอดจากการผิดลิขสิทธิ์ แต่โดน plagiarism แน่นอนครับ
และต้องบอกเพิ่มด้วยว่า การเอามาทั้งดุ้น หรือเอามาเยอะ ๆ หรือเอามาน้อยแต่เป็นส่วนสำคัญ มี citation แล้ว ก็รอด plagiarism แต่ก็อาจผิดลิขสิทธิ์อยู่ดีนะครับ
การเอาไปงานคนอื่นมา แอบอ้างทำยังกับเป็นของตัวเอง อันนี้ผิด plagiarism แต่ถ้าเอางานคนอื่นมา บอกที่มาด้วย ไม่ได้แอบอ้างว่าเป็นของตัวเอง แต่เอามาเยอะเกินไป แบบนี้ก็ผิดลิขสิทธิ์อยู่ดีครับ
ในวงการวิชาการ plagiarism เป็นเรื่องเครดิตผลงาน เป็นเรื่องจริยธรรมการทำงานวิจัย
ส่วนเรื่อง ลิขสิทธิ์ มักรวมไปถึงเรื่องธุรกิจ
อันสุดท้ายคือเรื่องเพลง วิทยากรยกตัวอย่างเพลง Pretty Woman กับเวอร์ชันที่เอาต้นฉบับเดิมไป remix แล้วไม่ผิดลิขสิทธิ์ด้วย คือ เค้าทำยังไง ทำออกมาเป็นแบบไหน
แต่โดยรวมมันก็ตาม sense ของวงการวิชาการแหละครับ เช่น พวกทำนอง ตัวโน้ต จังหวะ มันซ้ำกันได้อยู่แล้วครับ มันเป็นส่วนที่นักดนตรี นักแต่งเพลงก็ใช้ ๆ กันมา คล้าย ๆ ทฤษฎีบทพื้นฐานทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ นั่นแหละครับ ใคร ๆ ก็ใช้กันได้ ไม่มีลิขสิทธิ์ครับ"
Cr. One31
เคสจากคำพิพากษา
เพื่อให้เกิดความชัดเจนมากยิ่งขึ้น เพจ บันทึกทนายน้อย The Little Lawyer Diary ได้โพสต์เกี่ยวกับเรื่องลิขสิทธิ์ไว้ว่า
แรงบันดาลใจ หรือ ดัดแปลงผลงาน
: เส้นแบ่งที่นักเขียนและคนทำหนังควรรู้
(ถอดบทเรียนจากคดี เปนชู้กับผี - ฎีกาที่ 18803 - 18804/2556)
ในวันที่ประเด็นเรื่องลิขสิทธิ์งานวรรณกรรมกำลังเป็นที่ถกเถียงอย่างร้อนแรงในโซเชียล ทนายน้อยขอหยิบยกคดีประวัติศาสตร์ที่วางบรรทัดฐานสำคัญระหว่าง ทายาทนายเหม เวชกร และ ผู้สร้างภาพยนตร์เปนชู้กับผี มาเล่าให้ฟังขอรับ
ประเด็นหลักของคดีนี้คือ การแยกแยะว่า การได้รับแรงบันดาลใจจากงานเดิมมาสร้างงานใหม่ ถือเป็นการ ดัดแปลง ละเมิดลิขสิทธิ์หรือไม่ ?
1️ การคุ้มครองตามกฎหมาย (แนวความคิด vs การแสดงออก)
แรงบันดาลใจ (Inspiration) มักเป็นเพียง แนวความคิด (Idea) ซึ่งตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 6 วรรคสอง ระบุว่าแนวความคิดเพียงอย่างเดียวไม่ได้รับความคุ้มครอง เช่น บรรยากาศผีไทยโบราณที่วังเวง หรือการใช้แสงจากตะเกียง ถือเป็นไอเดียที่ใครก็สามารถนำไปใช้ได้
การดัดแปลง (Adaptation) คือการนำ การแสดงออกซึ่งความคิด (Expression of Ideas) ของงานเดิมมาใช้เป็นพื้นฐาน โดยยังคงสาระสำคัญเดิมไว้ หากงานใหม่มีเนื้อหาเหมือนต้นฉบับจนเห็นชัดว่าเป็นการลอกมา จึงจะถือว่าละเมิด
2️ ข้อพิจารณาในงานวรรณกรรม (โครงเรื่องและรายละเอียด)
แรงบันดาลใจ คือ การนำเพียงแนวคิดกว้าง ๆ เช่น การหักมุมว่าคนในบ้านเป็นผีในตอนท้าย ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ทั่วไปในบทประพันธ์สยองขวัญ
การดัดแปลง คือ ต้องดูรายละเอียดการดำเนินเรื่อง ในคดีนี้ศาลเห็นว่ารายละเอียดต่างกันสิ้นเชิง เช่น ในภาพยนตร์ตัวเอกตายและวนเวียนอยู่ในบ้าน แต่ในนิยายตัวเอกไม่ตายและหนีออกมาได้ จึงไม่ถือเป็นการดัดแปลง
3️ ความแตกต่างในงานจิตรกรรม (ฉากในภาพยนตร์ vs ภาพวาด)
แนวคิดภาพลักษณ์ผี : ภาพ ผีไต่เสาห้อยหัวลงมา ถือเป็นแนวคิดจินตนาการเพื่อสร้างความน่ากลัว ซึ่งเป็นจินตนาการร่วมที่บุคคลทั่วไปมีสิทธิ์ใช้ได้ ไม่สามารถหวงกันได้
องค์ประกอบศิลป์ : ศาลมองว่าองค์ประกอบภาพในภาพยนตร์ (เช่น จากภาพวาด นั่งหวย) มีความแตกต่างจากภาพวาดต้นฉบับโดยสิ้นเชิง ทั้งมุมกล้อง ท่าทางการเคลื่อนไหว และจำนวนตัวละคร เพื่อสื่ออารมณ์ที่ต่างกัน จึงเป็นการสร้างสรรค์งานขึ้นใหม่
4️ พฤติการณ์และเจตนาของผู้สร้างภาพยนตร์
การยกย่องเชิดชู : ศาลเห็นว่าการอ้างชื่อนายเหมในสื่อโฆษณา มีรายละเอียดที่แสดงถึงการยกย่อง และระบุชัดเจนว่าได้รับ แรงบันดาลใจ
การแสดงเจตนาบริสุทธิ์ : เมื่อมีความกังวลว่าสังคมจะเข้าใจผิด จำเลยได้รีบชี้แจงผ่านสื่อว่าไม่ได้สร้างจากนิยายโดยตรง และในตอนท้ายของภาพยนตร์ยังมีการข้อความอุทิศความดีเพื่อยกย่องนายเหมด้วย พฤติการณ์นี้แสดงถึงเจตนายกย่องครูบาอาจารย์มากกว่าการแอบอ้าง
Cr. One31
สรุปบรรทัดฐานทางกฎหมาย
การได้รับแรงบันดาลใจ : คือการนำแนวคิดหรือสไตล์มาพัฒนาต่อยอดเป็นงานใหม่ที่มีรายละเอียดและการแสดงออกเป็นของตนเอง (ไม่ผิดกฎหมาย)
การดัดแปลง : คือการนำสาระสำคัญที่งานเดิมแสดงออกไว้มาใช้โดยตรงในงานใหม่โดยไม่ได้รับอนุญาต (ละเมิดลิขสิทธิ์)
เกร็ดกฎหมาย : ลิขสิทธิ์... คุ้มครองทันที ไม่ต้องจดทะเบียน
หลายคนอาจยังไม่ทราบว่า งานอันมีลิขสิทธิ์ (ไม่ว่าจะเป็นงานเขียน ภาพวาด เพลง ฯลฯ) จะได้รับความคุ้มครองทันทีที่สร้างสรรค์เสร็จ โดยไม่ต้องไปจดทะเบียนหรือขออนุญาตจากใครขอรับ
การไปแจ้งข้อมูลที่กรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นเพียงการทำหลักฐานไว้เบื้องต้นเท่านั้น แต่สิทธิจริง ๆ เกิดขึ้นตั้งแต่วินาทีที่คุณจรดปากกาหรือวาดภาพลงไปแล้วขอรับ
อ้างอิง: คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 18803 - 18804/2556
(อ่านคำพิพากษาฉบับเต็มได้ในคอมเมนต์)
.................................................
อ้างอิง : เพจ หนังติดมันส์, เพจ Math and Life, เพจ บันทึกทนายน้อย





