วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน 2569

Login
Login

‘นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์’ การเดินทาง 6 ทศวรรษ ของบีโอไอ ก้าวสู่บทบาทใหม่ 'ผู้สร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศ'

‘นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์’ การเดินทาง 6 ทศวรรษ ของบีโอไอ ก้าวสู่บทบาทใหม่ 'ผู้สร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศ'

“คอลัมน์ The Thought Leaders” ชวนพูดคุยกับ นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ถึงบทบาทของบีโอไอ กับเส้นทางกว่า 6 ทศวรรษในการวางรากฐานให้กับภาคอุตสาหกรรมในประเทศ และการก้าวสู่บทบาทใหม่ในฐานะผู้สร้างระบบนิเวศการลงทุนรองรับอุตสาหกรรมแห่งอนาคต เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในทศวรรษต่อไป 

‘นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์’ การเดินทาง 6 ทศวรรษ ของบีโอไอ ก้าวสู่บทบาทใหม่ 'ผู้สร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศ'

60 ปีของบีโอไอในฐานะ “ผู้นำองค์กร” ท่านนิยาม บทบาทใหม่ ของบีโอไอว่าอย่างไร

ปีนี้ บีโอไอครบรอบ 60 ปี ผมเองเริ่มทำงานในบีโอไอประมาณ 30 ปีมาแล้ว ในยุคนั้นจุดขายของประเทศไทย คือ ทรัพยากร และแรงงาน เรามีแรงงานจำนวนมาก ต้นทุนค่อนข้างต่ำ อุตสาหกรรมหลักในยุคนั้นจึงเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น สินค้าส่งออกหลักในยุคนั้นอันดับต้นๆ ได้แก่ สิ่งทอ เสื้อผ้าสำเร็จรูป กระเป๋า รองเท้า เครื่องหนัง และเครื่องประดับ

ต่อมา เมื่อค่าแรงเริ่มสูงขึ้น ต้นทุนในประเทศเริ่มสูงขึ้น ทรัพยากรเริ่มมีข้อจำกัด ในขณะที่หลายอุตสาหกรรมที่เราสร้างมาหลายสิบปีก่อนหน้านั้นเริ่มแข็งแรง เริ่มมี Supply Chain ที่ครบวงจรมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น อุตสาหกรรมรถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมาโครงสร้างเศรษฐกิจไทยจึงพึ่งพาอุตสาหกรรมเหล่านี้เป็นหลัก

แต่ในช่วง 5 ปีหลัง ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญเพราะโลกเปลี่ยนไปมาก ไม่ว่าจะเป็นปัจจัยเรื่องสงครามการค้า พัฒนาการทางเทคโนโลยี และเทรนด์ความยั่งยืน สิ่งเหล่านี้ทำให้ภาพของอุตสาหกรรมเปลี่ยนโฉม มีอุตสาหกรรมใหม่ๆ เกิดขึ้น และมีความสำคัญมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ อุตสาหกรรมสีเขียว ยานยนต์ไฟฟ้า พลังงานสะอาด รวมทั้งเซมิคอนดักเตอร์ กลุ่ม PCB หรือดิจิทัล AI ไปจนถึง Automation และหุ่นยนต์ อุตสาหกรรมเหล่านี้จะเป็นเสมือน ‘New Growth Engine’ เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยไปในช่วงหลายทศวรรษข้างหน้า

‘นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์’ การเดินทาง 6 ทศวรรษ ของบีโอไอ ก้าวสู่บทบาทใหม่ 'ผู้สร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศ'

บทบาทของบีโอไอ ไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้สิทธิประโยชน์ หรือ Promoter แต่เรามีบทบาทในการเป็น Facilitator ช่วยบริการอำนวยความสะดวก บทบาทในการเป็น Connector ช่วยเชื่อมโยงระหว่างบริษัทใหญ่ บริษัทเล็ก บริษัทต่างชาติ ทั้งผู้ผลิตชิ้นส่วนไทย รวมทั้งบทบาทในการเป็น Integrator เวลาเราพูดถึงสิทธิประโยชน์เราไม่ได้มองแค่สิทธิประโยชน์ที่เป็นเครื่องมือบีโอไอเท่านั้น แต่เราจับมือกับหน่วยงานต่างๆ เพื่อบูรณาการแพ็กเกจที่จะสนับสนุนการลงทุนเข้าด้วยกัน เพื่อให้เห็นพลังการสนับสนุนของภาครัฐที่นำไปสู่การลงทุนที่เกิดขึ้นจริง

อะไรที่บีโอไอต้องเรียนรู้สำหรับการสร้างอุตสาหกรรมในโลกยุคใหม่

การสร้างอุตสาหกรรมในโลกยุคใหม่ เราไม่ได้มองแค่โรงงานผลิต แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ Ecosystem ของอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่บีโอไอพยายามจะสร้าง ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรม EV, Semiconductor, Automation ต่างๆ ล้วนต้องการระบบนิเวศที่ดี โดยเฉพาะใน 5 เรื่องสำคัญที่มีการ Transform ครั้งใหญ่

1. Geopolitics

2. Industrial Transformation เพื่อให้ทันกับอุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นมากมาย

3. Digital และ AI Transformation

4. Green Transformation

และ 5. Demographic เพื่อรองรับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงไป

โดยทั้ง 5 มิตินี้ถือเป็นการปรับเปลี่ยนครั้งใหญ่ของโลก เพราะฉะนั้น 5 ปัจจัยที่ได้กล่าวไป เป็นส่วนที่ทำให้ Ecosystem ของไทยแข็งแรงขึ้น และเป็นฐานสำคัญที่รองรับอุตสาหกรรมในอนาคตได้ ทั้งนี้ มี 2 อุตสาหกรรมใหม่ที่เป็นอุตสาหกรรมสำคัญ และเป็นนโยบายระดับประเทศก็คือ EV และ Semiconductor รัฐบาลได้มีการตั้งเป็น ‘บอร์ดแห่งชาติ’ เช่น ‘บอร์ดอีวีแห่งชาติ’ ก่อตั้งมาประมาณ 4 ปีแล้ว ขณะที่ ‘บอร์ด Semiconductor’ เป็นอีกหนึ่งบอร์ดที่สำคัญเช่นกัน

นอกจากนี้ การที่อุตสาหกรรมใหม่จะเกิดขึ้นได้นั้น ต้องอาศัยการบูรณาการของหลายหน่วยงานทำงานร่วมกันในการสร้างคน สร้าง Supply Chain ทำกฎระเบียบให้เอื้อต่อการลงทุน รวมทั้งบางอุตสาหกรรม จำเป็นต้องสร้างตลาดรองรับภายในประเทศด้วย เรียกว่าเป็น Ecosystem ของแต่ละอุตสาหกรรม

บีโอไอบริหารความเสี่ยงอย่างไร เมื่อต้องเดิมพันกับ “Semiconductor” และ “EV”

ในการเลือกอุตสาหกรรมต้องดูทิศทางของโลก บวกกับจุดแข็งของประเทศไทย ว่าเราจะเอาอะไรมาต่อยอดได้บีโอไอไม่ได้คิดคนเดียว แต่เราทำงานร่วมกันกับหน่วยงานที่เป็นพันธมิตร ยกตัวอย่างเช่น EV เราทำงานร่วมกันภายใต้ “บอร์ดอีวีแห่งชาติ” ปัจจุบันประเทศไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์ “อันดับ 1 ของอาเซียน” และ “Top 10 ของโลก” การที่จะมีความสามารถแข่งขันระยะยาวได้ ต้องดูที่ทิศทางของโลกด้วย

วันนี้ โลกกำลังเปลี่ยนแปลงไปจากเทคโนโลยีเดิมไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าบีโอไอเร่งส่งเสริม EV ในทุกมิติ รัฐบาลไทยมองเทคโนโลยี EV ครอบคลุมทุกประเภท ตั้งแต่ Hybrid, Plug-in hybrid ไปจนถึง BEV (Battery Electric Vehicle) หรือเทคโนโลยีอื่นๆ การส่งเสริมให้เกิดฐานของ EV ในประเทศไทย สามารถจะต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิมที่เราแข็งแกร่งอยู่แล้วไปสู่สิ่งใหม่ๆ ได้ และยังตอบโจทย์ของการ Go Green การมีฐานผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้น และยังคงเป็นผู้นำระดับโลกได้ต่อเนื่อง

ถามว่าทำไมรัฐบาลต้องมีนโยบายซัพพอร์ตอุตสาหกรรม EV อย่างต่อเนื่อง โดยการให้สิทธิประโยชน์หลากหลายรูปแบบ ทั้งผ่านบีโอไอผ่านกรมสรรพสามิต คำตอบคือ เพราะเรามี FTA ระหว่างอาเซียน และจีนที่ทำให้อากรนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีนมาไทยเป็นศูนย์ ซึ่งเจรจาไว้เมื่อ 20 ปีที่แล้ว หากเราไม่ทำอะไรเลยสิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ ไทยจะเป็นผู้นำเข้าได้อย่างเดียว

แต่สิ่งที่รัฐบาลพยายามทำมาตลอดคือ การเปลี่ยนสถานะประเทศไทยจาก ‘ผู้นำเข้า’ ไปสู่ ‘ผู้ผลิต’ เราเลยให้สิทธิประโยชน์โดยผูกเงื่อนไขให้มีการมาตั้งฐานการผลิตในประเทศไทย สุดท้ายก็จะนำไปสู่การเชื่อมโยงกับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศด้วย ทั้งหมดนี้เป็นที่มาว่าทำไมเราเลือกอุตสาหกรรมนี้ 

‘นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์’ การเดินทาง 6 ทศวรรษ ของบีโอไอ ก้าวสู่บทบาทใหม่ 'ผู้สร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศ'

มุมผู้นำ จะวางกลยุทธ์อย่างไร ให้พร้อมรับการเข้าสู่ “เศรษฐกิจใหม่”

การจะพัฒนาอุตสาหกรรมดิจิทัล AI อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง EV และแบตเตอรี่ หัวใจสำคัญก็คือ ‘คน’ เราจำเป็นต้องมีบุคลากรที่มีทักษะความรู้ที่จะสามารถทำงานในอุตสาหกรรมเหล่านี้ได้ นี่เป็นสิ่งที่เราต้องสร้าง ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาบีโอไอได้ทำงานในหลากหลายโปรแกรมร่วมกับกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) อย่างเข้มข้น เพื่อสร้างกำลังคนให้มีเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น ปีที่แล้วเราเริ่มผลิตบุคลากรในสาขา Semiconductor Engineering เพราะ Semiconductor เป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่กำลังจะสร้างรากฐานในประเทศไทย

กระทรวง อว. ได้ทำงานร่วมกับบีโอไอ และมหาวิทยาลัยต่างๆ ในการสร้างหลักสูตรการเรียนการสอนที่เน้นผลิตบุคลากรด้าน Semiconductor Engineering นอกจากนี้ อีกสาขาหนึ่งที่สำคัญก็คือ Data Center Engineering ในช่วง 2 ปีมานี้ มีหลายมหาวิทยาลัยเริ่มเปิดสอนสาขานี้มากขึ้น เพื่อจะสร้างบุคลากรรองรับ Data Center ที่ได้เข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น จึงจำเป็นต้องมีหลักสูตรในการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะใหม่ๆ เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในบางสาขาเราอาจจะผลิตบุคลากรได้ไม่ทันตามความต้องการ จึงจำเป็นต้องดึงกลุ่มทาเลนต์จากต่างประเทศ เข้ามามีส่วนช่วยในการพัฒนา

‘Supply Chain’ ก็เป็นอีกเรื่องที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน แม้ว่าไทยจะมีห่วงโซ่อุปทานที่ครบวงจรสำหรับอุตสาหกรรมดั้งเดิมอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าอิเล็กทรอนิกส์แบบกลางน้ำ แต่วันนี้เราต้องการยกระดับประเทศไปสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ จึงจำเป็นที่จะต้องสร้างห่วงโซ่อุปทานใหม่ๆ ขึ้นมารองรับ

จะเห็นได้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาบีโอไอได้จัดกิจกรรมต่างๆ ขึ้นมากมาย เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรม EV และกลุ่มแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (PCB) ที่เริ่มมีการเข้ามาลงทุนเป็นจำนวนมาก รวมถึงกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่กำลังจะตามมาด้วย สิ่งที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ การดึงเอาผู้ประกอบการไทยให้เข้าสู่ Global Supply Chain ให้ได้ ดังนั้นในทุกกิจกรรมของบีโอไอจึงเน้นเชิญชวนผู้ประกอบการไทยให้เข้ามามีบทบาทมากขึ้นใน Supply Chain ใหม่ๆ นี้ด้วย

ทำงานกับนักลงทุนที่เคลื่อนที่เร็ว แต่บีโอไอคือ องค์กรรัฐ บาลานซ์ “Speed” กับ “ระเบียบ” อย่างไร

ปัจจุบัน ปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือ Economy of Speed โลกเปลี่ยนเร็วมาก ภาคธุรกิจ เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภาครัฐเองก็จำเป็นที่จะต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลง ซึ่งบีโอไอเป็นหน่วยงานที่ทำงานใกล้ชิดกับภาคเอกชน เราทราบดีว่า โลกธุรกิจเปลี่ยนเร็วมาก ในแง่การลงทุนภาคเอกชนอยากเริ่มลงทุนเร็วที่สุด เพราะตลาดรอไม่ได้ คู่แข่งกำลังวิ่งไล่ตาม จึงต้องเริ่มต้นธุรกิจให้เร็วที่สุด ต้องการได้ใบอนุญาตเร็วที่สุด ต้องการเริ่มต้นสร้างโรงงานเร็วที่สุด ทั้งการหาที่ดิน การจัดหาน้ำและไฟฟ้า เพื่อเริ่มการผลิตให้เร็วที่สุด แต่ที่ผ่านมาก็มีอุปสรรคหลายๆ เรื่องอย่างที่พวกเราทราบกันดี คือ การขอใบอนุญาต

การจะสร้างโรงงาน ต้องใช้ใบอนุญาตเยอะมาก กว่าจะประกอบธุรกิจได้ต้องผ่านหลายด่าน ทำให้มีความล่าช้าเกิดขึ้นระหว่างทาง ล่าสุดบีโอไอทำงานร่วมกับรัฐบาลในการออกโปรแกรม Thailand Fast Pass เพื่อเป็นกลไกหนึ่งที่เข้ามาช่วยเร่งรัดให้โครงการที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนสามารถจะเริ่มต้นประกอบธุรกิจได้เร็วที่สุด โดยมีการกำหนดขั้นตอนในการขอใบอนุญาตที่เป็น Fast Track และมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนสำหรับโครงการลงทุนที่เป็นโครงการสำคัญๆ

อะไรคือความท้าทายของบีโอไอท่ามกลางภาวะการแข่งขันที่รุนแรง

อุตสาหกรรมใหม่ๆ ที่เราต้องการให้เกิดฐานการผลิตในเมืองไทย ช่วงหลังเป็นอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง และอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันรุนแรงมาก ในการทำงานของบีโอไอเราทำงานท่ามกลางภาวะที่มีการแข่งขัน และไม่ได้มีแค่ประเทศไทยที่เป็นทางเลือกสำหรับนักลงทุน

ในมุมนักลงทุน เขามีทางเลือกมากมายว่าจะไปอยู่ที่ประเทศไหน เอาแค่ในอาเซียน เขาก็มีทางเลือกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ เราต้องทำให้ประเทศไทยอยู่ในจุดที่เป็นทางเลือกแรกๆ ของนักลงทุน ทำให้เขามองเห็นถึงความพร้อม ศักยภาพ ความมุ่งมั่นตั้งใจของรัฐบาล ที่อยากจะสนับสนุนให้เกิดการลงทุนจริง ไม่ใช่แค่ว่าดึงนักลงทุนเข้ามาแล้วจบ แต่บีโอไอทำงานกับเขาตลอดเส้นทางที่เขาทำธุรกิจในประเทศไทยบีโอไอดูแลทั้งในแง่การช่วยแก้ไขปัญหา ช่วยอำนวยความสะดวก เป็นเสมือนเพื่อน และพันธมิตรกับนักลงทุนตลอดเวลาที่เขาทำธุรกิจในประเทศไทย อันนี้เป็นจุดสำคัญ

ปีที่แล้วอย่างที่ทุกท่านได้เห็นตามข่าวว่า ตัวเลขการลงทุนที่มาขอรับการส่งเสริมจากบีโอไอก็สูงเป็นประวัติการณ์ โดยมีมากถึง 3,300 โครงการ เงินลงทุน 1.8 ล้านล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้น 67% แต่ถามว่าเราพอใจในตัวเลขนี้ไหม พูดตรงๆ ว่าไม่ได้พอใจ เราควรทำได้มากกว่านี้ อย่างที่เห็นว่าภาพรวมประเทศไทยเราโตต่ำกว่าศักยภาพ ซึ่งศักยภาพเรามีมากกว่านี้บีโอไอไม่ได้โฟกัสแค่ตัวเม็ดเงิน แต่เราให้ความสำคัญกับคุณภาพของโครงการลงทุน และให้ความสำคัญกับเป้าหมายที่เราต้องการจะนำไปสู่การปรับโครงสร้างประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจใหม่

‘นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์’ การเดินทาง 6 ทศวรรษ ของบีโอไอ ก้าวสู่บทบาทใหม่ 'ผู้สร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศ'

ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ มองเห็นโอกาสของประเทศไทยในเรื่องใด

ท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่ เราอยู่ในช่วงที่กำลังเป็น Transformation ครั้งใหญ่ของโลก แต่แน่นอนว่าความท้าทายมาพร้อมกับโอกาสเสมอ ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา มีการเคลื่อนย้ายการลงทุนกันทั่วโลก มีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างของ Supply Chain ประเทศไทยเองก็เป็นหนึ่งในแหล่งรองรับการลงทุนที่สำคัญของการปรับเปลี่ยนในครั้งนี้

นอกจากผลจากสงครามการค้าแล้ว อีกเรื่องที่น่าสนใจก็คือ AI ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เทคโนโลยีนี้ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดอุตสาหกรรม และธุรกิจใหม่ๆ ตามมามากมาย ส่วนหนึ่งที่ตัวเลขการลงทุนของไทยเติบโตอย่างมาก ก็ได้รับอานิสงส์จากการพัฒนาของ AI ไม่ว่าจะเป็น AI Data Center รวมถึงการลงทุนในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ที่รองรับ AI ยกตัวอย่างเช่น PCB (Printed Circuit Board) ที่เข้ามาลงทุนในช่วงหลังๆ เป็น PCB ที่เป็น Multilayer รองรับเทคโนโลยีที่ซับซ้อนมากขึ้น

วันนี้บทบาทของบีโอไอเราไม่ได้เป็นแค่ผู้ให้สิทธิประโยชน์เพื่อทำให้เกิดการลงทุนเท่านั้น แต่ภารกิจสำคัญของบีโอไอคือ ทำอย่างไรจะใช้กลไกของบีโอไอเพื่อนำไปสู่การ Transform โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทย หมายถึงว่าเราต้องมีการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ มีการใช้เทคโนโลยีใหม่ มีการพัฒนาบุคลากรให้มีทักษะใหม่ มีการพัฒนา Supply Chain ใหม่ เพื่อรองรับอุตสาหกรรมอนาคตที่จะเกิดขึ้น รวมไปถึงเรื่องของพลังงานสะอาด ซึ่งเป็นที่ต้องการของทั่วโลกด้วย

เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้เป็นความท้าทายอย่างมากในภาวะตอนนี้ ในช่วงจากนี้ไปอีก 5 ปี ข้างหน้าจะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่เราต้องก้าวข้ามความท้าทายนี้ และทำให้ประเทศไทยมีจุดยืนที่มั่นคงแข็งแรงในโลกให้ได้ โดยเฉพาะในเรื่อง “การลงทุน” ครับ

‘นฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์’ การเดินทาง 6 ทศวรรษ ของบีโอไอ ก้าวสู่บทบาทใหม่ 'ผู้สร้างระบบนิเวศการลงทุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศ'

พิสูจน์อักษร....สุรีย์  ศิลาวงษ์