คอลัมน์ The Thought Leaders ของกรุงเทพธุรกิจ ชวนคุยกับ คุณกุ๊ก - จันต์สุดา ธนานิตยะอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ แกร็บ ประเทศไทย ถึงมุมมองการทำงาน วิธีการบริหาร และบทสนทนาบนโต๊ะอาหารที่หล่อหลอมเธอมาจนถึงทุกวันนี้
กิจวัตรประจำวันเป็นอย่างไรบ้าง
วันธรรมดาตื่นตั้งแต่ 6.00-7.00 น.
เวลาตอนเช้าตั้งแต่ตื่นถึงประมาณ 8.00 น. เป็นเวลาที่มีค่าที่สุดของวัน
กุ๊กจะนั่งกินกาแฟ เปิดคอมฯ ดูอีเมลและวางแผนว่าวันนี้ต้องทำอะไร ประชุมกับใคร
รู้สึกว่าช่วงเช้าคือช่วงที่ได้อยู่กับตัวเองและ “ได้คิด” มากที่สุด
พอเข้าช่วงกลางวัน จังหวะชีวิตก็เปลี่ยนไปทันที กลายเป็นวิ่งเป็นหนูปั่นจักร (หัวเราะ) โดยเฉพาะจากการประชุมที่ถาโถมเข้ามาวันละ 7–10 ครั้ง
ช่วงเย็นก็มีคุยกับพาร์ทเนอร์ ไม่ว่าจะเป็นธนาคาร คู่ค้าในธุรกิจ ไปจนถึงหน่วยงานภาครัฐ
แต่พอเป็นวันเสาร์ - อาทิตย์ จะตื่นสายขึ้นนิดหน่อย ใช้เวลากับครอบครัว พาหมาไปเดินสวน เพื่อชาร์จพลังก่อนกลับเข้าสู่สัปดาห์ที่เต็มไปด้วยความเร็วอีกครั้ง
ย้อนกลับไปตอนเด็ก โตมายังไง บทสนทนาบนโต๊ะอาหาร คุยอะไรกันบ้าง
กุ๊กเติบโตมากับอากง-อาม่าในครอบครัวชาวจีน บ้านอยู่แถวสุรวงศ์ ใกล้โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนเวนต์ เรียนอยู่ที่นั้นตั้งแต่อายุ 4 ขวบ
วันจันทร์-ศุกร์ จะอยู่กับอากง-อาม่าเป็นหลัก
ถ้าถามว่าบทสนทนาตอนกินข้าวคุยเรื่องอะไร คำตอบคือแทบไม่มี อาม่าจะนั่งแกะปลาและปอกไข่ให้ แล้วก็เร่งตลอดว่า "กินเร็วๆ เดี๋ยวไปโรงเรียนไม่ทัน" หรือในภาษาแต้จิ๋วคือ เจียะ แมะ แม่ (食猛猛)
ทั้งที่จริงๆ กุ๊กตื่นมากินข้าวตั้งแต่ 6.15 น. ก็คือค่อนข้างเช้าแล้ว และเป็นคนที่ไปโรงเรียนเช้าที่สุด ถึงขนาดต้องเป็นคนไปเปิดหน้าต่างห้องเรียน
แม้จะไม่มีบทสนทนาที่ลึกซึ้งหรือสอนเรื่องชีวิตโดยตรง แต่วิธีการเลี้ยงแบบนั้นก็หล่อหลอมให้กุ๊กเป็นคนที่ชอบทำอะไรเร็ว ตรงเวลา และ efficient (มีประสิทธิภาพ) มาจนถึงทุกวันนี้
คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าชอบไปพักผ่อนที่เกาะหรือทะเล เพราะเหมือนได้อยู่กับตัวเองและสงบ คิดว่าสิ่งที่ถูกหล่อหลอมมากับสิ่งที่ชอบตอนนี้มันแตกต่างกันไหม
กุ๊กเพิ่งค้นพบความชอบธรรมชาติช่วงโควิดนี่เอง แต่ก่อนเป็นคนเมืองมาก เวลาไปเที่ยวต่างประเทศก็จะไปในเมือง ไปเดินซื้อของเป็นหลัก แต่เดี๋ยวนี้ไม่ว่าจะไปต่างจังหวัด ไปเกาะ ไปภูเขา หรือต่างประเทศ กุ๊กจะพยายามไปเดินเทรล ไปน้ำตกแทน
ด้วยชีวิตประจำวันที่งานยุ่งมากอยู่แล้ว พอถึงวันหยุดก็แค่อยากจะอยู่เงียบๆ และธรรมชาติสอนอะไรเราเยอะมาก
ฝนตกเสร็จก็มีสายรุ้ง พระอาทิตย์ตกแล้วก็ขึ้นใหม่ มืดแล้วก็สว่าง มันคล้ายกับพุทธศาสนาที่สอนว่าทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน และมันจะกลับมาสวยงามเสมอ (ยิ้ม)
จุดเปลี่ยนคือช่วงโควิดปี 2020 ที่ทำให้กุ๊กได้รู้จักประเทศไทยใหม่อีกครั้ง ตั้งแต่เกาะเต่า เกาะพะงัน เกาะสมุย ภูเก็ต เกาะยาวน้อย-ยาวใหญ่
ทั้งอ่าวไทยฝั่งซ้ายฝั่งขวากุ๊กไปมาหมดแล้ว โควิดเป็นช่วงที่ทุกคนลำบาก แต่ขณะเดียวกันมันก็ขจัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออกไป และทำให้กุ๊กได้เจอความสวยงามของประเทศที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
ถ้าไปดูทั้งประวัติการศึกษาและการทำงาน จะเห็นว่าคุณกระโดดข้ามอุตสาหกรรมหลายครั้ง ทั้งจากการเรียนอักษรศาสตร์ ไปเรียนด้านธุรกิจ หรือด้านการทำงานก็ทำทั้งในอุตสาหกรรมที่แตกต่างกัน เรียนรู้มายด์เซ็ตที่ไม่ยึดติดแบบนี้จากไหน
กุ๊กไม่ได้มองว่ามันคือมายด์เซ็ตเลย มันแค่ไม่ชอบเฉยๆ (นิ่งคิด)
จบอักษรมาแล้วลองทำดูก็รู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเอง จริงๆ ตั้งแต่ตอนเรียนก็มีสัญญาณอยู่แล้ว เทอมหนึ่งเกรดตกไปอยู่ที่ 2.3 ทั้งที่ตอนเข้ามาได้ 3.3 พอสอบมิดเทอมแล้วก็รู้สึกว่าไม่ชอบ ก็เลยคิดว่าเปลี่ยนดีกว่า
แต่กุ๊กก็ไม่ได้เสียใจที่เรียนอักษรมานะ มีหลายอย่างที่สนุก ทั้งประวัติศาสตร์ หรือแม้แต่แค่ไปร้านอาหารแล้วอ่านเมนูได้ก็รู้สึก เออดูเก่งดีนะ (หัวเราะ)
แต่สุดท้ายก็รู้ว่าตัวเองชอบธุรกิจมากกว่า และพอมาอยู่ที่แกร็บ ก็ยิ่งรู้สึกว่ามันสร้างผลกระทบเชิงบวกมากกว่ามาก
ยกตัวอย่างเช่น ขายแชมพูหนึ่งขวดคุณค่ามันก็อาจจะแค่ทำให้ผมสะอาด แต่หนึ่งคำสั่งซื้อของแกร็บ มันหมายถึงร้านอาหารได้ยอด คนขับได้ค่าแรง เกษตรกรขายผักได้ มันมีความหมายสำหรับเรา (ยิ้ม)
คิดว่าผู้บริหารที่มีแบ็กกราวด์ด้านการตลาดกับด้านการเงิน จะมีแนวทางการบริหารต่างกันไหม
ถ้าเริ่มจากฝั่งการตลาดก่อน กุ๊กว่าคนกลุ่มนี้จะเอาผู้ใช้งานเป็นศูนย์กลาง จะดูอินไซต์ผู้บริโภคก่อนว่าทำไมถึงต้องออกสินค้านี้
ยกตัวอย่างฟังก์ชัน Group Order ของแกร็บก็มาจากการเห็นว่าเด็กๆ ในออฟฟิศชอบสั่งข้าวด้วยกัน
แต่ก่อนต้องมีมอเตอร์ไซค์มาจอด 5 คัน ถ้าทำ Group Order ได้ก็มาคันเดียว ค่าส่งก็ถูกลง นั่นคือมุมมองแบบการตลาดที่โฟกัสว่าจะแก้ปัญหาผู้บริโภคได้ยังไง
แต่ถ้าเป็นคนที่มาจากฝั่งไฟแนนซ์ อาจมองว่า เราจะเซฟค่าส่งได้เท่าไหร่ รายได้จะเพิ่มขึ้นยังไง มันมาจากคนละมุมกัน กุ๊กว่าการตลาดจะเข้าใจอินไซต์ ผู้บริโภคและสื่อสารกับคนใน Ecosystem ได้ดี
ใน LinkedIn คุณตั้งให้แอนโธนี ทาน (Anthony Tan) ผู้บริหารแกร็บ และ ไซมอน ซิเน็ก (Simon Sinek) คอลัมนิสต์สายการพูดและพัฒนาตัวเองเป็นบุคคลต้นแบบ ทำไมถึงเป็นสองท่านนี้
สำหรับแอนโธนี ตอบตรงๆ เลยก็คือเป็นนายของเรา ก็เลยต้องติดตาม (หัวเราะ)
แต่ที่นับถือจริงๆ คือเป้าหมายของเขาแข็งแรงมากแกร็บ เกิดมาเพื่อ Empower คนใน Ecosystem ทำให้คนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก้าวไปข้างหน้า และถ้าได้สัมผัสตัวเขาจริงๆ จะรู้ว่าเป้าหมายในตัวเขาแรงกล้ามาก
อีกเรื่องที่ชอบคือคุณค่า หรือ Value ของแกร็บ ที่เรียกว่า "Hunger" คือความอยากที่จะสร้างการเติบโตให้เกิดขึ้น ซึ่งเขาก็ทำให้เห็นจริงๆ อย่างเรื่องรถยนต์ไร้คนขับ หรือ Autonomous Vehicle ที่ตอนนี้ล้ำหน้ามากแล้วในอเมริกา เขาก็ไปจับมือกับพันธมิตรหลายเจ้าเพื่อให้แกร็บเป็นผู้นำด้านนั้น
ส่วนไซมอน กุ๊กเริ่มสนใจตอนที่ต้องมานำเสนองานเยอะๆ มีคนแนะนำหนังสือ Start With Why และบอกว่าถ้าเข้าใจว่าเราขึ้นบนเวทีเพราะอะไร จะไม่รู้สึกตื่นเต้นเลย พอลองอ่านแล้วก็รู้ว่ามันคือการทำให้คนใน องค์กรเข้าใจว่าเราทำสิ่งนี้เพราะอะไร แล้วเขาก็จะรู้สึกเชื่อมโยงกับเราด้วยซึ่งไซมอนคือผู้เขียนหนังสือเล็มนั้น
คุณเคยให้สัมภาษณ์ว่าก่อนเข้ามาทำงานที่แกร็บทำงานอยู่อีกที่หนึ่งนานเกินไป ถ้าเป็นไปได้จะไม่ปล่อยให้ตัวเองอยู่ที่เดิมนานขนาดนั้น สำหรับคนที่กำลังทำงานอยู่ อะไรคือสิ่งที่ต้องคำนึงก่อนย้ายงาน
วิธีนี้เราก็ใช้กับตัวเองเหมือนกันคือ ให้ถอยกลับมามองตัวเองก่อนว่าอีก 3-5 ปีข้างหน้าอยากเป็นอะไร แล้วสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้มันไปตอบโจทย์ตรงนั้นไหม
ถ้าตอบโจทย์ ก็ถามต่อว่าแล้วงานปัจจุบันมันจะพาเราไปจุดนั้นได้เร็วพอไหม
แต่ถ้าไม่ตอบโจทย์ ก็ให้ถามตัวเองว่า มันตอบโจทย์ด้านอื่นบ้างไหม บางทีงานที่ไม่ได้หนักมากก็อาจทำงานเสริมควบคู่ไปได้
สิ่งสำคัญคือต้องเคลียร์กับตัวเองก่อนว่าอยากวาดเส้นชีวิตไปอยู่ตรงไหน กุ๊กเองสมัยก่อนก็แค่ตั้งเป้าว่าอยากเป็น Marketing Director แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ ไม่ได้คิดเลยว่าจะมาเป็น Country Head แต่พอโอกาสมาก็เลยได้ไป
ส่วนตอนนี้กุ๊กยังไม่ได้คิดเรื่องอาชีพข้างหน้าเลยจริงๆ รู้สึกว่าตรงนี้โอเคแล้ว และอนาคตอาจจะอยากกลับไปสร้างอะไรให้สังคมมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นการไปสอนหนังสือหรืออะไรก็แล้วแต่ เพราะที่แกร็บนั้น ผู้ใช้งานมีหลายล้านคน คนขับหลายแสนคน ร้านอาหารหลายแสนร้าน กุ๊กก็คิดว่างานที่จะดูแลชีวิตคนได้ระดับนี้มันหายาก ณ ตอนนี้ก็เลยไม่ได้รู้สึกว่าต้องไปแข่งด้านอาชีพอีกแล้ว อยากเติบโตด้านจิตใจมากกว่า เพราะมันทำให้มีความสุขทุกวัน (ยิ้ม)
อะไรคือสิ่งที่ทำให้คุณกุ๊กในวันที่เป็นแค่ First Jobbers กับคุณกุ๊กตอนนี้แตกต่างกัน
ถ้าคิดเร็วๆ คงเป็น "mindfulness" (นิ่งคิด)
แต่ถ้าให้ตอบตรงๆ สิ่งที่เรียนรู้มาตลอดทางและทำให้วันนี้ต่างจากตอนเป็น First Jobber คือคำว่า "ช่างมันสิ" ล้มแล้วช่างมัน เรียนรู้แล้วลุกใหม่
มันคล้ายกับแนวคิดในหนังสือ The Art of Not Giving a F*** ของมาร์ก แมนสัน (Mark Manson) ที่ว่าทุกอย่างที่เกิดขึ้นแล้วมันดีเสมอ ถ้าไม่ดีก็ถือว่าได้เรียนรู้ ถ้าดีก็ให้รู้สึกซาบซึ่งกับมัน
สมัยเป็นเด็กจะเอาทุกเรื่องเข้าตัวหมด คนนี้พูดไม่ดี คนนั้นพูดไม่ดี แคร์ไปหมดทุกอย่าง แต่ตอนนี้รู้แล้วว่าการปล่อยวางได้เร็วต่างหากที่ทำให้แข็งแกร่งขึ้นทางจิตใจ และพาตัวเองไปข้างหน้าได้
บทเรียนนี้กุ๊กได้มาจากช่วงโควิดที่ได้ไปสัมผัสธรรมชาติบ่อยขึ้น ธรรมชาติสอนเรื่องนี้ได้ดีมาก (ยิ้ม)
สุดท้าย ถ้าให้อธิบายตัวเองในวัย 20, 30, 40 ด้วยคำๆ เดียว คำนั้นคืออะไร
ช่วงวัย 20 คือ Driven หรือการขับเคลื่อนไปข้างหน้า ช่วงนั้นเหมือนต้นไม้ที่พยายามแผ่ราก พยายามชูใบขึ้นมา ทำทุกอย่างเพื่อพิสูจน์ตัวเอง รู้สึกว่าฉันต้องทำได้ ฉันต้องเติบโต นัดเพื่อน 6 โมงเย็น ก็ยังอยู่ทำงานถึง 3 ทุ่ม เพื่อนก็เลิกคบไปช่วงหนึ่ง แต่ก็ถือว่าเป็นช่วงที่ตั้งใจทำงานมากที่สุด
ช่วงวัย 30 คือ Lost หรือรู้สึกหลงทาง ช่วงนี้งงนิดหนึ่ง ตั้งคำถามกับตัวเองว่าที่ทำอยู่มันใช่เราจริงๆ ไหม การเรียนรู้เริ่ม นิ่งอยู่กับตำแหน่งเดิมนานประมาณ 4 ปี บวกกับชีวิตส่วนตัวที่อาม่าเสียไป ช่วงนั้นก็เลยรู้สึกเหมือนต้นไม้ที่พยายามแผ่ใบออกไปทุกทิศโดยไม่รู้ว่าจะไปทางไหน กุ๊กบอกว่าตอบแบบค่อนข้างส่วนตัวมากเลย แต่ก็นั่นแหละคือความจริงของช่วงนั้น
ส่วนช่วงวัย 40 คือ Grateful หรือรู้สึกขอบคุณ รู้สึกขอบคุณในทุกสิ่งที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว มันวนกลับมาที่แนวคิดเดิมของกุ๊กเสมอว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วดีเสมอ และ "ช่างมัน" ได้กับทุกอย่างที่ควบคุมไม่ได้
ตอนนี้ด้านธุรกิจก็รู้สึกเติมเต็มแล้ว ด้านการเรียนรู้ก็ยังมีอยู่ทุกวัน สิ่งที่อยากได้มากกว่าตอนนี้คือการเติบโตด้านจิตใจ และการได้ทำอะไรกลับไปให้คนอื่นมากกว่าเดิม (ยิ้ม)





