วันพุธ ที่ 1 เมษายน 2569

Login
Login

ดราม่าเทศกาลภาพยนตร์กับการเมืองใน BERLIN FILM FESTIVAL 2026

ดราม่าเทศกาลภาพยนตร์กับการเมืองใน BERLIN FILM FESTIVAL 2026

เรียกได้ว่าร้อนระอุกันเลยทีเดียวกับเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเบอร์ลินครั้งที่ 76 ประจำปี ค.ศ. 2026 นี้ เพราะทันทีที่เริ่มต้นเทศกาลกันเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ยันหลังเสร็จสิ้นการประกาศผลรางวัลเมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ กรุงเบอร์ลินได้กลายเป็นเวทีลั่นอุดมการณ์ทางการเมืองระหว่างประเทศของแต่ละฝั่งฝ่าย ท่ามกลางสงครามที่บานปลายอยู่ในพื้นที่ตะวันออกกลาง สร้างกระแสดราม่าระดับนานาชาติ จนผู้คนแทบลืมกันไปหมดว่าคณะกรรมการประกาศให้หนังเรื่องใดชนะรางวัลอะไร เพราะความสัมพันธ์ทางการเมืองนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อไฟสงครามก็ยังคงคุกรุ่น

ดราม่าเทศกาลภาพยนตร์กับการเมืองใน BERLIN FILM FESTIVAL 2026

ฉะนั้นในกิจกรรมอุ่นเครื่องเทศกาลเมื่อวันที่ 12 กุมภาพันธ์ ซึ่งทางผู้จัดได้เปิด session press conference ชวนให้สื่อทั้งหลายให้ได้มาเห็นหน้าค่าตาท่านคณะกรรมการตัดสินผลรางวัล ซึ่งในปีนี้นั้น ผู้กำกับระดับตำนานชาวเยอรมันอย่าง Wim Wenders ได้ดำรงตำแหน่งเป็นประธานคณะกรรมการ แต่การจัด press conference สัมภาษณ์ท่านคณะกรรมการกันตั้งแต่วันแรก ก็ดูจะเป็นเรื่องแปลกอยู่ไม่น้อย เพราะทุกคนยังอยู่ในช่วงรอคอยการเผยโฉมของหนังประกวดแต่ละเรื่องในเทศกาล ซึ่งทั้งสื่อและคณะกรรมการก็ยังไม่มีโอกาสได้ชมหนังเรื่องไหน ๆ มันเลยกลายเป็น press conference ที่สื่อเองก็ไม่รู้ว่าจะถามคำถามอะไร ส่งผลให้บางรายฉวยโอกาสในการลากกรรมการมาประกาศอุดมการณ์ด้านการเมืองของตน!

คนที่ซวยที่สุดในงานวันนั้น จึงกลายเป็นผู้กำกับ Wim Wenders ในฐานะประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัล ซึ่งแม้ว่าจะมีคณะกรรมการช่วยกันตอบคำถาม ไล่ตามรายชื่อ ได้แก่ มือเขียนบทและผู้กำกับ Reinaldo Marcus Green จากสหรัฐอเมริกา ผู้กำกับ Min Bahadur Bham จากเนปาล ผู้อำนวยการสร้าง Shivendra Singh Dungarpur จากอินเดีย ผู้อำนวยการสร้าง Ewa Puszczynska จากโปแลนด์ นักแสดงหญิง Bae Doona จากเกาหลีใต้ และผู้กำกับ Hikari จากญี่ปุ่น แต่คุณ ๆ ผู้สื่อข่าวก็มักจะสาวข้อคำถามติดตามสถานการณ์บ้านเมืองระดับโลกไปถึงท่านประธานฯ อยู่เสมอ ๆ

เจอเข้าคำถามแรกก็ซักคุณ Wim กันตรง ๆ เลยว่า คาดหวังอะไรจากการมาเป็นประธานคณะกรรมการตัดสินรางวัลในปี 2026 ที่สถานการณ์การบ้านการเมืองระหว่างประเทศยังคงคุกรุ่นด้วยไฟสงครามกันแบบนี้ และคุณ Wim มีความเชื่อไหมว่า หนัง สามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้?

ซึ่งคุณ Wim ก็สามารถให้คำตอบได้โดยไม่ต้องใคร่ครวญว่า แน่นอน หนังเปลี่ยนแปลงโลกได้ แต่ไม่ได้ไปเปลี่ยนความคิดนักการเมือง ไม่เคยมีหนังเรื่องไหนที่เปลี่ยนแปลงความคิดนักการเมืองได้ แต่มันจะเปลี่ยนความคิดพวกเราเองมากกว่าว่า เราอยากอยู่ในโลกแบบไหน แล้วมันจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงต่อไปเองผ่านการต่อสู้เรียกร้อง

 

ต่อเนื่องกันด้วยคำถามที่สอง ว่า แล้วหนังมันจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ด้วยวิธีใด ซึ่งคำถามนี้ คุณ Tricia Tuttle ผู้อำนวยการเทศกาล ได้ช่วยตอบว่า ตั้งแต่เธอทำงานจัดโปรแกรมหนังให้เทศกาลเบอร์ลินมา หนังสามารถเปลี่ยนความคิดเธอนับครั้งไม่ถ้วน หนังให้กระบวนความรู้ใหม่ ๆ กับเธอตลอดเวลา ทำให้เธอเข้าใจปรัชญาชีวิตของคนที่มีความคิดเห็นหลากหลาย ซึ่งไม่สามารถรับรู้ได้ผ่านการพูดคุยกันธรรมดา

จากนั้น Wim Wenders ก็ได้เสริมว่า ถ้าคุณดูข่าวคุณจะไม่เข้าใจอะไรเลย แต่ถ้าคุณเคยดูหนังคุณจะรู้เลยว่า หนังจะพาเราไปทำความเข้าใจผู้คนที่กำลังเผชิญชะตากรรม และกำลังต่อสู้ หนังมีพลังแห่งความรู้สึกร่วมสงสารเห็นใจ และความเข้าอกเข้าใจ ในขณะที่ข่าวจะไม่มีมิติเหล่านี้

มาที่คำถามที่สาม ซึ่งเป็นคำถามที่เป็นระเบิดลูกใหญ่ บีบให้คณะกรรมการอภิปรายถึงความเป็น ‘การเมือง’ ในหนัง โดยเฉพาะเบื้องหลังการสนับสนุนของรัฐบาลเยอรมนีที่มีต่อเทศกาล ซึ่งเคยสนับสนุนผลงานจากอิหร่านกับยูเครน แต่ไม่เคยแยแสกับปาเลสไตน์ และการที่ฝ่ายเยอรมันหันมาสนับสนุนการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์กันที่ฉนวนกาซ่า ซึ่งก็เป็นคำถามแรงที่ทำให้คุณ Tricia หน้าถอดสี รีบตัดบทในทันทีว่าวันนี้เราเปิดเวทีให้มาคุยกันเรื่องหนัง แต่เมื่อนักข่าวยืนยันว่าหนังกับการเมืองแยกกันไม่ได้ คณะกรรมการจึงจำต้องแสดงความคิดเห็นไป

โดยคุณ Ewa Puszczynska เป็นฝ่ายเริ่มตอกกลับว่า นี่เป็นคำถามที่ไม่น่าจะให้ความเป็นธรรมต่อคณะกรรมการเลย แน่นอนว่าพวกเราล้วนเคยทำหนังที่เกี่ยวข้องกับประเด็นทางการเมือง แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องของการเลือกข้างว่าคุณสนับสนุนฝ่ายไหนเสมอไป หนังที่เราทำเป็นการชวนให้เกิดการตั้งคำถาม การสนทนา มากกว่าจะชี้นำ และเราไม่ได้อยู่ในตำแหน่งที่รับผิดชอบอะไรได้ว่าคนดูดูแล้วจะเลือกเชื่อแบบไหน หรือสนับสนุนฝ่ายใด ฉะนั้นคำว่า ‘การเมือง’ ในความหมายของคุณกับของพวกเรา อาจมีความเข้าใจที่ไม่ตรงกันอยู่

จากนั้นคุณ Wim Wenders ก็วกสู่วาทะเด็ดที่ทำให้เทศกาลเบอร์ลินเปิดตัวกันอย่างเผ็ดร้อน นั่นคือ “เราในฐานะของคนทำหนัง ควรจะอยู่ให้ห่างจากความเป็นการเมือง เพราะถ้าเราทำหนังด้วยวิธีเดียวกับพวกนักการเมือง เราก็จะกลายเป็นส่วนหนึ่งของวงจรอุบาทว์นั้นเสียเอง เราควรอยู่ฝ่ายตรงกันข้ามกับการเมือง คอยถ่วงดุล เราต้องทำงานเพื่อประชาชน ไม่ใช่เพื่อการเมือง”

ซึ่งถ้าตั้งใจฟังกันดี ๆ คุณ Wim Wenders เขาก็ตอบคำถามได้อย่างปราดเปรื่องและคมคาย แต่สุดท้ายวลีสั้น ๆ ว่า “หนังควรอยู่ห่างจากการเมือง” และการบ่ายเบี่ยงที่จะถกเรื่องสถานการณ์สงคราม ก็กลับกลายเป็นการสร้างความเข้าใจผิดว่า Wim Wenders ไม่มีความคิดที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศในเขตตะวันออกกลางด้วยการไม่ยอมเลือกข้าง

คำพูดนี้ได้สร้างกระแสโต้กลับอย่างรุนแรงจนเขาต้องเจอแต่คำพูดด่าทอส่อเสียดออกสื่อ โทษฐานที่ปัดความรับผิดชอบไม่หือไม่อือกับปัญหาอาชญากรรมสงครามระดับโลกที่กำลังเกิดขึ้น

ด้านนักเขียนหญิงอินเดีย Arundhati Roy ประกาศยืนยันที่จะไม่เดินทางไปร่วมงานเทศกาลในโปรแกรมการฉายผลงานการเขียนบทหนังโทรทัศน์เรื่อง In Which Annie Gives It to Those Ones (1989) ของเธอในสาย Classics เพื่อแสดงความผิดหวัง ผู้กำกับและคนในวงการชื่อดังกว่า 80 คนร่วมกันเขียนจดหมายเปิดผนึกประท้วงความไร้ความรับผิดชอบนี้

มีนักกิจกรรมมือผีพ่นสีด่าว่า “Wim, du Feigling.” หรือ “วิม ไอ้พวกขี้ขลาดตาขาว!” ยาวไปจนจบเทศกาล ขณะที่ Wim Wenders เองก็ยังต้องทำงานไล่ตามดูหนังสายประกวดทั้ง 22 เรื่องไปพร้อม ๆ กับคณะกรรมการท่านอื่น ๆ

ทว่าเมื่องานเริ่มดำเนินไปเรื่อย ๆ ในแต่ละคืนละวัน สื่อก็เริ่มหันเหความสนใจไปที่หนังสายต่าง ๆ ที่ร่วมฉาย ซึ่งปรากฏว่าเป็นเรื่องที่แสนจะย้อนแย้งอย่างมากมาย เมื่อหนังในสายประกวดที่ Wim Wenders เป็นประธานกรรมการประจำปีนี้ แทบไม่มีหนังการเมืองร่วมสมัยมาร่วมฉาย หากกลายเป็นหนังเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในครอบครัวเสียเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ที่เคยถกกระทู้ต่อสู้ทางความคิดเกี่ยวกับหนังและการเมืองกันแทบตาย มันหาได้เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในเวทีประกวดสาย Main Competition ของเทศกาลเบอร์ลินปีนี้

แล้วที่ตลกก็คือหนังการเมืองที่สื่อหลาย ๆ ค่ายถามหา มันดันมากองอยู่ในการประกวดสายรองสำหรับผู้กำกับน้องใหม่ที่มีผลงานภาพยนตร์ขนาดยาวออกฉายกันเป็นเรื่องแรกในชีวิตซึ่งติดโผอยู่ในกลุ่มสาย Perspectives ของเทศกาล

โดยเฉพาะงานการเมืองย้อนยุคอย่าง The Red Hangar ของผู้กำกับ Juan Pablo Sallato จากประเทศชิลี ที่พาเราถอยเวลากลับไปในปี ค.ศ. 1973 เมื่อร้อยเอกนาม Jorge Silva พยายามทำหน้าที่ผู้มีมนุษยธรรม ทว่าได้รับคำสั่งจากรัฐบาลเผด็จการให้แปรสถานฝึกนักบินนายทหาร และอาคารเก็บรักษาอากาศยาน ให้กลายเป็นสถานกระทำทารุณนักโทษการเมือง

ร้อยเอก Silva พยายามเดินเรื่องทุกทางอย่างเชื่องช้า หวังว่าจะได้รับคำสั่งยกเลิกในเร็ววัน แต่ทันทีที่คู่ปรับเก่าอย่างพันเอก Jahn เข้ามาในสมการ ร้อยเอก Silva ก็ไม่สามารถต้านทานอะไรได้ต่อไป จำต้องปล่อยให้ความอำมหิตชั่วร้ายคืบคลานเข้ามาทำลายอุดมการณ์รักความยุติธรรมของเขาลงอย่างราบคาบ

ดราม่าเทศกาลภาพยนตร์กับการเมืองใน BERLIN FILM FESTIVAL 2026

หนังเล่าผ่านภาพขาวดำที่นำเสนอออกมาด้วยลีลาสุดขึงขัง แสดงความตั้งใจในการรับมือกับโจทย์ที่ยากแสนยากสำหรับผู้กำกับมือใหม่ เพราะต้องศึกษาวิจัยอย่างโดยละเอียดว่าประวัติศาสตร์ความเป็นจริงเคยเกิดอะไร ก่อนจะนำมาถ่ายทอดเป็นหนังอิงประวัติศาสตร์การเมืองเรื่องนี้ได้อย่างมีพลัง

 

แต่หนังที่เสียดสีการเมืองระหว่างประเทศได้แสบสันมากที่สุดในสาย ก็คงต้องผายมือให้เรื่อง Where to? ของผู้กำกับอิสราเอล Assaf Machnes ซึ่งเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในรถ Uber เล็ก ๆ แคบ ๆ ในกรุงเบอร์ลินกินเวลายาว ๆ ไป 95 นาที

ดราม่าเทศกาลภาพยนตร์กับการเมืองใน BERLIN FILM FESTIVAL 2026

โดยมี Hassan คนขับรถหนุ่มใหญ่จากปาเลสไตน์ที่อพยพมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เยอรมนีเมื่อ 30 ปีก่อน ซึ่งระหว่างตะลอนกดรับผู้โดยสาร เขาก็ได้พบพานกับลูกค้าหนุ่มหล่อนาม Amir วัย 25 ปีผู้หนีบ้านเกิดในปาเลสไตน์มาใช้ชีวิตในแบบ ‘ชายรักชาย’ อย่างเต็มที่ ณ มหานครแห่งความเสรีอย่างเบอร์ลิน

ทันทีที่ต่างฝ่ายต่างได้ยินว่าอีกคนระหกระเหินมาจากดินแดนไหน พวกเขาก็เกิดความผูกพันทางใจในฐานะของ ‘เพื่อนบ้าน’ สานสัมพันธ์ในฐานะของคนต่างถิ่นแบบข้ามปี กลายเป็นมิตรภาพที่เสียดสีไฟสงคราม ผ่านคำถามยอกใจว่าพวกเขาหลบหนีจากดินแดนบ้านเกิดมาด้วยเหตุผลใด และไม่ว่า sexual orientation ของพวกเขาจะเบนไปในทางไหน หัวใจของทั้งคู่ต่างก็เคยโดนทำร้ายจนยับเยินปางตายมาแล้วไม่ต่างกัน!

 

แต่หนังที่เรียกได้ว่าราดน้ำมันความขัดแย้งให้เปลวไฟลุกแรงขึ้นอย่างทันตาเลยก็คือ งานที่สามารถคว้ารางวัลใหญ่ในสาย Perspectives ไปครองได้ นั่นก็คือ Chronicles from the Siege ของผู้กำกับ Abdallah Alkhatib จากซีเรีย-ปาเลสไตน์ ซึ่งถ่ายทอดความเป็นไปของหลากหลายชีวิตในดงสมรภูมิใหญ่ ซึ่งผู้คนต้องอาศัยอยู่ภายใต้ซากปรักหักพังของตึกอาคาร ขาดแคลนทั้งปัจจัย ไฟฟ้า น้ำดื่มและอาหาร ทั้งยังต้องสั่นสะท้านทุกครั้งที่ได้ยินเสียงระเบิดก้องดังในระยะประชิด ณ เมืองใหญ่ที่แม้จะปกปิดชื่อไว้ แต่ก็ยังรู้ได้ว่าอยู่ในดินแดนปาเลสไตน์จากสีสันและลวดลายของผืนธงชาติ

ดราม่าเทศกาลภาพยนตร์กับการเมืองใน BERLIN FILM FESTIVAL 2026

หนังไม่ได้ประกาศชัดว่านี่คือสงครามครั้งใดจากฝ่ายไหน แต่จงใจจะนำเสนอ ‘อารมณ์ขัน’ ของผู้คนที่โอกาสเป็นตายเท่ากันในแต่ละวันว่าพวกเขาจะแสวงหาความสุขกันอย่างไร บ้างก็อาศัยการดูหนังเป็นเครื่องชุบชโลมหัวใจ เมื่อซากร้านเช่าวีดิโอเก่าจะยังพอจะเข้าไปใช้บริการได้ บ้างมีบุหรี่ให้สูบสักซองก็เกินพอที่จะขจัดความหม่นหมอง แต่บ้างก็ขอบำบัดความต้องการทางเพศระบายออกไป เพราะสุขใดไหนเล่าจะเร้าใจได้เท่าเรื่องเซ็กซ์

Chronicles from the Siege จึงนับเป็นงาน black comedy ที่ส่องสะท้อนความต้องการของผู้คนตัวเล็ก ๆ ในเมืองที่กำลังพังทลาย ทว่าพวกเขากำลังแสวงหาความหมายของการมีชีวิตอยู่ต่อไป เมื่อความสุขในอนาคตยังรอพวกเขาอยู่

แต่จากเนื้อหาที่ออกจะดูเบาสมองของหนังอย่าง Chronicles from the Siege ผู้กำกับกลับสร้างเรื่องนี้ออกมาเพื่อด่าว่าการเข่นฆ่าทำลายล้างระหว่างกันอันแสนจะไร้สาระด้วยเจตนาที่เอาจริงเอาจัง

พอหนังได้รับรางวัลใหญ่ในสายที่เข้าชิง ผู้กำกับ Abdallah Alkhatib ก็ไม่ขอทิ้งโอกาสขึ้นกล่าว speech รับรางวัล แต่ยังไม่ทันจะได้ขอบคุณใคร ๆ เขาก็ประกาศให้โลกรู้เลยว่า ไม่พอใจรัฐบาลเยอรมนีที่มีส่วนเอี่ยวกับการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันถือเป็นอาชญากรรมร้ายแรงจากฝ่ายอิสราเอลในฉนวนกาซ่า ออกอากาศกลางพิธีประกาศรางวัลในคืนสุดท้ายของเทศกาล ทำให้ตัวแทนผู้สนับสนุนใหญ่จากรัฐบาลอย่างรัฐมนตรีด้านสิ่งแวดล้อมของเยอรมนี คุณ Carsten Schneider ต้องลุกขึ้นประท้วงหนีออกจากงาน เพราะเป็นการกล่าวอ้างอย่างหน้าด้าน ๆ จนต้องหาวิธีจัดการเอาคืนทางเทศกาลที่จัดงานขึ้นมาฉีกหน้ารัฐบาลกันแบบนี้!

 

ดราม่าเทศกาลภาพยนตร์กับการเมืองใน BERLIN FILM FESTIVAL 2026

Tricia Tuttle บนเวทีในงานเมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา (Credit: REUTERS/Axel Schmidt)

 

ผู้อำนวยการเทศกาล Tricia Tuttle จึงชักจะตกที่นั่งลำบาก ฟากหนึ่งก็เป็นรัฐบาลที่ให้การสนับสนุนการจัดงาน แต่อีกฟากก็เป็นศิลปินเจ้าอุดมการณ์ที่เธอก็ต้องให้เสรีภาพในการแสดงออกด้วยเช่นกัน เมื่อเกิดเรื่อง ฝ่ายรัฐบาลจึงนัดวันกับคุณ Tricia Tuttle เพื่อหารือว่าเหตุการณ์ทั้งหมดที่ผ่านมามันคืออะไร ทำไมเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติเมืองเบอร์ลินปีนี้จึงได้มีแต่ความวุ่นวายอย่างไม่จบสิ้นเช่นนี้ จนมีกระแสข่าวลือสะพัดออกมาว่า Tricia Tuttle ไม่น่าจะได้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการเทศกาลนี้ต่อไป ส่งผลให้ผู้คนในวงการอุตสาหกรรมทำ petition ลงชื่อสนับสนุนคุณ Tricia Tuttle กันอย่างล้นหลามมากมาย สร้างแรงกดดันให้รัฐบาลไม่กล้ามาทำอะไรเธอ!

และสุดท้ายทั้งสองฝ่ายก็เจอทางออกให้ Tricia Tuttle ยังดำรงตำแหน่งนี้ได้ต่อไป เมื่อเหตุการณ์ประท้วงทั้งหลายก็มิได้ลุกลามบานปลายกลายเป็นความโกลาหลจนไม่อาจควบคุมสถานการณ์ เพราะเป้าประสงค์ของเทศกาลคือการเปิดเวทีให้ผู้สร้างผลงานมีโอกาสแสดงเจตนารมณ์และอุดมการณ์ที่จะเปลี่ยนแปลงโลกใบนี้ให้ดีกว่า และร่วมกันนำพาไปสู่สันติภาพอันถาวรต่อไป

สุดท้ายทางเทศกาลจึงประกาศวันที่จัดเทศกาลในปี 2027 ให้ได้ทราบกันล่วงหน้า ว่า Berlin Film Festival จะกลับมาอีกครั้งตั้งแต่วันที่ 10 ถึง 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 2027 ซึ่งหวังว่าจะไม่มีดราม่าเผ็ดร้อนตอนที่กำลังจัดงาน แบบเดียวกับสถานการณ์ที่ได้เกิดขึ้นในปีนี้!