วันจันทร์ ที่ 23 มีนาคม 2569

Login
Login

เมื่อ'การุณยฆาต'ไม่ใช่ทางเลือกในไทย ระบบการดูแลประคับประคองทดแทนได้แค่ไหน

เมื่อ'การุณยฆาต'ไม่ใช่ทางเลือกในไทย ระบบการดูแลประคับประคองทดแทนได้แค่ไหน

ปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายการุณยฆาตในสังคมไทย ส่วนการดูแลแบบประคับประคอง แม้ดีอยู่แล้ว แต่ระบบยังไม่ทั่วถึง ทั้งๆ ที่จำเป็นต่อสังคม

การุณยฆาต คือ การร้องขอยุติชีวิตของผู้ป่วยระยะท้าย เพื่อขจัดความทุกข์ทรมาน ซึ่งประเด็นนี้เคยมีการถกเถียงหลายครั้ง ทั้งมุมจริยธรรม ความเชื่อทางศาสนา การแพทย์ และสังคม โดยมีบทสรุปว่า ยังไม่เหมาะสมที่จะเกิดขึ้นในสังคมไทย

“ความเข้าใจผิดๆ เรื่องการุณยฆาต” เป็นอีกหัวข้อการพูดคุยในงาน Death Fest เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเรื่อง การอยู่ดี ตายดี

โดยเฉพาะเรื่อง การตายดี เมื่อป่วยในระยะสุดท้าย แพทย์ไม่สามารถรักษาหายแล้ว ไม่ว่าจะมีเครื่องพยุงชีพ การใส่ท่อช่วยหายใจ ยากระตุ้นความดันโลหิต การให้ยาปฏิชีวนะ ฯลฯ สิ่งเหล่านี้ทำได้แค่ยื้อลมหายใจ ไม่ได้ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น แล้วจำเป็นต่อผู้ป่วยหรือไม่

การดูแลแบบประคับประคอง(Palliative Care ) จึงเป็นทางเลือก แต่ใช่ว่าจะตอบโจทย์ได้ทุกกรณี โดยเฉพาะความข้าใจเรื่องการดูแลแบบองค์รวม  

  • การุณยฆาต กฎหมายไม่รองรับ

ในอดีตการุณยฆาต(Euthanasia)มี 2 แนวทางคือ การุณยฆาตเชิงรุก (Adtive Euthanasia แพทย์ทำการฉีดยาหรือให้กินยา เพื่อทำให้เสียชีวิต)และการุณยฆาตเชิงรับ (Passive Euthanasia การยุติการรักษา เนื่องจากไม่สามารถรักษาให้หายได้ อาจหยุดเครื่องช่วยหายใจ หรือยาที่จำเป็น เพื่อให้ผู้ป่วยเสียชีวิตตามธรรมชาติ)

ขณะที่การุณยฆาตเชิงรุก เป็นการจบชีวิต จบความทุกข์ทรมาน แต่แบบสองคือ ไม่ใช้อุปกรณ์พยุงชีพ เพื่อให้ความตายดำเนินไปอย่างเป็นธรรมชาติ แต่ปัจจุบันไม่ใช้คำว่า Passive Euthanasia

"กรณีคนป่วยร้องขอจบชีวิต ไม่ว่ากินยาหรือฉีดยาให้เสียชีวิต กฎหมายไทยไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น” คุณหมออดิศร โวหาร แพทย์เฉพาะทางเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ กล่าว

และเล่าว่า บางรัฐในอเมริกา ใช้คำว่า การตายอย่างมีศักดิ์ศรี ในแคนาดาที่ไปเรียนและทำงาน ใช้คำว่า การช่วยยุติชีวิตในทางการแพทย์ แต่ละประเทศใช้คำแตกต่างกัน

“กรณีมีการใส่ท่อช่วยหายใจไปแล้ว เมื่ออาการไม่ดีขึ้น ญาติขอถอดออกหรือขอไม่ใช้ยากระตุ้นความดัน ไม่ฟีคอาหารทางจมูกเพื่ออนุญาตให้ผู้ป่วยจากไปอย่างเป็นธรรมชาติ ต้องยอมรับว่า ในประเทศไทยมีกรณีแบบนี้ด้วย”

เมื่อ'การุณยฆาต'ไม่ใช่ทางเลือกในไทย ระบบการดูแลประคับประคองทดแทนได้แค่ไหน ภาพ : เฟซบุ๊คโรงพยาบาลคูน-KOON Hospital

  • สิทธิอื่นๆ ที่เลือกได้

ไม่ว่าจะป่วยหรือไม่ป่วย การทำความเข้าใจเรื่อง การดูแลแบบประคับประคอง และการุณยฆาต เป็นเรื่องสำคัญ แพทย์หญิงอิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร หรือหมอแซม ด้านเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลนครพิงค์ เจ้าของนามปากกา Sammon ผู้เขียนเรื่อง การุณยฆาต บอกว่า ตอนเป็นแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นครั้งแรกที่มีโอกาสเรียนรู้เรื่องการดูแลแบบประคับประคอง

"ตอนนั้นรู้จักผิวเผิน ไม่เคยสัมผัสคนไข้ มีกรณีหนึ่งผู้ป่วยเขียนใส่สมุดโน้ตว่า ถ้าวาระสุดท้าย ขอไม่ใส่ท่อช่วยหายใจ ไม่ปั๊มรูหัวใจ ถ้าการุณยฆาตสามารถทำได้และถูกกฎหมาย เขาขอทำ

เรื่องอื่นที่เขาร้องขอทำได้หมด ยกเว้นเรื่องการุณยฆาตเราไม่สามารถตอบโจทย์คนไข้ได้ เรื่องนี้จุดประกายให้เขียนหนังสือการุณยฆาต เพื่อสร้างความเข้าใจ และในสมุดเบาใจเคยมีคนไข้เขียนว่า อยากเก็บเงินไปทำการุณยฆาตในต่างประเทศ"

ในมุมหมออดิศร บอกว่า การร้องขอให้ทำการุณยฆาตมีอยู่เรื่อยๆ เพราะคนไข้กลัวความทุกข์ทรมาน รู้สึกไม่มีค่าที่จะอยู่ต่อไป กลัวเป็นภาระคนอื่น

จึงมีคำถามว่า คนป่วยรู้ไหมว่า การุณยฆาตมีหลักการอย่างไร แล้วรู้ไหมว่า เขามีสิทธิเลือกการเสียชีวิตแบบอื่น มีสิทธิเข้าถึงการดูแลประคับประคอง หรือมีสิทธิที่จะบอกว่า เมื่อเสียชีวิตแล้วต้องการให้ญาติทำอะไรให้ หรือไม่ต้องการให้ทำอะไร

หมอแซม ชวนคิดต่อว่าระบบการดูแลประคับประคองในไทยดีที่สุดหรือยัง ...

เมื่อ'การุณยฆาต'ไม่ใช่ทางเลือกในไทย ระบบการดูแลประคับประคองทดแทนได้แค่ไหน (วงเสวนาในงาน Death Fest 2026 เรื่อง“ความเข้าใจผิดๆ เรื่องการุณยฆาต” โดยคุณหมออดิศร โวหาร และแพทย์หญิงอิสรีย์ ศิริวรรณกุลธร หรือหมอแซม )

"จากที่ไปดูงานในต่างประเทศ อยากบอกว่า ในไทยมีพื้นฐานการดูแลแบบประคับประคองที่ดี มีระบบสุขภาพชุมชน และครอบครัว ช่วยดูแลผู้ป่วยที่บ้าน แต่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณ โดยเฉพาะเรื่องบุคลากร

ตอนไปดูงานที่รัฐแอริโซนา อเมริกา ระบบการดูแลแบบประคับประคองสามารถจัดการเรื่องไม่สุขสบายจากการเจ็บปวดของคนไข้ได้ทุกประเภท ขณะที่ในเมืองไทยยังไม่มียาบางตัวจัดการกับอาการปวด

คนไข้วาระสุดท้ายไม่ต้องกังวลว่าจะเป็นภาระใคร ที่นั่นมีศูนย์รับดูแลผู้ป่วยติดเตียงและผู้ป่วยระยะท้าย เรียกว่า Hospice Care ถ้าอยู่บ้านก็มีพยาบาลดูแลติดตามอาการทุกวัน มีทั้งงบประมาณและบุคลากร ทำให้พวกเขาใช้ชีวิตที่เหลืออย่างมีคุณภาพ

เรากำลังพูดถึงเรื่อง การุณยฆาตบนพื้นฐานการดูแลแบบประคับประคองที่ยังไม่สมบูรณ์แบบหรือเปล่า ถ้าการดูแลแบบประคับประคองสมบูรณ์แบบ แล้วการุณยฆาตยังจำเป็นหรือไม่”

นอกจากนี้เธอเล่าถึงซีรีส์การุณยฆาตว่า ก่อนถ่ายทำต่อ-ธนภพ ลีรัตนขจร ตีความบทหมอในเรื่อง โดยรู้สึกว่าหมอมีส่วนทำให้แม่ของคนรักเสียชีวิต

เราก็บอกว่า หมอไม่ได้ทำให้เธอจากไป แต่รักษาดูแลแบบประคับประคอง เพื่อให้เขาจากไปอย่างเป็นธรรมชาติ แนวคิดการุณยฆาตเหมือนเปิดมุมมองให้คนรู้จักการดูแลแบบประคับประคอง เพราะก่อนหน้านี้คนส่วนใหญ่แทบไม่รู้เรื่องนี้เลย

  • การุณยฆาตในต่างประเทศ

เป็นที่ทราบกันดีว่า การุณยฆาต เป็นเรื่องถูกกฎหมายในหลายประเทศ คุณหมอดิศร บอกว่า ในแคนาดามีข้อกำหนดและการประเมินผู้ป่วยโดยผู้เชี่ยวชาญ ถ้าผู้ป่วยระยะท้ายต้องการการุณยฆาตต้องอายุ 18 ปีขึ้นไป มีสติสัมปชัญญา

"คนไข้ที่ป่วยสับสน สื่อสารไม่ได้ ไม่มีสิทธิร้องขอเรื่องนี้ ไม่ใช่ทุกโรคทำการุณยฆาตได้ คนสุขภาพดีไม่มีสิทธิทำ คนที่เข้าเกณฑ์คือ เป็นโรคร้ายแรงระยะสุดท้าย ความตายอยู่ตรงหน้า เช่น มะเร็ง

ส่วนอีกกลุ่ม แม้ไม่มีความตายอยู่ตรงหน้า อาจประสบอุบัติเหตุร้ายแรงติดเตียง ชีวิตไม่มีความหมายอีกต่อไป ในแคนาดาสิทธิการร้องขอการุณยฆาต แม้ญาติไม่ต้องการให้ทำ แต่ถ้าเข้าเกณฑ์คนไข้อยากทำ กฎหมายอนุญาตให้ทำได้ โดยผ่านขั้นตอนประเมินจากผู้เชี่ยวชาญสองคน เป็นหมอและพยาบาลที่ได้รับการอบรมด้านนี้ และขั้นตอนลงมือทำ

เมื่อ'การุณยฆาต'ไม่ใช่ทางเลือกในไทย ระบบการดูแลประคับประคองทดแทนได้แค่ไหน

คนประเมินต้องดูว่า ที่ผ่านมาคนไข้ได้รับการดูแลที่ดีหรือยัง มีเนอร์สซิ่งโฮม อาสาสมัครดูแล สามารถเข้าถึงทรัพยากรทุกอย่างหรือยังถ้าแค่อยู่บ้านคนเดียวไม่มีคนดูแล อาจไม่ได้รับอนุญาต ส่วนขั้นตอนการลงมือทำ ก็ฉีดยาเข้าเส้นเลือด อเมริกาในบางรัฐใช้วิธีสั่งยาให้คนไข้หยิบกินเอง

วิธีหยิบยากินเอง หากคนไข้ไม่มีมือ หรือกินเข้าไปเกิดอุดตันหลอดอาหาร จะทำอย่างไร ผมจึงเห็นด้วยกับวิธีฉีดยา โดยฉีดยานอนหลับก่อนจากนั้นฉีดยาทำให้หัวใจหยุดเต้นมากกว่าหยิบยากินเอง " คุณหมออดิศรเล่าและยกตัวอย่าง

กรณีคนไข้ที่รับการรักษาแบบประคับประคอง แล้วไม่ตอบโจทย์คุณภาพชีวิต ไม่สามารถทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน ยังมีความทุกข์ทรมาน การุณยฆาตน่าจะเป็นทางเลือก บางครอบครัวที่ยอมรับได้ ก่อนคนป่วยจะการุณยฆาตก็จะจัดปาร์ตี้เล็กๆ เพื่อกล่าวคำขอโทษ ขอบคุณ ให้อภัย เพื่อเป็นความทรงจำครั้งสุดท้าย"

  • เรื่องการุณยฆาต ยังอีกยาวไกล

เมื่อมองย้อนระบบสาธารณสุขบ้านเราไม่มีทั้งระบบการุณยฆาต และการดูแลประคับประคองที่ดีพอสำหรับคนทั้งประเทศ 

หมอแซม มองว่า เรื่องการุณยฆาตเกิดขึ้นยากในสังคมไทย ทางเลือกการดูแลแบบประคับประคอง ก็ควรมีทรัพยากรและบุคลากรในการดูแลดีกว่านี้

“ก่อนจะไปถึงเรื่องการุณยฆาต อยากบอกว่ามีคนไข้ระยะท้ายหลายคนอยากจบชีวิต เพราะไม่มีเงินเดินทาง ไม่มีเงินฟอกไต ระบบสาธารณสุขบ้านเราดูแลคนเหล่านี้ดีหรือยัง เรื่องการุณยฆาตในเมืองไทยยังอีกยาวไกลต้องคุยกันทุกมิติ มีเรื่องความเชื่อทางศาสนาด้วย "

ส่วนหมออดิศร ตั้งคำถามว่า จะมีหมอสักกี่คนกล้าถามคนไข้ว่า การุณยฆาตเป็นสิ่งที่คุณต้องการหรือไม่ หรือกล้าที่ส่งคนไข้ไปหาผู้เชี่ยวชาญด้านการุณยฆาต

ในสังคมไทย คงต้องยอมรับว่า ญาติพี่น้องมีส่วนสำคัญในการตัดสินในการรักษาผู้ป่วย บางทีคนไข้ตัดสินใจแล้ว ญาติขอยื้อชีวิตคนไข้ ยกตัวอย่างกรณีคนไข้ไม่อยากใส่ท่อช่วยหายใจตั้งแต่แรก ก็ยังทำได้ยาก

เรื่องนี้หมอแซมบอกว่า ต่างจากอเมริกาและแคนาดา ระบบปัจเจกบุคคลเข้มแข็งมาก ถ้าคนป่วยระยะท้ายมีอาการทนทุกข์ทรมานจนรับไม่ไหว ถ้าการร้องขอการุณยฆาตเข้าเกณฑ์สามารถทำได้เลย