ความบันเทิงของคนชอบดูละคร และซีรีส์ ไม่ว่าคนไทยหรือคนต่างชาติ ต่างเสาะหาความสนุกสนานแปลกใหม่ที่จะมาเติมเต็มความสุขให้กับตัวเอง
ในปี 2026 สิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ ที่คนชอบดูมากคือ ซีรีส์แนวตั้งจีน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าความบันเทิงประเภทนี้กำลังครองตลาดสตรีมมิ่งทั่วโลก
ซีรีส์แนวตั้ง (Vertical Series) คืออะไร
ซีรีสแนวตั้ง คือ มินิซีรีส์ หรือละครสั้น ที่ถ่ายทำในสัดส่วน 9:16 เพื่อรับชมบนสมาร์ตโฟนในแนวตั้งโดยเฉพาะ ไม่ต้องพลิกจอโทรศัพท์เป็นแนวนอน
แต่ละตอนมีความยาว 1-2 นาที เนื้อหาเข้มข้น เล่าเรื่องไว ดราม่าจัดจ้าน จบในตอนหรือค้างคาใจให้กดดูต่อจนจบได้ในเวลาสั้น ๆ นิยมมากในกลุ่มผู้ชมที่ต้องการความบันเทิงแบบเร่งด่วน
โดยปกติ 1 เรื่องจะมีหลายตอน (50-80 ตอน) แต่ละตอนจบไว ทำให้ดูต่อได้ง่าย
เนื้อเรื่อง: มักเป็นแนวดราม่า, แก้แค้น, รักโรแมนติกหวือหวา, แนวท่านประธาน/ผู้ทรงอิทธิพล พล็อตเรื่องคาดเดาง่าย แต่จิกกัดอารมณ์
จุดกำเนิด: ประเทศจีน แพร่หลายมายังเอเชีย รวมถึงไทยและสหรัฐอเมริกา
ซีรีส์แนวตั้งตอบโจทย์พฤติกรรมคนรุ่นใหม่ที่ใช้สมาร์ตโฟนเป็นหลัก และผู้ที่ต้องการคอนเทนต์ที่เข้าถึงอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
คนไทยนิยมดูซีรีส์แนวตั้งมากขึ้น
"ซีรีส์แนวตั้งจากจีน หรือ Short Drama ได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในประเทศไทย ด้วยจุดเด่นแรก คือ รูปแบบการเล่าเรื่องที่ดูง่าย และกระชับฉับไว แม้ตอนจะเยอะถึง 80-100 ตอน แต่แต่ละตอนยาวเพียง 1-2 นาทีเท่านั้น ทำให้ตอบโจทย์คนยุคดิจิทัลมาก
สอง. คุณจะดูที่ไหนก็ได้ ไม่ว่าจะบน MRT หรือเดินไปซื้อกับข้าว
สาม. เปิดเรื่องได้เร้าใจมาก เช่น พระเอกติดคุก หรือนางเอกถูกหักหลัง ทำให้เราอยากติดตามต่อทันที จนบางครั้งทำให้เราขี้เกียจกลับไปดูซีรีส์ยาว ๆ แบบเดิมไปเลย"
ผศ.ดร.ธเนศ เวศร์ภาดา นักวิชาการด้านภาษาและวรรณคดีไทย กล่าวในโครงการเสวนา สรรสาระวรรณกรรม หัวข้อ ชวนคุยเรื่องซีรีส์จีนแนวตั้ง จักรวาลแห่งเรื่องเล่า ผ่านทาง Facebook: Vespada Academy วันที่ 14 มีนาคม 2569
"ไม่เพียงเท่านั้น ซีรีส์แนวตั้งนี้ยังมีมูลค่าตลาดมหาศาล ข้อมูลจากบริษัทวิจัยตลาดจีนระบุว่า ในปี 2568 ตลาดซีรีส์แนวตั้งมีมูลค่าสูงถึง 3 แสนล้านบาท
และคาดว่าจะทะลุไปไกลกว่านั้นในปี 2573 มันกลายเป็นธุรกิจที่หวานหอม เข้ามาท้าทายวงการภาพยนตร์หรือละครที่ต้องลงทุนสูง ๆ อย่างมาก
เสน่ห์หรือสิ่งที่ทำให้ซีรีส์แนวตั้งนี้ เอาอยู่ หรือทำให้คนดูอยากติดตามคือ ความสะใจและตัวละครที่ชัดเจน แม้ตัวประกอบจะลอยหน้าลอยตาน่ารำคาญ หรือตรรกะจะป่วยบ้าง แต่มันทำให้คนดูรู้สึกสนุกและติดตามได้ตลอดเวลาเหมือนเป็นเพื่อนแก้เหงา"
เจาะลึก 'แนวเรื่อง' ซีรีส์แนวตั้งจีน
"ในด้านเนื้อหา หรือ จักรวาลแห่งเรื่องเล่า ของซีรีส์จีนแนวตั้ง มีหลากหลายแนวมาก ตั้งแต่แนวพีเรียดชิงอำนาจในราชสำนัก, แนวนักสู้กำลังภายใน, แนวเทพเซียนแฟนตาซี ที่มีทั้งรักข้ามภพหรือเซียนตกสวรรค์มาเล่นแอปหาคู่ในยุคปัจจุบัน
แต่ที่นิยมสุด ๆ คือแนว โรแมนติกขยี้ดราม่า ประเภท CEO ตกหลุมรักสาวธรรมดา หรือการแต่งงานหลอก ๆ
ยังมีแนวแก้แค้นและบูลลี่ ตัวเอกมักถูกคนรวยหรือคนในครอบครัวดูถูกว่าเป็นคนจน หรือถูกหักหลัง แต่มักจะมีจุดหักมุมว่า แท้จริงแล้วเขาเป็นมหาเศรษฐี หรือเป็นทายาทตระกูลใหญ่ที่ซ่อนตัวอยู่ การได้เห็นตัวเอกกลับมาเอาคืนทำให้คนดูรู้สึกสะใจ"
ผศ. อมรชัย คหกิจโกศล อาจารย์ภาควิชาภาษาตะวันออก คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร กล่าวในงานเดียวกัน
"อีกทั้ง ซีรีส์แนวตั้งมักใช้ จักรวาลแห่งห้วงเวลา มาใช้เป็นฉากหลังเพื่อเสริมสร้างจินตนาการ เช่น ถ้าเป็นยุคสาธารณรัฐ (ก๊กมินตั๋ง) ก็จะเป็นเรื่องขุนศึกแย่งชิงอำนาจ
หรือยุคหลังปฏิวัติ หรือยุค 60-70 ก็มักจะสอดแทรกแนวคิด ต่อต้านการกดขี่และลดความเหลื่อมล้ำ
แล้วยังมีแนว จีนานุวัตร (sinicization) คือการโชว์ความเหนือชั้นของจีนในปัจจุบัน เช่น ตัวเอกย้อนเวลากลับไปอดีตเพื่อไปพัฒนาธุรกิจ AI, เทคโนโลยี 5G หรือคิดค้นยารักษามะเร็งที่หายได้ในหลอดเดียว ซึ่งเป็นการแสดงความภาคภูมิใจในเทคโนโลยีและนวัตกรรมของชาติจีนอย่างชัดเจน
ยังมีประเด็นเรื่องการสอดแทรกนโยบายรัฐบาลด้วย เช่น เรื่องการส่งเสริมให้คนมีลูก แนวที่น่ามหัศจรรย์มากคือ เด็กแฝดตามหาพ่อ ซึ่งไม่ใช่แค่ 2 คน แต่มีทั้งแฝด 4 แฝด 5 ไปถึงแฝด 7
ตั้งข้อสังเกตได้ว่ามันอาจจะตอบสนองนโยบายรัฐบาลจีนที่อยากกระตุ้นให้ประชากรมีลูกมากขึ้นหรือเปล่า เพราะเด็ก ๆ ในเรื่องจะเก่งและฉลาดล้ำเลิศมาก เช่น แฮกคอมพิวเตอร์ได้ หรือเป็น CEO ตั้งแต่เด็ก"
เจาะรหัสซีรีส์สั้นจีน: จากพิชัยสงครามสู่พลังหญิงยุคใหม่
"ซีรีส์สั้นจีนนอกจากมีพล็อตเรื่องฉับไวและสะใจแล้ว ยังมีเรื่องของการ รับรู้เสียงในใจ หรือการ รู้อนาคต เป็นแกนกลางอีกด้วย
เพราะเรามักคิดเอาเองว่า ถ้าเรารู้ความจริงจากใจใคร เราจะรู้ความจริงทั้งหมด แต่ในซีรีส์จะเล่นกับประเด็นที่ว่า ความคิดก็สามารถโกหกได้ เช่น ตัวร้ายแกล้งคิดดีเพื่อให้คนอื่นตายใจ
การรู้ใจคนอื่นจึงกลายเป็นกลยุทธ์ในการวางแผนเพื่ออำนาจ หรือใช้แก้ปมปัญหา ซึ่งถ้าตัวเอกรู้ใจคนอื่นก็จะแก้ปัญหาได้ แต่ถ้าตัวร้ายรู้ใจตัวเอก ก็จะกลายเป็นการสร้างปัญหาแทน
บางเรื่องมีการหยิบยกตำรา พิชัยสงครามซุนวู มาใช้ด้วย ซีรีส์เหล่านี้เดินตามรอยซุนวูที่ว่า รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้งไม่เป็นอันตราย (ซึ่งคนส่วนใหญ่จำผิดว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง)
ซึ่งมีเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การทำสงครามสู้รบฟาดฟันกัน แต่คือการทำให้ศัตรูสยบโดยไม่ต้องรบ ต่างหาก
ในเรื่องเรามักจะเห็นตัวเอกวางแผนโจมตีด้วยข้อมูล เช่น การแอบอัดเสียง หรือติดกล้องวงจรปิดล่วงหน้า เพราะรู้อยู่แล้วว่าจะเกิดอะไรขึ้น"
การเปิดระบบ คืออะไร
อาจารย์ธเนศ กล่าวว่า องค์ประกอบแปลก ๆ ที่มีในซีรีส์แนวนี้คือ การเปิดระบบ หรือ พลังวิเศษ เหมือนในเกมออนไลน์ ที่อยู่ดี ๆ ก็จะมีหน้าจอคอมพิวเตอร์กลางอากาศมามอบภารกิจและรางวัลให้ตัวเอก
"เราอาจจะมองได้ว่าระบบนี้ทำหน้าที่เหมือน เง็กเซียนฮ่องเต้ ที่ประทานพรให้ตามความปรารถนา
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง ดวงตาวิเศษ ที่ใช้มองหยกหรือของเก่า ซึ่งเป็นการสอดแทรกภูมิปัญญาเรื่องวัฒนธรรมหยกของจีนเข้าไปด้วย
อีกหนึ่งเอกลักษณ์ที่เห็นบ่อยคือ ฉากบูลลี่ที่รุนแรง และการแก้แค้นที่สะใจ เช่น ไรเดอร์หรือกรรมกร มักจะถูกลากยาวมากเพื่อให้คนดูรู้สึกอินและหงุดหงิด
สะท้อนให้เห็นว่า มันคือ เศรษฐกิจทางอารมณ์ (Emotional Economy) ที่ใช้ความสะใจในตอนท้ายเป็นสินค้า
เมื่อตัวร้ายพ่ายแพ้และต้อง คุกเข่าขอโทษ ในวัฒนธรรมจีนถือว่า เข่ามีค่าประดุจทองคำ การคุกเข่าจึงเป็นการเหยียดหยามขั้นสูงสุด"
การบริจาคอวัยวะ คืออำนาจ
อาจารย์อมรชัยกล่าวว่า ในซีรีส์ยังมีเรื่องของ การบริจาคไตหรือเลือด ซึ่ง ไต เป็นสัญลักษณ์ของพลังชีวิต
"การถูกบังคับให้บริจาคไตให้ตัวร้าย สะท้อนถึงความอยุติธรรมและการใช้อำนาจของคนเหนือกว่ากดขี่คนอ่อนแอ"
บทบาทหญิง-ชาย เปลี่ยนไปจากจารีตเดิม
"ในส่วนของ ผู้ชาย ซีรีส์ยังคงรักษาคุณธรรมของ วิญญูชน ตามแนวคิดขงจื๊อ เช่น ความเมตตา ความเที่ยงธรรม และความซื่อสัตย์ ตัวละครที่ไม่ดีมักจะละเมิดกฎเหล่านี้ เช่น การมีภรรยาน้อย หรือการใช้อคติแทนภูมิปัญญา
ส่วน ผู้หญิง มีการรื้อถอนอำนาจชายเป็นใหญ่ จากเดิมที่ต้องเชื่อฟังสามีตามหลัก 3 เชื่อฟัง 4 คุณธรรม กลายเป็นผู้หญิงที่โดดเด่น เป็น CEO หรือเป็นมารดาที่กล้าจัดการลูกที่เลว
พลังหญิง (Girl Power) ในซีรีส์เหล่านี้แท้จริงแล้วได้รับอิทธิพลมาจากนโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์ที่เชิดชูว่าผู้หญิงสามารถช่วยสร้างชาติได้"
ภาษาที่ใช้มีเสน่ห์
ข้อสังเกตอันหนึ่งที่ อาจารย์ธเนศมองเห็นคือ การใช้ภาษาที่มีเสน่ห์
"ภาษาในซีรีส์มีตั้งแต่การเลี่ยงคำหยาบ เช่น เรียกคนเลวว่า คนน่ารัก (เสี่ยวเขออ้าย) ไปจนถึงสำนวนรักที่ลึกซึ้ง เช่น "หากเธอเป็นอินทรี ฉันยินดีมอบท้องฟ้าทั้งผืนให้เธอ"
หรือการหยิบยกสำนวนโบราณจากหนังสือ หย่าร้างในถ้ำม่อเกา มาใช้ ซึ่งมีความอ่อนหวานและถนอมน้ำใจกันมาก แม้จะเป็นเรื่องของการแยกทางกัน"
สะท้อนสังคมจีนจากจารีตโบราณสู่กฎหมาย
ในเรื่องของจารีตประเพณี อาจารย์อมรชัยมองว่าเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง
"ที่เราเห็นผ่านซีรีส์ ไม่ว่าเรื่องกฎหมาย การแต่งงาน หรือแนวคิดเรื่องความกตัญญู ในซีรีส์สมัยใหม่ สะท้อนสังคมจีนในปัจจุบันว่ามีการจดทะเบียนสมรสที่ง่ายมาก
แค่บัตรประชาชนใบเดียวก็จดได้แล้ว ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ยุ่งยากกว่านี้มาก ในซีรีส์เราจึงเห็นตัวละครชวนกันไปเขตตอนบ่ายเพื่อจดทะเบียนได้ทันที
แต่สิ่งที่ยังซีเรียสอยู่คือ ทะเบียนบ้าน เพราะมันผูกพันกับสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ จากรัฐบาลและการระบุตัวตนที่ชัดเจน
และในเรื่อง การหย่า กฎหมายใหม่ระบุว่าเมื่อยื่นขอหย่า จะมี ช่วงสงบอารมณ์ 30 วัน เพื่อให้ทั้งคู่ได้ทบทวนตัวเองว่าอยากหย่าจริง ๆ หรือไม่
หรือเป็นเพียงอารมณ์ชั่ววูบ อีกทั้งยังเป็นช่วงที่ตรวจดูว่าฝ่ายหญิงตั้งครรภ์หรือไม่ เพราะอาจส่งผลต่อเงื่อนไขการหย่า
'สินเดิม' ของนางเอกคือของสำคัญ
"สินเดิม ของนางเอก มักจะเป็นชนวนเหตุของความขัดแย้งเสมอ และเป็นเรื่องสำคัญมาก เพราะสินเดิม คือทรัพย์สินที่พ่อแม่ฝ่ายหญิงมอบให้ติดตัวไปบ้านสามี เพื่อเป็นหลักประกันชีวิต
ในทางปฏิบัติ สินเดิมไม่ใช่ทรัพย์สินส่วนกลางของบ้านผู้ชาย พ่อแม่สามีไม่มีสิทธิ์นำไปใช้ตามอำเภอใจ
ในซีรีส์เราจึงเห็นพล็อตเรื่องที่บ้านสามีพยายามแย่งชิงสินเดิม เช่น ถ้าภรรยาทำผิดจนถูกฟ้องหย่า สินเดิมจะตกเป็นของสามี
หรือถ้าสามีตายแล้วแม่สามีใส่ร้ายว่าสะใภ้มีชู้ ก็เพื่อจะยึดสินเดิมนี้เอง หากไม่มีทายาทและภรรยาเสียชีวิต สินเดิมนี้ต้องส่งคืนให้ครอบครัวเดิมของฝ่ายหญิงด้วย
ประเพณี 'แต่งงานกับไก่'
"ในซีรีส์มีประเพณีนี้ ซึ่งไม่ใช่ประเพณีกระแสหลัก มักพบในกลุ่มชาวประมงแถบชายฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ เนื่องจากเจ้าบ่าวต้องออกทะเลแล้วกลับมาไม่ทันฤกษ์แต่งงานที่หาไว้
จึงต้องให้คน (เช่น น้องสาวหรือเพื่อน) อุ้มไก่ตัวผู้เข้าพิธีแทนเจ้าบ่าว และทำการคำนับฟ้าดินโดยจับหัวไก่กดลง เพื่อไม่ให้เสียฤกษ์ และถือว่าได้แต่งงานตามฤกษ์แล้ว"
'ความกตัญญู' ยังสำคัญอยู่ไหม
"ในซีรีส์จีนยุคใหม่มีการตั้งคำถามกับเรื่องนี้มากขึ้น ปัจจุบันมีแนวคิด ลัทธิขงจื๊อสมัยใหม่ ที่เน้นเหตุผลนิยมมากขึ้น ความกตัญญู ถูกมองในมิติที่ว่า ต้องกตัญญูให้ถูกคนและถูกวิธี
ในซีรีส์ยุคใหม่เราจะเริ่มเห็นวาทะที่ว่า
"ถ้าให้กำเนิดแต่ไม่เลี้ยงดู หรือเลี้ยงดูแต่ไม่สั่งสอนให้เป็นธรรม ยังต้องกตัญญูอีกหรือ?"
นอกจากนี้ ความกตัญญูต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย เช่น จะมายอมรับผิดติดคุกแทนพ่อแม่ หรือจ่ายหนี้ที่ผิดกฎหมายให้เพราะอ้างความกตัญญูนั้นไม่ได้ ถือว่าไม่ถูกต้องตามหลักการพัฒนาคนและสังคมในปัจจุบัน"
'กลุ่มชาติพันธุ์' ตัวละครที่ถูกตีตรา
"ในซีรีส์เริ่มมีกลุ่มชาติพันธ์ให้เห็น เช่น ชาวจ้วง ที่มีวัฒนธรรมการร้องเพลงภูเขา เพื่อโต้ตอบหรือเกี้ยวพาราสีกัน แต่ในซีรีส์บางเรื่อง บทบาทของกลุ่มชาติพันธุ์ยังถูกจำกัดให้เป็นตัวละครที่มีลักษณะเชิงไสยศาสตร์หรือเป็นหมอผีอยู่บ้าง เป็นความละเอียดอ่อนในการนำเสนอ"
เสน่ห์ของซีรีส์แนวตั้ง คือการ remind (ย้ำเตือน) ประวัติศาสตร์และความยิ่งใหญ่ของชาติ ในรูปแบบที่เสพง่าย เช่น การใช้ฉากฐานปล่อยจรวดในเขตซีเป่ย เพื่อให้คนจีนรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จด้านอวกาศของตน
ซีรีส์เหล่านี้จึงไม่ใช่แค่เรื่องน้ำเน่า แต่เป็นเครื่องมือสื่อสารอุดมการณ์ที่ทรงพลังในยุคใหม่
เป็นพื้นที่ผสมผสานระหว่างโลกเก่ากับโลกดิจิทัล และเป็นเครื่องมือสะท้อนการจัดระเบียบสังคมใหม่ของจีนนั่นเอง" ผศ. อมรชัย ปิดท้าย





