เทศกาล Sundance Film Festival ได้ประกาศเอาไว้ล่วงหน้าเลยว่า การจัดงานประกวดหนังอินดี้อเมริกันและนานาชาติประจำปี 2026 นี้ จะเกิดขึ้นที่ถิ่นเก่าอย่าง Park City และ Salt Lake City ณ รัฐยูทาห์ เป็นครั้งสุดท้าย ก่อนที่ปีหน้าจะโยกย้ายไปยัง Boulder ณ รัฐโคโลราโด แทน ทำให้การจัดงานในปี 2025 ระหว่างวันที่ 22 มกราคม – 1 กุมภาพันธ์ มีผู้คนเดินทางกันมาอำลานิวาสถานของเทศกาลตลอดระยะเวลา 40 กว่าปีแห่งนี้กันอย่างคับคั่ง
โดยในส่วนของหนังที่ร่วมฉายและประกวดในสายต่าง ๆ ก็จัดกันมาให้ดูเป็นจำนวนมากมายด้วยเช่นกัน ทั้งยังทันสมัยด้วยการปรับเทศกาลให้มีลักษณะ hybrid จะ onsite หรือ online ก็สามารถเลือกตามที่สะดวกได้ ทำให้ ‘กัลปพฤกษ์’ มีบุญวาสนาได้เข้าร่วมเทศกาลฯ ในฐานะสื่อแบบ ‘ทางไกล’ และขอกล่าวขอบพระคุณน้ำใจจากโครงการ 2026 Press Inclusion Initiative ที่ยินดีมอบทุนให้สื่อจากประเทศห่างไกลมีโอกาสเข้าถึงหนังเรื่องต่าง ๆ ที่ฉายในเทศกาลได้อย่างราบรื่นไร้อุปสรรค
โดยจะขออนุญาตสรุปเล่าหนังที่ได้รับรางวัล Grand Jury Prize หรือ ‘ชนะเลิศ’ จากสายประกวดหลักสำคัญ ๆ และเรื่องอื่น ๆ ที่ได้รับรางวัลรองลงมาที่สามารถไล่ดูทัน เพื่อให้พอเห็นบรรยากาศของการประกวดรางวัลกันในปีนี้
ขอเริ่มที่รางวัล Grand Jury Prize สาย U.S. Documentary ซึ่งได้แก่สารคดีเกี่ยวกับชีวิตของหมีขั้วโลกเรื่อง Nuisance Bear ของผู้กำกับ Jack Weisman และ Gabriela Osio Vanden
จากหน้าหนังเราอาจจะนึกว่าเป็นงานสารคดีสัตว์ตามไปดูนานา ‘กิจวัตร’ ของเหล่าหมีขั้วโลก ตัวหนังกลับเล่าถึงเหตุการณ์โศกนาฏกรรมเมื่อเส้นทางอพยพโดยธรรมชาติของฝูงหมีเริ่มตีทับกับเขตชุมชนที่มีผู้คนอาศัยอยู่ ณ เมืองริมทะเลชายฝั่งตะวันออกที่เชอร์ชิลล์ มานิโทบา ประเทศแคนาดา
จนกลายเป็นว่า ต่างฝ่ายต่างเริ่มรุกรานพื้นที่ของกันและกัน ฝ่ายมนุษย์ก็ต้องคอยระวังอันตรายจากเหล่าหมีที่ยังคงความดุร้าย ฝ่ายหมีเองก็ต้องคอยหลบหนีเจ้าหน้าที่พร้อมอาวุธ จุดประเด็นอภิปรายให้ทุกฝ่ายต้องหันมาทบทวนว่า บรรดามนุษย์ควรมีสิทธิ์แค่ไหนในการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ โดยเฉพาะเมื่อพรมแดนมันไปพาดทับกับเส้นทางการใช้ชีวิตของเหล่าสิงสาราสัตว์!
หนังนำเสนอปัญหาโดยหาได้มีน้ำเสียงของการตัดสินชี้นำใด ๆ โดยเฉพาะเมื่อต่างฝ่ายต่างมีเหตุผลของการได้โคจรมาพบกันในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงความขัดแย้งระหว่างวิถีธรรมชาติของการเป็นนักล่าที่บรรพบุรุษมนุษย์เคยปฏิบัติมา กับตัวบทกฎหมายที่เริ่มจะให้ความเมตตาต่อสิ่งมีชีวิตร่วมโลกเหล่านี้มากขึ้น
แม้ว่าเนื้อหาของหนังออกจะหน่วงหนัก แต่นักทำหนังมือใหม่อย่าง Beth de Araújo ก็ยังแสดงอาการประดักประเดิดในการกำกับอยู่หลาย ๆ จุด โดยเฉพาะการปล่อยให้อาชญากรนักข่มขืนผุดออกมาปรากฏตัวในแบบที่ดูยังไง ๆ การแสดงของน้อง Mason Reeves ที่ออกจะเย็นชาจนดูไม่ใช่ ไปจนถึงการปล่อยให้สองดาราดังที่เสียสตางค์จ้างมาแพง ๆ แผ่แสง aura จนดูล้นเกินความเป็นปุถุชนคนธรรมดา หนังจึงออกมาด้วยลีลาที่ค่อนไปทาง ‘หนักมือ’ ยิ่งดูยิ่งไม่ซื้อกับเรื่องราวโศกนาฏกรรมของครอบครัวนี้
อย่างไรก็ดี นี่ก็ไม่ปฏิเสธว่า Josephine ก็เป็นหนังที่มีลูกเล่นที่ strong ที่สุดของการประกวดในสาย สุดท้ายจึงคว้ารางวัลไปอย่างไม่น่าประหลาดใจ แหม! ก็คุณได้ทั้ง Channing Tatum และ Gemma Chan มาคอยชูโรงกันขนาดนั้น มันก็คงคุ้มแล้วหละที่ลงทุนเชิญนักแสดงทั้งสองมา!
แต่ถึงแม้จะอาศัยอยู่ ณ พื้นที่ห่างไกล พวกเขาก็ยังไม่วายถูกรบกวนจิตใจ เมื่อกองทัพ NATO ได้เข้ามาตั้งฐานเพื่อฝึกซ้อม ณ บริเวณใกล้เคียงดินแดนแห่งนั้น แดนสวรรค์จึงกลับกลายเป็นสมรภูมิสนามรบ ทำลายความสงบสุขของครอบครัว Gara จนพวกเธอต้องลุกขึ้นมาต่อต้าน
น่าสนใจที่หนังสะท้อนวิธีการต่อสู้ของ Gara และ Nada ด้วยลักษณาการ ‘นิ่งสงบสยบทุกความเคลื่อนไหว’ มิได้ประท้วงด้วยอาการเล่นใหญ่หรือเสียงดัง ทว่าตั้งคำถามกลับไปยังผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าพื้นที่ตรงนี้ควรเป็นของใคร โดยเฉพาะเมื่อโคตรเหง้าตระกูลของเธอได้ปักหลักอาศัยใช้ชีวิตมาไม่รู้จะกี่รุ่นต่อกี่รุ่น!
จากเนื้อหาที่เหมือนจะเป็นหนังบ้านนอกเข้ากรุงธรรมดา ๆ ผู้กำกับได้วางยาให้เรื่องทวีความขมขื่นขึ้นเมื่อครอบครัว Kosovar ได้ย้ายมาอาศัยอยู่กับญาติฝ่ายภรรยา และฝ่ายคู่บิดากับมารดาก็ขยันออกไปหางานทำโดยไม่นำพาเลยว่าค่าจ้างค่าแรงจะถูกจะแพงขนาดไหน ทว่าเหตุการณ์กลับกลายเป็นว่าบรรดาญาติ ๆ รู้สึกไม่พอใจที่เห็นครอบครัว Kosovar ต้องดิ้นรนหางานสุดจะต่ำต้อยทำ และขอให้พวกเขาเลิกเป็นกรรมาชีพบีบให้ต้องงอมืองอเท้า เพราะคนเขาจะตั้งคำถามกันได้ว่าทำไมถึงปล่อยให้เครือญาติต้องมาทำงานปาดเหงื่อเป็นชนชั้นล่างกันเช่นนี้!
นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อหนังที่สร้างความกระอักกระอ่วนระหว่างความอับอายกับการแลกหยาดเหงื่อแรงกายเพื่อให้ได้ค่าจ้างอย่างสุจริต ซึ่งบทหนังก็ทำให้เราได้คิดว่าจะต้องไป care ขี้ปากใครไหม หากเราจะพอใจในทุก ๆ วันที่มีงานการทำ!
ส่วนหนังประกวดเรื่องอื่น ๆ ที่ประสบความสำเร็จคว้ารางวัลรอง ๆ ไปในแต่ละสาย ได้แก่เรื่อง Take Me Home ของ Liz Sargent จากสาย U.S. Dramatic ซึ่งคว้ารางวัล Waldo Salt Screenwriting Award ไป
หนังแนว family drama เรื่องนี้ นำเสนอด้วยลีลาอันอ่อนโยนละเมียดละไม เพื่อจะนำไปสู่คำถามใหญ่ยอกใจเมื่อฝ่ายบิดาถูกถามว่า ทั้งรู้อยู่ถึงอาการไม่สมประกอบของ Anna แล้วพวกเขาจะยังทำหน้าที่เป็นบุพการีอุปภัมภ์ไปทำไม? ซึ่งคำตอบที่ได้ถึงกับทำให้ใคร ๆ ต้องหงายหลัง เมื่อ ‘พลัง’ แห่งสายใยในครอบครัวมันยิ่งใหญ่เกินกว่าจะมัวเห็นแต่ความสุขของตัวเอง!
ทว่าเนื้อหาของหนังก็ตั้งวางไว้อย่างเบาบางเพียงเท่านี้ เพราะ Filipiñana เป็นงานที่ต้องเสพบนจอใหญ่ได้เห็นทุกอย่างแบบเต็มสองตา ผู้กำกับ Rafael Manuel กำกับภาพด้วยเอกลักษณ์การเบี่ยงความสมมาตรแบบซ้ายขวาที่จะต้องมีอะไรมารบกวนส่วนที่สะท้อนย้อนรับกันจนมันไม่เท่ากันทุกประการ เรียกได้ว่าเพียงแค่เสพความอลังการตระการตาด้านงานภาพอันประณีตก็เกินขีดความคุ้มค่าแล้ว แพรวพราวได้เทียบเท่ากับผลงานของผู้กำกับดังอย่าง Ulrich Seidl ราวได้ไปร่ำเรียนกับครูมาโดยตรง!
ปิดท้ายกันด้วยหนังประกวดสาย U.S. Documentary Competition ที่คว้ารางวัล Jonathan Oppenheim Editing Award ไป นั่นคือเรื่อง Barbara Forever ของผู้กำกับหญิง Brydie O’Connor ที่นำเสนอภาพแห่งอุดมการณ์ของการทำงานเป็นนักทำหนังเลสเบี้ยนตลอดทั้งชีวิตของ Barbara Hammer ศิลปิน queer ผู้ล่วงลับ
โดยผู้กำกับ Brydie O’Connor ได้นำทั้ง shot สั้น ๆ จากหนังเรื่องดังอย่าง Dyketactics (1974) Audience (1982) และ Nitrate Kisses (1992) ภาพ outtakes และ video diary ส่วนของ Barbara Hammer และแฟนสาว Florrie Burke ตั้งแต่ตอนที่ยังไม่เลิกทำหนัง จนถึงตอนที่สภาพร่างกายเริ่มพัง ต้องมานั่งส่องฟิล์ม X-ray กับคุณหมอ
ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ก็ทำให้ Barbara Forever เป็นสารคดีเล่าชีวิตส่วนตัวและการทำงานของ Barbara Hammer ที่นำเสนอทุกอย่างได้ครบถ้วนชวนให้ยกย่องเป็นงาน definitive version ที่แฟนพันธุ์แท้ของวงการ queer cinema ไม่สามารถจะมองข้าม นำเสนอแก่นแท้แห่งความเป็นผู้กำกับหญิงเลสเบี้ยนอย่าง Barbara Hammer ออกมาได้อย่างน่าเคารพ ดูจบแล้วทุกคนจะหลงรักเธอยิ่งกว่าเดิม!





