เมียนมา ทยอยจัดเลือกตั้งก่อนไทยเล็กน้อยเมื่อเดือนธันวาคมต่อเนื่องมกราคมที่ผ่านมา การเลือกตั้งของเมียนมาครั้งนี้ไม่ได้รับการยอมรับจากทั้งในและนอกประเทศ พรรครัฐบาลเดิมที่ถูกรัฐประหารคือ "พรรค NLD" ที่นำโดย "อองซานซูจี" ถูกยุบ ขณะที่พรรคฝ่ายค้านใหญ่สุดรองลงมาคือ พรรคสันนิบาตแห่งชาติรัฐฉานเพื่อประชาธิปไตย SNLD ก็บอยคอตไม่ร่วมลงสมัคร
ผลการเลือกตั้งเป็นไปตามคาดหมาย พรรคพรรคสหภาพสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพชนะท่วมท้นขาดลอย กล่าวคือ พรรค USDP ได้รับชัยชนะ 339 ที่นั่งจากทั้งหมด 586 ที่นั่งในรัฐสภาสองสภา นั่นหมายความว่า เมื่อรวมกับกองทัพซึ่งได้รับจัดสรรที่นั่งโดยอัตโนมัติ 166 ที่นั่ง อันที่จริงนี่คือพรรคทหารที่แยกมาอีกพรรค รวมสองพรรคนี้ 505 ที่นั่ง คิดเป็นมากกว่า 86% ของสภานิติบัญญัติ
แปลงโฉมรัฐบาลทหาร 5 ปี สู่รัฐบาลพลเรือน
การสู้รบก็ยังคงมีอยู่ทั่วไปตามภูมิภาคต่างๆ เช่นเดียวกับช่วงก่อนเลือกตั้ง การเลือกตั้งไม่ได้เป็นเครื่องมือของการประนีประนอมอำนาจระหว่างฝ่ายต่างๆ เหมือนทศวรรษ 2010 ที่ทหารยุคโน้นต้องการปฏิรูปการเมืองจริงๆ แต่การเลือกตั้งครั้งนี้ ดูเหมือนพรรคทหารต้องการแค่เป็นพิธีกรรมรองรับความชอบธรรม แปลงโฉมจากรัฐบาลทหารที่อยู่มายาวห้าปีแล้ว มาเป็นรัฐบาลพลเรือนจากการเลือกตั้งแทน แค่เปลี่ยนชุด ... เหล้าเก่าในขวดใหม่
เมียนมากำหนดจะเปิดประชุมรัฐสภาสมัยแรกในวันที่ 16-20 มีนาคมนี้ ระบบของเมียนมาแบ่งรัฐสภาเป็น สภาผู้แทนฯ (Pyithu Hluttaw) วุฒิสภาหรือสภาชาติพันธ์ (Amyotha Hluttaw) รวมเป็นสภาแห่งสหภาพ (Pyidaungsu Hluttaw)
คาดหมายว่า พล.อ.อาวุโส มินอ่องหล่าย จะสละตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุดดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี เพียงตำแหน่งเดียว ซึ่งก็คงไม่มีการพลิกโผ หรือความผันผวนใดๆ เพราะผู้กุมอำนาจได้วางหมากโครงสร้างอำนาจใหม่ ที่ฝ่ายบริหารจะยังคงกุมอำนาจในกองทัพ (Tatmadaw) ได้ต่อไปผ่านหน่วยงานใหม่ที่เพิ่งตั้งหยกๆ หลังการเลือกตั้งเรียกว่า สภาที่ปรึกษาแห่งสหภาพ" (Union Consultative Council - UCC)
ให้อำนาจประธานาธิบดีแต่งตั้งสมาชิกอย่างน้อยห้าคน อำนาจครอบคลุมในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ กระบวนการสันติภาพ และกฎหมาย โดยนัยคือ องค์กรกระชับอำนาจบริหารกับฝ่ายกองทัพ โดยตอนนี้ พล.อ.มินอ่องหล่าย ได้แต่งตั้งตัวเองเป็นประธาน UCC คนแรกเรียบร้อยแล้ว
การลงนามตั้ง UCC คือสัญญาณบอกอย่างชัดเจนว่า พล.อ.มินอ่องหล่ายจะเป็นประธานาธิบดี และจะยังยื่นมือไปควบคุมกองทัพที่เป็นฐานอำนาจอยู่เช่นเดิม
เกมอำนาจเมียนมา พาประเทศถอยหลัง? ไร้บทบาทในอาเซียน
เกมอำนาจในเมียนมามองไม่ยาก เพราะผู้กุมอำนาจวางแปลนขั้นตอนเป็นลำดับ แม้กระทั่งจะโยกมานั่งเก้าอี้ประธานาธิบดีจากการเลือกตั้งก็มีการปรับโครงสร้างบริหารรองรับไว้ล่วงหน้า แต่เกมที่ใหญ่กว่านั้นคือบทบาทสถานะของเมียนมาในประชาคมอาเซียนที่ยังความกระอักกระอ่วนมาห้าปีเต็ม
ต้องอย่าลืมว่านับจากกองทัพยึดอำนาจจากรัฐบาลพลเรือน จับนางอองซานซูจีคุมขังเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 ชาติอาเซียนไม่เคยเชิญ พล.อ.มินอ่องหล่าย รักษาการณ์ประธานาธิบดี ควบผู้บัญชาการทหารสูงสุด มาเข้าร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน (ASEAN Summit) อย่างเป็นทางการในฐานะผู้นำรัฐบาลเลย
อาจจะมีแค่ครั้งเดียวที่ไปเจอะผู้นำอาเซียน เมื่อเมษายน 2564 หลังการยึดอำนาจใหม่ๆ อาเซียนได้เชิญเขาไปร่วมประชุม ASEAN Leaders' Meeting แต่ไม่ได้ไปในฐานะประธานาธิบดีนะ ผู้นำอาเซียนขณะนั้นเชิญไปจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด เพื่อไปรับฟังและตกลงใน "ฉันทามติ 5 ข้อ" (5-Point Consensus) เกี่ยวกับสถานการณ์การเมืองหลังยึดอำนาจ ซึ่งต่อมา พล.อ.มินอ่องหล่าย ก็ไม่ได้ปฏิบัติตามฉันทามติที่ว่า
จากนั้นเป็นต้นมาการประชุมผู้นำสุดยอดอาเซียนก็เว้นเก้าอี้ว่างไว้ ไม่เชิญตัวแทนฝ่ายการเมืองเข้าประชุม แต่ให้มีเฉพาะตัวแทนจากข้าราชการประจำเข้าร่วมแทน หรืออาจจะมีตัวแทนระดับรัฐมนตรีเข้าร่วมในบางวงที่ไม่เป็นทางการ
อาจจะกล่าวได้ว่า พล.อ.มินอ่องหล่าย เป็นผู้นำอาเซียนที่ถูกแบนจากการประชุมยาวนานที่สุด 5 ปีติดต่อกันจากเหตุที่ว่ามาข้างต้น
ท่าทีสมาชิกอาเซียนและ "จีน" มองการเลือกตั้งเมียนมาไม่ตรงกัน
แล้วจากนี้ล่ะ ?
ประเด็นน่าสนใจก็คือ ท่าทีของฟิลิปปินส์ชาติประธานอาเซียนที่เพิ่งรับตำแหน่งใหม่ๆ แทนมาเลเซีย ได้แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ไม่ยอมรับการเลือกตั้งของเมียนมา ที่ไม่ยุติธรรม ไม่ชอบธรรม และคงเป็นความต่อเนื่องจากฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียนที่ถูกเมียนมาฉีกด้วย
ท่าทีของชาติอาเซียนเหมือนจะไม่พ้องต้องกัน เพราะแม้ รมว.ต่างประเทศฟิลิปปินส์ในฐานะชาติประธานออกมาแสดงความชัดเจนว่าไม่รับรองการเลือกตั้ง แต่หลังจากการประชุม รมว.ตปท.อาเซียน ที่เซบูไม่กี่วัน (29ม.ค.-เซบู) ประเทศไทยที่เป็นเพื่อนบ้านติดกันมีประชุมร่วม ระหว่าง รมว.ตปท. ไทย-เมียนมาที่ภูเก็ต (18 ก.พ.) ได้แสดงท่าทียอมรับและหนุนรัฐบาลใหม่จากเลือกตั้ง สื่อต่างประเทศพาดหัว Thailand ready to support Myanmar after election
ไทยกับฟิลิปปินส์ แสดงออกแตกต่างกันแล้วในเรื่องนี้ อันที่จริงการต่างประเทศของไทยกับปัญหาในเมียนมาไม่ได้เปลี่ยนแปลงจาก Constructive Engagement ที่เป็นจุดยืนเดิมเลย เพราะไทยอยู่ติดที่สุด มีผลกระทบมากสุด ซึ่งทั้งหมดก็ต้องรอดูท่าทีโดยรวมของชาติอาเซียนอื่นต่อจากนี้ไป
ชาติที่มีจุดยืนและแสดงท่าทีชัดเจนที่สุดต่อการเลือกตั้งเมียนมา ก็คือ "จีน" ที่ได้แถลงความยินดีกับการเลือกตั้งราบรื่น เป็นมหาอำนาจพี่ใหญ่รั้วติดกันที่ค้ำจุนความชอบธรรมให้ ประกาศสนับสนุนฟื้นฟูสันติภาพและการพัฒนายาวๆ ไป
จากนี้คงจะเป็นบทบาทลีลาและร่องรอยของพญามังกรในดินแดนเมียนมามากขึ้น ส่วนอาเซียนนั้นก็ยังน่าสนใจที่สมาชิกทั้งหมดจะเห็นพ้องต้องกันขนาดไหน ไม่ใช่แค่ฟิลิปปินส์ที่เป็นชาติประธาน เพราะสมาชิกน้องใหม่อย่าง "ติมอร์-เลสเต้" เพิ่งบาดหมางกับรัฐบาลเมียนมากรณี ติมอร์ฯ ไปยื่นฟ้องร้องรัฐบาลทหารเมียนมาในข้อหาอาชญากรรมสงคราม จากนั้นเมียนมาประกาศสั่งเนรเทศทูตติมอร์-เลสเต ออกจากประเทศภายในหนึ่งสัปดาห์ เหตุการณ์เพิ่งเกิดขึ้นสดๆ กลางกุมภาพันธ์ที่ผ่านมานี่เอง
..........................................
เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ





