วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิด 'บ้านอิ่มใจ' แม้นศรี เซฟโซนคนไร้ที่พึ่ง จุดสตาร์ทชีวิตใหม่ 'ไร้บ้าน' กลางเมือง

เปิด 'บ้านอิ่มใจ' แม้นศรี เซฟโซนคนไร้ที่พึ่ง จุดสตาร์ทชีวิตใหม่ 'ไร้บ้าน' กลางเมือง

"โมเดลบ้านอิ่มใจ" ณ การประปาแม้นศรี (เดิม) เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน เพื่อฟื้นฟูศักยภาพคนไร้บ้านอย่างเป็นระบบ สิ่งที่บ้านอิ่มใจมอบให้มากกว่าที่พักคือ "โอกาส" ผ่านการฝึกอาชีพที่หลากหลาย

"พรชัย" ชายวัย 43 ปี ใช้ชีวิตเร่ร่อนมานานกว่า 8 ปี ปัจจุบันไม่มีงานทำเป็นหลักแหล่ง อาศัยนอนตามสถานที่สาธารณะ เช่น ใกล้ร้านสะดวกซื้อหรือใต้สะพาน แต่ความเป็นจริงแล้ว ใครเล่าจะอยากใช้ชีวิตบนพื้นฟุตบาทอันเย็นยะเยือก หรือนอนใต้สะพานลอยไปตลอดชีวิต?

ไร้บ้าน เพราะไร้ที่พึ่ง

เมื่อถามถึงเหตุผลในการออกมาเป็น คนไร้บ้าน พรชัย เปิดเผยว่า หลังจากพ่อแม่เสียชีวิต เขาไม่มีครอบครัวให้กลับไปและรู้สึกว่าชีวิตไม่มีความหมาย จึงใช้ชีวิตไปวันๆ ผลจากการพักผ่อนน้อยและต้องอดมื้อกินมื้อ ทำให้เขาเริ่มมีปัญหาสุขภาพคือโรค "หัวใจโต" ซึ่งเพิ่งตรวจพบที่โรงพยาบาลศิริราชและยังไม่ได้รับการรักษา ปัญหาใหญ่ที่สุดคือความปลอดภัย เขามักถูกขโมยของเวลาไปเข้าห้องน้ำ แม้จะพยายามซ่อนกระเป๋าไว้แล้วก็ตาม ขณะเดียวกันยังต้องเผชิญกับทัศนคติเชิงลบที่คนมักเหมารวมว่าคนไร้บ้านคือผู้ติดยาเสพติด ซึ่งยืนยันว่าหลายคนเป็นเพียงคนที่ไม่มีงานทำและไม่มีที่อยู่เท่านั้น

ระหว่างสนทนากับเรา ท้ายสุดพรชัยยอมรับว่า ลึกๆ มีความต้องการไม่ใช่เพียงข้าวสักมื้อ แต่คือพื้นที่ปลอดภัยที่เขาสามารถนอนหลับได้สนิท และโอกาสที่จะกลับไปทำงานเพื่อสร้างความมั่นคง

หากเราฟังด้วยใจ ก็จะพบว่า พรชัยเป็นเพียงหนึ่งในเสียงสะท้อนจากคนไร้บ้านกว่าพันชีวิตในกรุงเทพมหานคร กำลังรอคอยโอกาสในการกลับมามีที่ยืนในสังคมอีกครั้ง

เปิด 'บ้านอิ่มใจ' แม้นศรี เซฟโซนคนไร้ที่พึ่ง จุดสตาร์ทชีวิตใหม่ 'ไร้บ้าน' กลางเมือง

"บ้านอิ่มใจ" จุดตัดวงจรชีวิตคนไร้ที่พึ่ง

วันนี้ "โมเดลบ้านอิ่มใจ" ณ การประปาแม้นศรี (เดิม) ได้เกิดขึ้นจากความร่วมมือของหลายภาคส่วน ทั้ง สสส., กทม., พม., จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มูลนิธิกระจกเงา, มูลนิธิอิสรชน และภาคีเครือข่าย เพื่อฟื้นฟูศักยภาพคนไร้บ้านอย่างเป็นระบบ

ภรณี ภู่ประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการกองทุน สสส. ให้ข้อมูลว่าจากการสำรวจปี 2566 พบว่า ร้อยละ 30 ของ คนไร้บ้าน ในกรุงเทพฯ เป็นคนไร้บ้านหน้าใหม่ หรือไร้บ้านไม่เกิน 2 ปี ซึ่งสาเหตุหลักมาจากปัญหาเศรษฐกิจและการตกงาน บ้านอิ่มใจจึงใช้แนวคิด Housing First หรือการให้ที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยหลักในการฟื้นฟูชีวิต เพื่อดึงคนเหล่านี้กลับเข้าสู่ระบบก่อนที่จะกลายเป็นคนไร้บ้านถาวร สำหรับคนที่ทิ้งแล้วทุกอย่างทิ้งชีวิตตัวเองและครอบครัวเดิม การที่จะกลับมาตั้งหลักชีวิตได้อีกครั้งต้องอาศัยการสนับสนุนและโอกาสจากผู้เกี่ยวข้อง เราจะไม่เรียกว่าศูนย์ แต่จะเรียกว่าบ้าน บ้านอิ่มใจคือจุดเริ่มต้นที่รวมข้อมูลวิชาการและประสบการณ์จากหลายหน่วยงานมาออกแบบร่วมกัน เพื่อให้เขาได้กลับมาตั้งหลักชีวิต มีอาชีพ และมีสุขภาพที่ดี

เปิด 'บ้านอิ่มใจ' แม้นศรี เซฟโซนคนไร้ที่พึ่ง จุดสตาร์ทชีวิตใหม่ 'ไร้บ้าน' กลางเมือง

ภรณี เผยว่า หัวใจสำคัญของ บ้านอิ่มใจ ภายใต้แนวคิด Housing First คือการทำลายกำแพงที่ขวางกั้น คนไร้บ้าน ออกจากระบบสวัสดิการ โดยมีระบบการติดตามและบริหารจัดการรายบุคคล มีฐานข้อมูลทางสังคมและสุขภาพของคนไร้บ้าน มีการตรวจสุขภาพ การคัดกรองดูแลรักษาเบื้องต้นโดยทีมแพทย์อาสา รวมถึงส่งเสริมอาชีพและรายได้ผ่านการฝึกอาชีพที่ทำได้จริง เพื่อให้มีรายได้เลี้ยงชีพรายวันและเกิดความภาคภูมิใจ โดยมีทีมสหวิชาชีพอย่างนักสังคมสงเคราะห์และนักจิตวิทยาทำงานร่วมกับผู้ดูแลเพื่อนไร้บ้าน (Peer Specialists) ซึ่งเป็นอดีตคนไร้บ้านที่มีความเข้าใจในบริบทพื้นที่เป็นอย่างดี และเงื่อนไขสำคัญคือการฝึกอาชีพพร้อมกับการออมเงินวันละ 50 บาท เพื่อสร้างวินัยทางการเงิน

เปิด 'บ้านอิ่มใจ' แม้นศรี เซฟโซนคนไร้ที่พึ่ง จุดสตาร์ทชีวิตใหม่ 'ไร้บ้าน' กลางเมือง

มากกว่า "ที่หลบภัย" คือ "ที่พักใจ"

ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า บ้านอิ่มใจคือภารกิจหลักที่ กทม. มุ่งสนับสนุนคนไร้บ้านให้กลับมาใช้ชีวิตในสังคมได้ โดยบ้านอิ่มใจเป็นที่พักชั่วคราวสำหรับคนไร้บ้านและผู้ที่เข้ามาทำงานในกรุงเทพฯ โดยมีการบริหารจัดการที่ยืดหยุ่น เช่น เวลาเปิดปิดที่สอดคล้องกับตารางงานของคนไร้บ้านที่อาจมีอาชีพช่วงกลางคืนหรือเช้ามืด

อีกจุดเด่นของโมเดลบ้านอิ่มใจ ที่อาจมีความแตกต่างกับที่อื่น คือการปรับเปลี่ยนวิธีการคัดกรอง ที่ละมุนละม่อมและคำนึงถึงความสำคัญในเรื่องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์มากขึ้น โดยจะเน้นกระบวนการคัดกรองที่มีความยืดหยุ่นและลดขั้นตอนที่ซับซ้อน หรือที่เรียกว่าหลักการ Low-barrier เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายกล้าเดินเข้ามาใช้บริการ โดยแบ่งระดับการดูแลเป็นสามส่วน คือ กลุ่มสีแดงสำหรับกรณีฉุกเฉิน กลุ่มสีเหลืองสำหรับคนที่มีงานทำแต่ยังไม่พร้อมเรื่องที่อยู่อาศัย และกลุ่มสีเขียวสำหรับผู้ที่พร้อมเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูศักยภาพเต็มรูปแบบเป็นเวลา 1-2 เดือน ซึ่งจะต้องมีการฝึกอาชีพอย่างน้อยหนึ่งหลักสูตร ที่นี่จะไม่มีการบังคับตรวจสารเสพติดหรือประวัติอาชญากรรมในเบื้องต้นเพื่อลดกำแพงการกีดกัน และยังรองรับความหลากหลายทางเพศ (LGBTQIAN+) รวมถึงพื้นที่สำหรับครอบครัว

เปิด 'บ้านอิ่มใจ' แม้นศรี เซฟโซนคนไร้ที่พึ่ง จุดสตาร์ทชีวิตใหม่ 'ไร้บ้าน' กลางเมือง

แรมรุ้ง วรวัธ อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ (พม.) เสริมว่า พม. ได้เข้ามาสนับสนุนด้านกฎหมายและงบประมาณระยะยาว เพื่อให้คนเหล่านี้ยืนด้วยขาของตัวเองได้อย่างยั่งยืน โดยเน้นการรับฟังเสียงของคนไร้บ้านเป็นหลักในการออกแบบสวัสดิการ ความสำคัญของการฟังเสียงของคนไร้บ้านเป็นหลักในการออกแบบสวัสดิการว่าบ้านหลังนี้เกิดขึ้นตอบโจทย์เรื่องการสตาร์ทชีวิต เป็นบ้านที่คนทุกคนไม่ว่าจะเป็นใครได้มีที่อยู่อาศัย ซึ่งเป็นเป้าหมายเดียวกันของพม. ที่จะต้องให้คนในสังคมใช้ชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีทุกคน

Sandbox ความร่วมมือ สู่มาตรฐานใหม่ของสังคม

สิ่งที่บ้านอิ่มใจมอบให้มากกว่าที่พักคือ “โอกาส” ผ่านการฝึกอาชีพที่หลากหลาย เช่น งานเกษตร ตัดแต่งต้นไม้ บาริสต้า ช่างชุมชน ไปจนถึงอาชีพเฉพาะทางอย่างหมอดูหรือครูสอนว่ายน้ำ

สิทธิพล ชูประจง จากมูลนิธิกระจกเงา กล่าวว่า ที่นี่จะเป็นเครื่องมือช่วยแก้ปัญหาที่ตรงจุด โดยการจับคู่จ้างงาน (Job Matching)

นพ.อานนท์ กุลธรรมานุสรณ์ ผู้ก่อตั้งโครงการสุขภาวะข้างถนน เน้นย้ำว่า การมีที่อยู่อาศัยที่ดีส่งผลโดยตรงต่อสุขภาวะว่าอย่างน้อยนี่คือพื้นที่ปลอดภัยให้เขาพักจากความเหนื่อยล้า ไม่ต้องกังวลกับฝุ่นพิษหรือฝน เสียงหรือมลภาวะที่รบกวนการนอนหลับ

น.พ.ขวัญประชา เชียงไชยสกุลไทย กล่าวว่า ที่นี่คือความฝันของเครือข่ายที่ทำงานทั้งคนไร้บ้าน ต้องมี emergency shelter สิ่งที่คาดหวังเป็นต้นแบบของประเทศไทย 

นอนปลอดภัย ท้องไม่หิว และมีอาชีพ

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าฯ กทม. เผยว่า โครงการนี้เริ่มจากติดลบ เพราะเคยถูกยกเลิกเนื่องจากมองว่าไม่คุ้มค่า และเคยถูกปฏิเสธจากหลายพื้นที่เพราะความหวาดกลัวของคนรอบข้าง แต่จากการตกผลึกพบว่าการแก้ปัญหาเรื่องบ้านอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีเรื่องอาชีพเข้ามาเกี่ยวข้อง เมื่อเขามีรายได้และมองเห็นคุณค่าในตัวเอง เขาจะไม่กลับไปใช้ชีวิตแบบเดิมหรือทำผิดซ้ำอีก การสร้างอาชีพที่นี่จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะทำให้เขายืนด้วยขาตัวเองได้อย่างยั่งยืน

แม้ที่นี่จะถูกเรียกว่าบ้าน แต่หัวใจสำคัญที่แท้จริงคือการมอบโอกาส และความหวัง ดังนั้น ความสำเร็จของบ้านอิ่มใจจึงไม่ได้วัดกันที่ว่ามีคนมานอนมากน้อยแค่ไหน แต่วัดที่ว่าเราสามารถส่งต่อผู้คนให้กลับไปมีชีวิตใหม่ที่มีคุณภาพได้มากเท่าไหร่ต่างหากมีคนบอกว่าคนในบ้านมีไม่กี่คน ทำไมกทม. ต้องเช่าที่มันแพง แต่ลองคิดดูว่าวันหนึ่งอาจจะตกงานหรือประสบปัญหาชีวิตจนต้องมานอนที่นี่ได้เช่นกัน ที่นี่ไม่ใช่บ้าน แต่คือโอกาสและความหวัง ดังนั้นตัวชี้วัดจึงไม่ใช่แค่จำนวนคนนอน

โมเดลการสร้างอาชีพจึงเป็นไอเดียที่มองว่า เป็นจุดเริ่มต้นเท่านั้น ศานนท์ กล่าวว่า มาที่นี่ต้องทำงาน มานอน อย่างเดียวไม่ได้ แต่ทุกคนต้องรู้สึกว่าที่นี่คือความสุขและโอกาส ไม่ใช่ที่ที่มีกฎระเบียบเพื่อไล่เขาออกไป

อัจฉรา สรวารี จากมูลนิธิอิสรชน แสดงความเป็นห่วงเรื่องทัศนคติทางสังคม เป้าหมายของบ้านอิ่มใจไม่ใช่ การกวาดต้อนคนไร้บ้านจากท้องถนนมากองรวมกันที่เดียว แต่ที่นี่เป็นพื้นที่สำหรับตั้งหลัก หรือที่พึ่งพิงเบื้องต้น หากระบบที่นี่ดีจริง มีการพัฒนาและช่วยเปลี่ยนชีวิตได้จริง คนไร้บ้านจะบอกต่อกันเอง และก้าวเข้ามาเพื่อเปลี่ยนชีวิตตามสามัญสำนึกที่อยากมีชีวิตที่ดีขึ้น เพราะเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และลึกๆ แล้วทุกคนย่อมอยากเปลี่ยนชีวิตไปในทางที่ดีกว่าเดิมเสมอ

อัจฉรา ทิ้งท้ายว่า โครงการนี้ ไม่ได้ทำเพื่อคนไร้บ้านเท่านั้น แต่ทำเพื่อทุกคน หากวันหนึ่งเราหรือคนในครอบครัวเกิดเหตุไม่คาดฝัน เช่น หลงทาง เป็นอัลไซเมอร์ หรือถูกไล่ออกจากห้องเช่ากะทันหัน อย่างน้อยเรายังมีที่แห่งนี้ให้เริ่มต้นใหม่ได้ บ้านอิ่มใจ จึงเป็นมาตรฐานสวัสดิการเพื่อความปลอดภัยของคนทุกคน

สุดท้ายแล้ว การสร้างระบบที่ดีและมีมาตรฐานนี้ขึ้นมา ไม่ได้ทำเพื่อ "คนไร้บ้าน" เท่านั้น แต่เป็นการสร้างระบบเพื่อดูแล "ทุกคน" ในสังคมในระยะยาว

เปิด 'บ้านอิ่มใจ' แม้นศรี เซฟโซนคนไร้ที่พึ่ง จุดสตาร์ทชีวิตใหม่ 'ไร้บ้าน' กลางเมือง