วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

การเลี้ยงดูเด็ก โดยไม่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และ สิทธิเด็ก ในประเทศไทย เป็นเรื่องที่ถูกละเลยมานาน หลายคนยังไม่เข้าใจ และยังทำร้ายเด็กอย่างต่อเนื่อง

ผู้คนในปัจจุบันต่างบอกกันตรง ๆ เป็นเสียงเดียวกันว่า "ไม่อยากสร้างครอบครัวหรือมีเด็ก"  นั่นเพราะ สังคม เศรษฐกิจ นโยบาย การเมือง การปกครอง ล้วนไม่เอื้ออำนวยต่อการสร้างสังคมที่น่าอยู่เพียงพอสำหรับเด็กที่จะเกิดมา

ไม่นับถึงความรุนแรงในสังคมที่เกิดขึ้นกับเด็ก แต่ไม่ได้รับการดูแลแก้ไข ป้องกัน เยียวยา หรือให้ความสำคัญอย่างเหมาะสม ปัญหาเกี่ยวกับเด็กจึงยังคงมีอยู่ต่อไป

สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ร่วมกับ สำนักพิมพ์ Barefoot Banana สำนักพิมพ์ Naked Publishing และ สถานเอกอัครราชทูตสวีเดน ประจำประเทศไทย จัดงานเปิดตัวหนังสือและแคมเปญ Never Violence! พร้อมกับนิทรรศการและกิจกรรม ตั้งแต่วันที่ 21 กุมภาพันธ์ ถึง 1 มีนาคม 2569 ณ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!' Cr. Kanok Shokjaratkul

เพื่อตอกย้ำความสำคัญของการเลี้ยงดูเด็กโดยไม่ใช้ความรุนแรงทุกรูปแบบ และสิทธิพื้นฐานของเด็กในประเทศไทย

หนังสือ Never Violence! ยุติทุกความรุนแรง: เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก เป็นผลงานของ แอสตริด ลินด์เกรน (Astrid Lindgren) นักเขียนวรรณกรรมเด็กชาวสวีเดน เจ้าของผลงาน ปิ๊ปปี้ ถุงเท้ายาว ผู้ถ่ายทอดบทกวีและสุนทรพจน์ที่ได้รับการยอมรับในระดับนานาชาติ ผลักดันให้สวีเดนเป็นประเทศแรกของโลกที่ผ่านกฎหมายห้ามลงโทษเด็กทางร่างกายในทุกรูปแบบ ขณะที่ประเทศไทยเพิ่งผ่านกฎหมายนี้ในปีที่ผ่านมา

ซึ่งการปกป้องสิทธิเด็กไม่ได้จบที่กฎหมาย แต่เริ่มจากการรับฟัง ความเข้าใจ และความสัมพันธ์ที่ไม่ใช้ความรุนแรงในชีวิตประจำวัน

สำหรับฉบับภาษาไทย ได้รับการจัดพิมพ์โดย TK Park แปลเป็นภาษาไทยโดย ณฐภัทร อุรุพงศา พีระยา พงษ์สาริกัน และ จอห์น วีอาโน ภาพประกอบโดย ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา (Juli Baker and Summer) และหนังสือเสียงอ่านโดย รัดเกล้า อามระดิษ เผยแพร่ในรูปแบบหนังสือเล่ม อีบุ๊ก และหนังสือเสียง สามารถขอรับรูปเล่มได้จากเว็บไซต์ www.barefootbanana.co รวมถึงอ่านอีบุ๊กและฟังหนังสือเสียงได้ผ่านแอปพลิเคชัน TK Read โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการดูแลที่ดี

"TK Park ชวนสังคมมาร่วมเรียนรู้ว่า เราจะดูแลเด็กและอยู่ร่วมกันโดยไม่ใช้ความรุนแรงได้อย่างไร สนับสนุนสังคมที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และสิทธิของเด็ก

สอดคล้องกับคำกล่าวของ แอสตริด ลินด์เกรน (1978) ว่า "แม้มีอุปสรรคมากมาย แต่การร่วมมือกันทำสิ่งเล็ก ๆ นี้ อาจสร้างสันติภาพให้แก่โลกในที่สุด"

เนื้อหาหนังสือเล่มนี้มาจากสุนทรพจน์ของ อัสตริด ลินด์เกรน ผู้เชื่อว่าการเลี้ยงดูเด็กด้วยความเข้าใจและอ่อนโยนคือรากฐานของสังคม แม้สุนทรพจน์นี้จะผ่านมา 48 ปีแล้ว แต่ความรุนแรงในเด็กกลับไม่ลดลงและซับซ้อนขึ้น

นั่นหมายความว่าพวกเราในฐานะผู้ใหญ่ยังทำหน้าที่ปกป้องเด็กได้ไม่ดีพอ หวังว่านิทรรศการและหนังสือเล่มเล็ก ๆ นี้จะช่วยเปลี่ยนสังคมให้มีความอ่อนโยนยิ่งขึ้น รับฟังกันมากขึ้น และให้เด็กทุกคนได้เติบโตอย่างมีศักดิ์ศรี"

วัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการ สถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) กล่าวเปิดงาน

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

ยุติความรุนแรงต่อเด็กทุกรูปแบบ

"อัสตริด ลินด์เกรน เป็นนักเขียนที่ทั่วโลกรู้จักจากเรื่อง Pippi Longstocking เธอยังเป็นนักรณรงค์สิทธิเด็กที่มุ่งมั่น ในปี 1978 เธอได้รับรางวัลสันติภาพ และกล่าวสุนทรพจน์ Never Violence จุดประกายเรียกร้องให้ยุติความรุนแรงต่อเด็กทุกรูปแบบ ในปี 1979

ทำให้ สวีเดน กลายเป็นประเทศแรกในโลกที่ออกกฎหมายห้ามการลงโทษทางกายต่อเด็ก

ปัจจุบันมีกว่า 65 ประเทศรวมถึงประเทศไทยที่ออกกฎหมายคุ้มครองเด็กในทำนองเดียวกัน สวีเดนเชื่อว่าวิธีที่เราปฏิบัติต่อเด็กสะท้อนถึงสังคมที่เราต้องการ

เรายินดีอย่างยิ่งที่เห็นประเทศไทยจะนำกฎหมายห้ามการลงโทษทางกายมาใช้ภายในปี 2025 นี้ ซึ่งสะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันในระดับโลก"

เอ็มมานูเอล ลุนดิน เลขานุการเอก ฝ่ายการเมือง สถานทูตสวีเดนประจำประเทศไทย กล่าวในงาน

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ?

"ผมได้หนังสือเล่มนี้มาจากคุณแจน อุรุพงศา สำนักพิมพ์ Barefoot Banana สำนักพิมพ์ Naked Publishing ตอนที่บริจาคหนังสือ เป็นหนังสือที่บางมากแต่อ่านแล้วทรงพลังมาก

ผมชอบคำที่บอกว่า เราเรียนรู้จากคนที่เรารัก เพราะเราไม่เรียนรู้จากคนที่ทำความรุนแรงหรือทุบตีเรา

ในสังคมไทยมีคำกล่าวว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ในฐานะคุณพ่อ บางครั้งพอเจ้าตัวเล็กเริ่มไม่ฟัง เราก็อยากจะลงไม้ลงมือ แต่พออ่านเล่มนี้แล้วทำให้เราต้องยั้งตัวไว้ก่อน

ผมคิดว่าเนื้อหาเล่มนี้สำคัญกับทุกครอบครัว และกรุงเทพมหานครจะหาแนวทางขยายผลไปสู่โรงเรียนสังกัด กทม. และชุมชนที่เราดูแลต่อไป"

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวในงาน

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

ความรุนแรงมีทั้งที่มองเห็น และมองไม่เห็น

"สวีเดนมีกฎหมายยุติความรุนแรงตั้งแต่ปี 1979 แต่ไทยเรากำลังจะมี  

Mappa ทำงานเรื่องเด็ก เยาวชน และครอบครัว ขับเคลื่อนทั้งสื่อและเนื้อหา โดยทำงานร่วมกับ สสส., กรมสตรีและสถาบันครอบครัว พม.

ในปีนี้เราขับเคลื่อนด้วยธีม การสร้างเด็กที่แข็งแรง ง่ายกว่าการซ่อมผู้ใหญ่ที่แตกสลาย

เพราะเราเห็นความแตกสลายมากมายในสังคม และการซ่อมคนเหล่านั้นใช้ทรัพยากรมาก ซี่งไม่การันตีว่าจะดีขึ้นเหมือนเดิม การหันมาสร้างเด็กที่แข็งแรงจึงเป็นหนทางที่ดีกว่า

ความรุนแรงในทุกวันนี้ไม่ได้มีแค่ทางกาย แต่มีทางใจ วาจา และโลกดิจิทัลที่อยู่กับเรา 24 ชั่วโมง ตัวอย่างเช่นในอดีตถ้าลูกถูกเปรียบเทียบกับข้างบ้าน เราแค่ไม่ไปเจอก็หาย แต่ทุกวันนี้เด็กต้องอยู่กับมือถือที่มีการเปรียบเทียบตลอดเวลา ความรุนแรงจึงมีทั้งที่มองเห็นและมองไม่เห็น

สรุปสั้น ๆ คือ Never Violence กฎหมายอย่างเดียวไม่พอ ต้องมีการสร้างความเข้าใจ และเราทุกคนในฐานะหน่วยย่อยของสังคมต้องส่งเสียงบอกรัฐว่าเราไม่ยอมรับความรุนแรง และตระหนักรู้ในทุกวันว่าเรากำลังใช้อำนาจแบบใหม่ที่มองไม่เห็นอยู่หรือเปล่า"

มิรา เวฬุภาค (แม่บี) ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบการเรียนรู้ นักวิจัยอิสระด้านการศึกษาทางเลือก กล่าวในงานเสวนา

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

เด็กทุกคนมี ‘สิทธิ’

"ป่านโตมาในยุคที่ยังไม่มีกฎหมายห้ามตีเด็ก ภาพครูหยิบไม้มาตีเด็กหรือปาแปรงลบกระดาน เป็นเรื่องปกติ จนเราหัวเราะกับมัน เพราะไม่รู้ว่าเรามีสิทธิ์อะไร

เราแค่กลัวผู้ใหญ่ที่เสียงดัง เราเคยได้รับความรุนแรงในช่วงที่เติบโตมา จึงรู้สึกว่าหนังสือเล่มนี้สำคัญต่อทุกคนในสังคม

พออ่านหนังสือเล่มนี้ ความทรงจำเก่า ๆ ก็กลับมา มีเรื่องหนึ่งฝังใจมาก ตอน ป.1-ป.2 ป่านไม่อยากไปโรงเรียนเพราะกลัวครูที่ตีบ่อย แม่บอกว่า "ไม่มีใครมีสิทธิ์มาใช้ความรุนแรงกับเรา"  วันถัดมาป่านก็ไปบอกครูว่า "แม่บอกว่าตีไม่ได้" ครูอึ้งไปเลยค่ะ แล้วเขาก็บอกว่าป่านจะเป็นคนเดียวในห้องที่ไม่โดนตี แต่เขาจะตีเพื่อนคนอื่นแทน ตอนนั้นป่านรู้สึกอยากโดนตีไปพร้อมกับเพื่อน ๆ

สิ่งนี้ทำให้ป่านเห็นว่าความรุนแรงมีหลายสเกล บางครั้งถูกเคลือบไว้ด้วยคำว่า ความรัก หรือ ความรักชาติ ซึ่งมัน Relate ไปไกลกว่าแค่เรื่องในครอบครัว

ในหนังสือเล่มนี้ พาร์ทที่ประทับใจที่สุดคือ ตอนที่พูดถึง ผู้นำเผด็จการ ว่าวัยเด็กเขาเจออะไรมาบ้าง เพราะเรามักจะด่าคนที่ทำไม่ดีแต่ไม่เคยคิดถึงต้นตอการเติบโตของเขา

การได้มาฟังวันนี้ทำให้เห็นว่าต้นตอความรุนแรงส่วนใหญ่มาจากปัญหาเศรษฐกิจ

อยากให้ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดได้อ่านหนังสือเล่มนี้ เพราะเขาเป็นคนที่ถือ ก้อนหินก้อนใหญ่ที่สุด และมีหน้าที่ร่างกฎหมายหรือจัดสวัสดิการ ที่จะกำหนดทิศทางของทุกคนได้”

ชนารดี ฉัตรกุล ณ อยุธยา (ป่าน) หรือ Juli Baker and Summer นักวาดภาพประกอบและศิลปินร่วมสมัย กล่าวในงานเสวนา

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

ก้อนหินหรือไม้เรียว

ในงานเสวนามีผู้เล่าว่า เคยมีเด็กคนหนึ่งทำผิด พ่อแม่ก็ให้ไปหาไม้เรียวมา เพื่อจะทำโทษ แต่เด็กหาไม้เรียวไม่ได้ หาได้แต่ก้อนหิน ก็เลยเอาก้อนหินมาให้ แล้วบอกว่าทำโทษได้เลย แสดงให้เห็นว่า เด็กไม่ได้รู้เลยว่านี่คือความรุนแรง

"ผมทำงานวิจัยด้านนโยบายเด็กและครอบครัว นโยบายเหล่านี้มักถูกมองข้ามหลังนโยบายเศรษฐกิจและการเมือง แต่จริง ๆ แล้วแยกกันไม่ได้

ครอบครัวจะเข้มแข็งไม่ได้ถ้าไม่คำนึงถึงบริบทการเมืองและเศรษฐกิจ

รูปแบบความรุนแรงในปัจจุบันเพิ่มขึ้นและซับซ้อนขึ้น นอกจากเรื่องการตีที่คนมักอ้างว่า รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี แล้ว ยังมีรูปแบบที่น่ากลัวกว่าคือ การถูกละเลย ซึ่งมองไม่เห็น เพราะไม่มีการ Action อย่างการตี แต่ส่งผลสะเทือนมาก

สถิติพบว่าเด็กประมาณ 40% ถูกสั่งสอนด้วยความรุนแรง โดยเฉพาะในครอบครัวยากจน ผมเคยทำวิจัยในชุมชนริมทางรถไฟ เห็นภาพยายตีหลานทั้งน้ำตาเพราะหลานอยากเลิกเรียนเพื่อช่วยประหยัดเงิน ทั้งที่ยายกู้เงินนอกระบบมาส่งเรียน สำหรับพวกเขา ความรักและความรุนแรงถูกทำให้ปนกันจนแยกไม่ออก เพราะสภาพแวดล้อมที่บีบคั้น นโยบายที่ไม่รองรับ และการขาดตาข่ายทางสังคม

กฎหมายห้ามตีเด็กที่ออกมาปี 2024 เป็นเรื่องดี แต่มันเป็นเพียงกลไกหนึ่ง ถ้ามีแต่กฎหมายแต่ไม่มีกลไกอื่นรองรับ คนก็จะหาวิธีเลี่ยง เช่น ไปตีตุ๊กตาให้เด็กกลัวแทน

กฎหมายจะ Effective ได้ต้องมาพร้อมนโยบายสนับสนุนครอบครัวที่ลำบาก นโยบายที่อยู่อาศัย และการขนส่ง ปัจจุบันนโยบายเรามักให้เด็กถูกกระทำก่อนถึงเข้าสู่กระบวนการคุ้มครอง ซึ่งมันคือการรอให้เขาถูกทุบทำลายก่อน

ถึงเวลาที่เราต้องซัพพอร์ตครอบครัว ไม่ใช่ปล่อยให้เขากลายเป็นเหยื่อของการดูแลที่ไม่ได้มาตรฐานของรัฐ เราต้องไม่ยอมรับความรุนแรงในทุกรูปแบบทั้งในครอบครัว สังคม และความรุนแรงจากระบบราชการที่ไร้หัวใจ"

สรัช สินธุประมา (101 Public Policy Think Tank) นักสังคมวิทยาและนักมานุษยวิทยาไทย กล่าวในงานเสวนา

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

ต้องมองเด็กเป็น 'มนุษย์' ก่อนมองเรื่องอาชีพหรือระเบียบวินัย

"ป้ามลทำงานกับเด็กที่แตกสลายไปแล้ว คือเด็กที่ติดคุกหรือก่อคดีรุนแรง เมื่อเด็กผ่านช่วงเวลาที่ควรถูกปกป้องไปแล้ว เราต้องหาเครื่องมือที่ดีที่สุดเพื่อกอบกู้เขาคืนมา

ถ้าเขาเติบโตจากความผิดพลาด เราต้องใช้เครื่องมือเจียระไนเขาใหม่ การขึ้นรูปครั้งที่ 2 จากรอยร้าวที่เราค้นพบ เราจะไม่ยอมแพ้ แม้เขาจะแตกสลายไปแล้ว

เหตุการณ์สะเทือนใจเกี่ยวกับเด็กชายที่ช่วยแฟนสาวฆ่าแม่ ป้าไม่พบความเป็นปีศาจในตัวเขาแม้แต่วันเดียว คำถามคือใครสร้างปีศาจ? แผลของเขาทำให้เขาเกลียดชังคนอื่นและตัวเอง

เราต้องยุติความรุนแรงกับเด็ก แต่ก็ต้องยอมรับว่ามีคนหล่นจากสายพานจริง ๆ เราฆ่าเขาไม่ได้ ทิ้งไม่ได้ แต่ต้องโอบกอดและส่งเขากลับสู่สังคมอีกครั้ง”

ทิชา ณ นคร นักสังคมสงเคราะห์ นักเคลื่อนไหวเพื่อเด็ก เยาวชน และครอบครัวในประเทศไทย กล่าวในงานเสวนา

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

"เด็กที่มาถึงป้าโดนก้อนหินและไม้เรียวมาแล้ว สิ่งแรกที่ป้าทำเมื่อเด็กมาถึงคือ กอดเขา ป้าจะพูดเสมอว่า "ป้าขอโทษนะลูก ป้าไม่ยอมรับสิ่งที่หนูทำ (คดีฆ่าหรืออาชญากรรม) แต่ป้าไม่เกลียดหนู ป้าพร้อมโอบกอดหนูเสมอ" นาทีนั้นคือการสร้าง ความร่วมมือ และเราทำให้ที่นี่เป็นพื้นที่ปลอดภัย

เราแชร์อำนาจให้เขา เช่น เรื่องเสื้อผ้าหน้าผม ร่างกายเป็นสิทธิ์อันศักดิ์สิทธิ์ เราไม่มีการตัดผมเด็กถ้าเขาไม่อยากตัดเอง

เครื่องมือที่สำคัญอีกอย่างคือ ไดอารี่ก่อนนอน ซึ่งเจ้าหน้าที่ต้องอ่านและตอบทุกวัน

ป้าเคยเจอไดอารี่ที่เขียนว่า "ครั้งแรกที่ผมลั่นไกแล้วไม่มีคนตาย ทุกคนยอมรับผม ผมเจ๋ง ผมเฟี้ยว" นั่นคือเขากระหายการยอมรับ

ที่บ้านกาญจนาฯ เราอยู่ตรงข้ามกระแสหลัก เราไม่เน้นฝึกอาชีพเป็นหลัก เพราะป้าเชื่อว่าคนในคุกมีอาชีพเยอะแยะ ทั้งตำรวจ หมอ เจ้าอาวาส สิ่งที่เราทำคือ ทำกับความเป็นมนุษย์ของเขา ให้เขารู้สึกปลอดภัยจนยอม ลงจากหลังเสือ เอง เมื่อเขารู้สึกปลอดภัย เขาถึงจะเห็นความผิดของตนเองและให้อภัยตัวเองได้

ป้าใช้หลักการ ยิ่งไม่ใช้อำนาจ ยิ่งมีอำนาจ และทำสิ่งนี้ซ้ำ ๆ จนกลายเป็นวัฒนธรรมองค์กร

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

ตอนนี้บ้านกาญจนามีเด็กอยู่ประมาณ 30 กว่าคน เป็นช่วงที่น้อยที่สุดหลังจากโควิด เด็กน้อยลงแต่ไม่ได้แปลว่าการทำผิดกฎหมายลดลง

เรื่องความรุนแรงเป็นไปแบบเดิม เช่น เด็กอาชีวะที่เจอคู่อริ การลักวิ่งชิงปล้นที่นำไปสู่การเสียชีวิตของผู้ถูกทำร้าย และคดียาเสพติด 

จำนวนเด็กผู้หญิงที่ทำความผิดน้อยกว่าเด็กผู้ชายมาก ประมาณ 90 กว่าเปอร์เซ็นต์เป็นเด็กผู้ชาย ส่วนเด็กผู้หญิงมีไม่ถึง 10% ทำให้มีสถานควบคุมสำหรับเด็กผู้หญิงเพียงไม่กี่แห่ง

ระยะเวลาของการมาอยู่ที่บ้านกาญจนา ศาลจะเป็นผู้วางระยะเวลาและกำหนดโทษไว้แล้ว เป็นไปตามคำสั่งศาล ซึ่งแต่ละคนก็มีเคสที่แตกต่างกันไป

เราเชื่อว่าก่อนก่อคดี เขาเป็นพวกที่อยู่ในมุมมืดของสังคม คิดว่าตัวเองไม่มีใครต้องการหรือถูกบูลลี่ จนทำให้เขารู้สึกเป็น คนอื่น ซึ่งความรู้สึกนี้เป็นปัจจัยผลักใสให้เด็กไปก่ออาชญากรรมได้ ดังนั้นเมื่อเด็กมาอยู่กับเรา วิธีหนึ่งคือต้อง สลายความเป็นคนอื่น

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

วิธีสลายความเป็นคนอื่นคือต้องให้เด็ก ๆ ไปอยู่ร่วมกับผู้คน อย่างน้ำท่วมหาดใหญ่ เด็กบ้านกาญจนาไปช่วยกันไปรถตู้ 1 คัน แต่ช่วงที่มูลนิธิกระจกเงาระดมกำลัง เราไปกันทั้งบ้านด้วยรถบัสใหญ่ การได้ไปอยู่ในพื้นที่ที่มีผู้คนหลากหลาย ได้รับการยอมรับจากคนในพื้นที่ มันช่วยสลายความเป็นคนอื่นได้ เขาจะเปลี่ยนจากเด็กที่แตกสลายเป็นคนที่มีคุณค่า

สังคมไทยไม่ค่อยซัพพอร์ตเด็กกลุ่มนี้ เนื่องจากเขาไม่ใช่เหยื่อที่น่าสงสารแต่เป็น ผู้กระทำ แต่นั่นไม่ได้แปลว่าเราต้องเลิกทำ เราต้องทำต่อไป

อย่างกิจกรรมการเปิดตัวหนังสือในวันนี้ เป็นสิ่งที่ดีที่เราจะสร้างพื้นที่ที่เป็นพลังบวกให้กับผู้คนในสังคมที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชน

พื้นที่ที่เต็มไปด้วยด้านลบหรือความเกรี้ยวกราดนั้นอันตราย เราต้องทำให้มันน้อยลงและสร้างพื้นที่ทดแทนเพื่อ Empower ผู้คนและเด็ก ๆ

ซึ่งมีน้อยไป เราควรทำอย่างจริงจังในทุกจังหวัด กระบวนการเหล่านี้สำคัญมากและควรทำกันเยอะ ๆ "

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

นิทรรศการและกิจกรรม Never Violence จัดแสดงตั้งแต่วันนี้ถึง 1 มีนาคม 2569 ณ TK Park ชั้น 8 เซ็นทรัลเวิลด์

  • วันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 มีกิจกรรม Workshop โดย ครูใบปอ จากทีม Bangkok และคุณแม่นิดนก จะมาสำรวจภาพและพูดคุยเรื่องความรุนแรงกับเด็กผ่านสุนทรพจน์ Never Violence
  • วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีกิจกรรมนิทานสื่อสารสันติภาพโดย พี่เบิร์ด ชวนเด็ก ๆ มาเคลื่อนไหวและเล่นไปพร้อมกับนิทาน

ข้อมูลเพิ่มเติม www.tkpark.or.th  หรือ Facebook: tkparkclub

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!' Cr. Kanok Shokjaratkul

เสียงแห่งสันติภาพและสิทธิเด็ก ยุติทุกความรุนแรง กับ 'Never Violence!'

Cr. Kanok Shokjaratkul