ยาหอมปราสาททอง มีความโบราณพอๆ กับตึกเก่าปราสาททองโอสถ ตั้งอยู่แยกพลับพลาชัย เมื่อเร็วๆ นี้เปิดให้ชมอุปกรณ์การผลิตยาหอม และปัจจุบันยังจำหน่ายอยู่
ความเก่าและเก๋าของตึกรามบ้านช่องแบบไทยๆ เป็นอีกเรื่องที่คนชื่นชอบสถาปัตยกรรม ศิลปะและประวัติศาสตร์ให้ความสนใจ เมื่อเร็วๆ นี้ จึงมีการเปิดให้ชมอาคารปราสาททองโอสถ ห้าแยกพลับพลาชัย ตึกเก่าอายุ 68 ปี หลังจากปิดบูรณะกว่าสองปี โดยเปิดให้ชมช่วงวันที่ 1-12 กุมภาพันธ์ 2569
ก่อนหน้านี้เคยผ่านมาย่านพลับพลาชัย นึกสงสัยอยู่ว่า ปัจจุบันตึกเก่าแห่งนี้ยังเป็นร้านขายยาอยู่หรือไม่...
นับตั้งแต่ตั้งเป็นห้างขายยาตราปราสาททอง เมื่อปี 2470 เพื่อพัฒนาตำรับยาหอม และต่อมาจัดตั้งเป็นบริษัท ปราสาททองโอสถ จำกัด ผลิตยาหอมปราสาททอง ยาหอมอินทรโอสถแท่งทอง และยาหอมผสมอำพันทอง
เมื่อมีโอกาสมาเยือน พบว่า ด้านในอาคารปราสาททองโอสถ ยังมีตู้จำหน่ายยาหอม ของตระกูลปราสาททองโอสถ และบางชนิดไม่มีจำหน่ายในร้านขายยาทั่วไป แม้ปัจจุบันไม่ได้ขายยาเป็นล่ำเป็นสันเหมือนเมื่อก่อน แต่มียาหอมจำหน่ายครบทุกชนิด โดยมีพนักงานคอยให้คำแนะนำ
ช่วงที่เปิดให้ชมอาคาร ด้านบนชั้นสองจัดแสดงเป็นนิทรรศการภาพถ่ายและประติมากรรมในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง แม้จะมีภาพถ่ายและประติมากรรมไม่มากนัก แต่มีหลายชิ้นงดงามและบางภาพถ่ายก็ไม่เคยเห็นมาก่อน
ส่วนชั้นสาม จัดแสดงอุปกรณ์การทำยาหอมเม็ดแบบดั้งเดิม เพื่อให้เห็นขั้นตอนการทำยาหอมตัั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน สมัยที่ยังใช้ครกตำยา ใช้มีดขนาดใหญ่หั่นสมุนไพร ใช้ขวดแก้วใส่ยา และใช้กระจาดตากสมุนไพร ฯลฯ เนื่องจากส่วนประกอบในการทำยาหอม ต้องใช้สมุนไพรหลายชนิด อาทิ ทองคำเปลว กฤษณา ชะมดเช็ด ฯลฯ
ต้นกำเนิดยาหอม
แม้โลกจะผันแปรสู่การแพทย์แผนใหม่ ทำให้ยาไทยแทบจะทุกชนิดถูกทอดทิ้ง ปัจจุบันยาหอม แม้จะได้รับความนิยมน้อยลง แต่ก็ยังเป็นที่นิยมของผู้สูงวัยและชาวต่างชาติในย่านเอเชีย
หนึ่งในตำนานยาหอมไทยระดับแถวหน้าของเมืองไทย ก็คือ ยาหอมปราสาททอง โอสถดีแบบไทยๆ โดยคุณหมอทองคำ ช้างบุญชู และคุณหมอกานต์ พั่ววงศ์แพทย์ แพทย์แผนโบราณ ผู้ให้กำเนิดยาหอมหลายตำรับ และที่ขึ้นชื่อมากคือ ยาหอมอินทรโอสถแท่งทอง และยาหอมอำพันทอง เมื่อปี 2465
กระทั่งคุณหมอทองคำ ชราภาพ จึงมอบตำรับยาทั้งหมดให้คุณหมอทองอยู่ ปราสาททองโอสถ สืบทอดต่อ พัฒนาตำรับยาเพิ่มเติมจากเดิม จนเกิดเป็นยาหอมปราสาททอง โดยยาทุกตำรับได้ผ่านการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข และปี 2520 มีการก่อสร้างโรงงานผลิตยาแผนโบราณแห่งแรกของบริษัท เพื่อรองรับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของธุรกิจผลิตยาแผนโบราณ
เมื่อยาแผนปัจจุบันเข้ามาครองตลาดยาส่วนใหญ่ตามความนิยม ยาแผนโบราณยังคงเหลือให้เห็นอยู่ไม่มากนัก แต่บริษัทปราสาททองโอสถ จํากัด ยังมีทายาทรุ่นที่ 3 แพทย์หญิงปรมาภรณ์ ปราสาททองโอสถ สืบทอดธุรกิจยาแผนโบราณ และพัฒนาตํารับยามาอย่างต่อเนื่อง
แต่ข้อจํากัดของพื้นที่โรงงานเดิม(นวมินทร์) ไม่สามารถพัฒนาระบบคุณภาพได้ในระดับสากล ปี 2561 จึงมีการซื้อที่ดินกว่า 5 ไร่จังหวัดปทุมธานี เพื่อสร้างโรงงานผลิตยาสมุนไพรและผลิตภัณฑ์อาหารเสริม กระทั่งสร้างเสร็จสมบูรณ์ เมื่อปี 2565 และในอนาคตวางแผนผลิตอาหารเสริมเพื่อการดูแลสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่ง
ในส่วนของตัวตึกเก่าปราสาททองโอสถ หลังจากปิดบูรณะส่วนต่างๆ กว่า 2 ปี โดยทีม เรือนเฮอริเทจ จาก บริษัท 9 อาณาจักร จำกัด เมื่อเสร็จสมบูรณ์ระดับหนึ่ง จึงเปิดให้คนทั่วไปชมตึกเก่า และที่ขาดไม่ได้คือ โซนจัดแสดงอุปกรณ์ทำยาหอมเม็ด และบรรจุภัณฑ์แบบต่างๆ
สถาปัตยกรรมอาคารเก่าแก่แห่งนี้ ออกแบบโดย ทรงคุณ อัตถากร และรชฏ กาญจนะวณิชย์ เป็นวิศวกร เปิดทำการครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2501 ภายในอาคารมีการแบ่งพื้นที่ใช้สอยชัดเจน ทั้งส่วนสำนักงาน โรงงานผลิตและจำหน่ายยาหอม โถงทางเดิน และที่พักอาศัย พร้อมงานประดับตกแต่งที่มีเอกลักษณ์ ทำให้อาคารยังดูทันสมัยเหนือกาลเวลา
เรื่องเล่ายาหอมไทย
สมุนไพรที่มีกลิ่นหอม อายุกว่า 100 ปีที่เรียกว่า ยาหอม มีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 มีสรรพคุณ แก้ลมวิงเวียน ลมในท้อง ฯลฯ โดยผลิตจากสมุนไพรหลายตัว
หากดูจากจำนวนตำรับยาหอมที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารยานั้นมีมากกว่า 488 ตำรับ ยังไม่นับรวมยาหอมที่ผลิตโดยร้านขายยาแผนโบราณหรือแพทย์แผนไทยที่มีอีกมาก
ยาหอม เป็นมรดกภูมิปัญญาที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานาน กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศบัญชียาแผนโบราณสามัญประจำบ้าน เมื่อปี 2542 แม้ยาหอมจะอยู่คู่กับตู้ยาในบ้านมานาน แต่เพิ่งมีงานวิจัยสรรพคุณยาหอมอย่างเป็นระบบ เมื่อปี 2547 โดยศึกษายาหอม 2 ตำรับคือ ยาหอมนวโกฐ และยาหอมอินทรจักร์
ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร ผู้บุกเบิกการนำสมุนไพรเข้าสู่ระบบสาธารณสุขไทยให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล และเลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร ให้ข้อมูลไว้ว่า ยาหอมเป็นตัวปรับพลังชีวิต ทำให้ธาตุในร่างกายที่กำเริบหรือหย่อนเกินไปเข้าสู่ภาวะปกติ ยาหอมช่วยทำให้ธาตุต่าง ๆ ทำงานอย่างสมดุลก่อนที่จะสายเกินไป
“ในทางการแพทย์แผนไทย เลือดลมเป็นสัญลักษณ์ของการมีชีวิตอยู่ เมื่อใดที่เลือดลมไม่เดิน นั่นคือไม่มีชีวิต การตั้งตำรับยาหอมเป็นศิลปะในการเลือกรับ ปรับใช้ และปรุงแต่งสมุนไพรหอมที่มีรสร้อน และรสสุขุมของคนไทยมาใช้ปรับแก้อาการที่เกิดจากธาตุลมผิดปกติ”
แบรนด์ยาหอมโบราณ
1. ยาหอม ตระกูลปราสาททองโอสถ
- ยาหอมปราสาททองชนิดเม็ด ประกอบด้วยทองคำเปลว หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด และสมุนไพรอื่นๆ เช่น จันทน์แดง, ชะเอมเทศ, ลูกจันทน์, กานพลู, อบเชย และพิมเสน โดยทำเป็นยาเม็ดทรงกลมหุ้มทองคำ
- ยาหอมผสมอำพันทอง ประกอบด้วยอำพันทอง, โกฐหัวบัว, ดอกพิกุล, ดอกบุนนาค, และเกสรบัวหลวง
- ยาหอมอินทรโอสถแท่งทอง ประกอบด้วย จันทน์แดง, ชะเอมเทศ, ลูกจันทน์, กานพลู, อบเชย, ชะมดเช็ด, หญ้าฝรั่น, พิมเสน, กฤษณา และตัวยาอื่นๆ
สมุนไพรสำคัญที่ใช้ผลิตยาหอม อาทิ หญ้าฝรั่น เป็นพืชสมุนไพรจากต่างประเทศ ประเทศที่ปลูกหญ้าฝรั่นเพื่อส่งออกมีหลายประเทศ โดยเฉพาะอิหร่านเป็นประเทศที่สามารถผลิตหญ้าฝรั่นที่มีคุณภาพและปริมาณการผลิตมากที่สุดในโลก คิดเป็นร้อยละ 81 ของหญ้าฝรั่นทั่วโลก
หญ้าฝรั่น เป็นสมุนไพรที่มีรสหอมเย็น มีสรรพคุณตามตำรายาไทย ใช้บำรุงหัวใจ บำรุงโลหิต โดยฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระและเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน
เนื่องจากส่วนประกอบยาหอมบางชนิดมีราคาสูง ยกตัวอย่างหญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด ทำให้ยาหอมประสาททองมีราคาสูง ยกตัวอย่างขนาด 25 เม็ดมีราคากว่าแปดร้อยบาท
2. ยาหอมหมอหวาน เป็นอีกตำรับที่สืบทอดมาจากหมอหวาน ม่วงรอด แพทย์แผนโบราณ ซึ่งสืบทอดตำรับยามากว่า 4 ชั่วอายุคน ปัจจุบันมี 4 ตำรับ คือ
- ยาหอมสุรามฤทธิ์ มีสรรพคุณ แก้อาการใจสั่น เป็นลม บำรุงหัวใจ มีตัวยาสำคัญ คือ โสมเกาหลี พิมเสนเกล็ด อำพันทอง หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด และคุลิก่า
- ยาหอมอินทรโอสถ มีสรรพคุณ แก้เหนื่อย อ่อนเพลีย แก้ไอ แก้เสมหะ มีตัวยาสำคัญ คือ รากแฝกหอม อบเชยญวณ เห็ดนมเสือ หญ้าฝรั่น ชะมดเช็ด และโคโรค
- ยาหอมประจักร์ มีสรรพคุณ แก้จุกเสียด แน่นท้อง คลื่นไส้ อาเจียน มีตัวยาสำคัญ คือ โสมเกาหลี พิมเสนเกล็ด ชะมดเช็ด หญ้าฝรั่น และเหง้าขิงแห้ง
- ยาหอมสว่างภพ มีสรรพคุณ แก้อาการวิงเวียน หน้ามืด แก้ไข้ สะท้านร้อนสะท้านหนาว มีตัวยาสำคัญ คือ ใบพิมเสน พิมเสนเกล็ด หญ้าฝรั่น โสมเกาหลี และชะมดเช็ด
3. ยาหอมภูลประสิทธิ์
ยาหอมต้นตำรับ สูตรนี้มาจากวังทินกร ประมาณช่วงรัชกาลที่ 4 ถึงรัชกาลที่ 5 ตอนนั้นเรียกยานัตถุ์หอมภูลประสิทธิ์ ซึ่งมีชื่อเสียงมากปัจจุบัน คมสัน ทินกร ณ อยุธยา ทายาทราชสกุลทินกร เป็นผู้สืบทอดภูมิปัญญาและเป็นหมอยารักษาโรค เชี่ยวชาญการวินิจฉัยโรคที่เกิดจากลม
ผู้สืบทอดกลุ่มนี้จะให้ความสำคัญในการเก็บวัตถุดิบอย่างพิถีพิถัน เพราะเป็นหมอที่มีความรู้เรื่องการปรุงยา ถ้าจะใช้ดอกไม้หอม เขาเลือกจากต้นไม้ยืนต้น อย่างน้อยต้นต้องมีอายุเกินสิบปีขึ้นไป หรือเวลาเก็บดอกมะลิซ้อนต้องเก็บตอนเช้ามืดเท่านั้น
ยาหอมภูลประสิทธิ์ มีขนาดหลอดเล็กๆ ในหนึ่งกล่องมี 12 หลอด มีส่วนประกอบกฤษณา ชะมด หญ้าฝรั่น พิกุล ใช้แก้เป็นลมหมดสติ,แน่นหน้าอก,หน้ามืด,ตาลาย,ท้องเสีย
แม้สรรพคุณยาหอมไทยจะไม่แตกต่างกันมากนัก แต่ยาหอมที่ดีก็ขึ้นอยู่ส่วนผสมและการเลือกใช้วัตถุดิบ





