กฎหมายของแต่ละประเทศมีการกำหนดโทษที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ โทษประหารชีวิต ซึ่งในระยะหลังหลายประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไม่ให้มีอีกต่อไป
ในขณะที่บางประเทศมีการก่อเหตุรุนแรงทำร้ายกันเกิดขึ้นมากมาย ประชาชนเรียกร้องให้นำ โทษประหารชีวิต กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อป้องปรามเหตุร้ายที่อาจจะเกิดเพิ่มมากขึ้น
Amnesty International Thailand ได้เชิญ โทชิ คาซามะ (Toshi Kazama) ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ผู้ตระเวนถ่ายภาพแดนประหารทั่วโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 แล้วนำผลงานมาถ่ายทอดให้ผู้คนได้รับรู้ถึง โทษประหารชีวิต มาร่วมพูดคุย วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569
ไม่ควรมี โทษประหารชีวิต อีกต่อไป
"ผมเป็นช่างภาพที่ได้ไปถ่ายภาพห้องประหารชีวิตมาแล้วทั่วโลก ได้พบปะพูดคุยกับครอบครัวของผู้เสียหาย ครอบครัวของนักโทษ รวมถึง เพชฌฆาต อัยการ และทนายความทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย เริ่มทำมาตั้งแต่พ.ศ. 2539
ในตอนแรกยังไม่ชัดเจนว่าตนเองสนับสนุนหรือต่อต้านโทษประหารชีวิต
แต่เมื่อได้เห็นห้องประหารและพูดคุยกับเพชฌฆาตตัวจริงที่บอกว่า
"เราไม่อยากฆ่าใครเลย โปรดบอกเรื่องนี้ให้โลกได้รับรู้ด้วย"
จึงเชื่อมั่นว่า โทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยใครเลย รวมถึงครอบครัวของผู้เสียหายด้วย"
Cr. Kanok Shokjaratkul
โทษประหารชีวิตในประเทศไทย
"ในประเทศไทย มีอาชญากรรม 35 ประเภทที่มีโทษประหารชีวิต ในช่วงเลือกตั้งนี้มีนักการเมืองเสนอให้เพิ่มโทษประหารชีวิตในคดีอื่น ๆ เช่น คอร์รัปชัน, การฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต และการข่มขืน นี่คือ เทคนิค ที่นักการเมืองทั่วโลกใช้ เพื่อดึงดูดคะแนนเสียง
เพราะเรื่องการประหารชีวิตสามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้สูง นักการเมืองทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสังคมจะปลอดภัยขึ้น หากใช้บทลงโทษที่รุนแรง
แต่ในความเป็นจริง โทษประหารชีวิต ไม่สามารถช่วยลดอัตราการเกิดอาชญากรรมได้ และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ"
- รากเหง้าของปัญหาและทางออก
"ในกรณีคดียาเสพติด นักโทษประหารส่วนใหญ่ในเรือนจำบางขวางที่ผมพบมา เป็นเพียง คนเดินยา (Mules) ที่ยากจน โดยที่ตัวการใหญ่หรือผู้บงการไม่เคยถูกจับกุม
ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว รัฐควรจะเน้นไปที่ การป้องกันอาชญากรรม (Prevention of crime) และ กระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยา (Restorative Justice) มากกว่า
เช่น ที่ใช้ในยุโรปเหนือ เน้นการบำบัดผู้กระทำผิดและการเรียนรู้จากอาชญากรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ"
- ความเป็นจริงในห้องประหาร
"ที่เรือนจำในไต้หวัน นักโทษประหารต้องใส่ตรวนตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี ก่อนประหาร นักโทษจะได้รับอนุญาตให้จุดธูปไหว้พระพุทธรูป เพื่อไม่ให้วิญญาณกลับมาหลอกหลอนเพชฌฆาต
นักโทษจะนอนคว่ำหน้าบนผ้าห่มที่ปูทับ ทรายสีดำ เพื่อพรางเลือดและป้องกันกระสุนสะท้อนกลับ
นักโทษจะได้รับอาหารมื้อสุดท้าย รวมถึงสุราและบุหรี่ โดยนั่งกินในที่ที่มองเห็นจุดที่จะถูกประหาร
หากนักโทษบริจาคอวัยวะ เพชฌฆาตจะยิงที่หลังต้นคอ แต่ถ้าไม่บริจาคจะยิงที่หัวใจ
ในบางประเทศอย่างจีน มีประเด็นเรื่องการนำอวัยวะของนักโทษประหารไปใช้ในเชิงธุรกิจ
จากข้อมูลพบว่าที่สหรัฐอเมริกา มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วมากมาย ไม่ได้เป็นผู้ผิดจริง
เช่น เด็กชายอายุ 16 ปีที่มี IQ เพียง 60 และมีปัญหาด้านพัฒนาการ แต่ถูกตัดสินประหารชีวิต ถูกกักขังในเรือนจำก็อยู่อย่างหวาดกลัวเพราะถูกล่วงละเมิดทางเพศ"
- วิธีการประหารชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ
โทษประหารชีวิตในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น การฉีดยา , การยิง และ เก้าอี้ไฟฟ้า สมัยใหม่มีช่องเสียบกุญแจ 2 ช่อง ให้ผู้คุมหมุนพร้อมกันเพื่อให้ไม่มีใครรู้ว่ากุญแจดอกไหนเป็นตัวเปิดสวิตช์
ส่วน การแขวนคอ (ในญี่ปุ่น) จะใช้ปุ่มกด 5-7 ปุ่ม ให้ผู้คุมกดพร้อมกันเพื่อให้พื้นยุบลงไป
- เรือนจำคือภาพสะท้อนของสังคม
"หากอยากรู้ว่าประเทศนั้นเป็นอย่างไรให้ไปดูที่เรือนจำ
ที่ประเทศมองโกเลีย ผมได้มีส่วนร่วมรณรงค์จนสามารถยกเลิกโทษประหารชีวิตได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2560
โดยเริ่มจากการเข้าเป็นภาคีในพิธีสารเลือกรับของ ICCPR
การประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นวงจรแห่งความรุนแรงที่ไม่สิ้นสุด
จากการได้พูดคุยกับนักโทษที่กระทำความผิด มีเคสหนึ่ง พบว่า เขาเป็นคนที่ไม่รู้จักความรัก และไม่ได้เคยได้รับความรัก จึงทำทุกอย่างเพื่อรักษาความรักครั้งแรกที่เกิดขึ้นนั้นให้อยู่กับตัวเองให้นานที่สุด จึงทำร้ายผู้ที่มาแย่งความรักนั้นไป
ในส่วนของผู้ที่ทำหน้าที่ประหารชีวิตเอง ก็ต้องเผชิญกับสภาวะทางจิตใจอย่างหนัก แม้จะมีระบบให้ความช่วยเหลือทางจิตใจรองรับ
แต่ในความเป็นจริงเขาไม่สามารถบอกใครแม้กระทั่งคนในครอบครัวได้ว่าตัวเองทำอาชีพอะไร จึงไม่กล้าไปรับการช่วยเหลือเพราะกลัวถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอ
- ความจริงเกี่ยวกับอัตราอาชญากรรมและสิทธิมนุษยชน
"ความเชื่อที่ว่าโทษประหารช่วยลดอาชญากรรมนั้นไม่เป็นความจริง ตามสถิติ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหาร (เช่น ฝรั่งเศส, สวีเดน, กัมพูชา) มีอัตราอาชญากรรมลดลง หรือต่ำกว่าประเทศที่ยังใช้อยู่
ในฝรั่งเศส แม้ตอนแรกประชาชนจะไม่พอใจที่ยกเลิกโทษประหาร แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัตราฆาตกรรมลดลง สังคมจึงหันไปโฟกัสที่การป้องกันแทน
เอเชียถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของโทษประหารและยังล้าหลังด้านสิทธิมนุษยชน
สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่มีการประหารชีวิตจริงมาหลายปี (Moratorium) แต่การมีอยู่ของกฎหมายยังทำให้เกิดความเสี่ยง เพราะไม่ได้ เป็นภาคีในพิธีสารเลือกรับของ ICCPR Optional Protocol ฉบับที่ 2 เพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตทางกฎหมายอย่างถาวร"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- ประสบการณ์ส่วนตัวและการเยียวยา
ดูเหมือนว่าการรณรงค์เรียกร้องไม่ให้มีโทษประหารชีวิตของโทชิ อาจจะมาจากการตระเวนถ่ายภาพสถานที่ประหารชีวิตในประเทศต่าง ๆ
แต่ในความจริงแล้ว โทชิ เคยถูกทำร้ายและเป็นเหยื่ออาชญกรรมคนหนึ่ง
"ผมเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมที่นิวยอร์ก ถูกทำร้ายจนกะโหลกฟาดพื้นและโคม่าไป 5 วัน ส่งผลให้หูขวาหนวก ระบบทรงตัวเสีย และสมองบางส่วนตาย
พอฟื้นขึ้นมา เพื่อนก็บอกให้ไปแก้แค้น แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำ เพราะได้เรียนรู้จากครอบครัวผู้เสียหายคนอื่น ๆ ว่า ความโกรธแค้นจะทำให้ชีวิตของทั้งตัวเองและครอบครัวทุกข์ทรมานไปตลอด
โทษประหารชีวิต ไม่ได้ทำให้อะไรเกิดขึ้น หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เพราะเหตุมันเกิดขึ้นแล้ว เราควรป้องกันก่อนที่จะมีเหตุจะดีกว่า
ผมเชื่อว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็นคนที่ขาดความรักในชีวิต และหากมีโอกาส ก็อยากชวนเขามากินข้าวเย็นกับครอบครัวเพื่อมอบความรักให้
ผมว่านี่คือ ความยุติธรรมเชิงเยียวยา ที่จะช่วยให้เขาสามารถก้าวต่อไปได้โดยไม่ตกหลุมพรางของการแก้แค้น
Cr. Kanok Shokjaratkul
ผมคิดว่าการลงโทษด้วยการประหารชีวิต ไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของอาชญากรรม เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว
หากนักการเมืองใส่ใจจริง ควรเน้นที่ มาตรการป้องกัน (Preventive Measures) มากกว่า เช่น การศึกษาต้นเหตุของอาชญากรรมและการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง (Red Flags)"
ตัวเลขและข้อเท็จจริง ปี 2567
- ประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุด ได้แก่ จีน (หลายพันครั้ง), อิหร่าน (972+), ซาอุดิอาระเบียน (345+), อิรัก (63+), เยเมน (38+), เวียดนาม, เกาหลีเหนือ
- 113 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภท
- 9 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทั่วไป
- 23 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (ไม่มีการประหารชีวิตจริง 10 ปีติดต่อกัน)
- 145 ประเทศ หรือ 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ
- 54 ประเทศยังคงบทลงโทษประหารชีวิตไว้
- ในอาเซียน มี 6 ประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ ได้แก่ อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เมียนมา, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม
- วิธีการประหารชีวิตที่นำมาใช้ในปี 2567 ได้แก่ การตัดศีรษะ, การแขวนคอ, การฉีดยาพิษ, การยิงเป้า, การรมแก๊สไนโตรเจน
- ในทวีปอเมริกา สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ยังคงมีการประหารชีวิต





