วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

เปิดมุมมอง ‘โทชิ คาซามะ’ โทษประหารชีวิต ไม่ควรมีอีกต่อไป?

เปิดมุมมอง ‘โทชิ คาซามะ’ โทษประหารชีวิต ไม่ควรมีอีกต่อไป?

กฎหมายของแต่ละประเทศมีการกำหนดโทษที่แตกต่างกัน โดยเฉพาะ โทษประหารชีวิต ซึ่งในระยะหลังหลายประเทศได้ยกเลิกโทษประหารชีวิตไม่ให้มีอีกต่อไป

ในขณะที่บางประเทศมีการก่อเหตุรุนแรงทำร้ายกันเกิดขึ้นมากมาย ประชาชนเรียกร้องให้นำ โทษประหารชีวิต กลับมาใช้อีกครั้ง เพื่อป้องปรามเหตุร้ายที่อาจจะเกิดเพิ่มมากขึ้น

Amnesty International Thailand ได้เชิญ โทชิ คาซามะ (Toshi Kazama) ช่างภาพชาวญี่ปุ่น ผู้ตระเวนถ่ายภาพแดนประหารทั่วโลกมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 แล้วนำผลงานมาถ่ายทอดให้ผู้คนได้รับรู้ถึง โทษประหารชีวิต  มาร่วมพูดคุย วันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2569

ไม่ควรมี โทษประหารชีวิต อีกต่อไป 

"ผมเป็นช่างภาพที่ได้ไปถ่ายภาพห้องประหารชีวิตมาแล้วทั่วโลก ได้พบปะพูดคุยกับครอบครัวของผู้เสียหาย ครอบครัวของนักโทษ รวมถึง เพชฌฆาต อัยการ และทนายความทั่วโลก โดยเฉพาะในเอเชีย เริ่มทำมาตั้งแต่พ.ศ. 2539

ในตอนแรกยังไม่ชัดเจนว่าตนเองสนับสนุนหรือต่อต้านโทษประหารชีวิต

แต่เมื่อได้เห็นห้องประหารและพูดคุยกับเพชฌฆาตตัวจริงที่บอกว่า

"เราไม่อยากฆ่าใครเลย โปรดบอกเรื่องนี้ให้โลกได้รับรู้ด้วย"  

จึงเชื่อมั่นว่า โทษประหารชีวิตไม่ได้ช่วยใครเลย รวมถึงครอบครัวของผู้เสียหายด้วย"

เปิดมุมมอง ‘โทชิ คาซามะ’ โทษประหารชีวิต ไม่ควรมีอีกต่อไป?

Cr. Kanok Shokjaratkul

โทษประหารชีวิตในประเทศไทย

"ในประเทศไทย มีอาชญากรรม 35 ประเภทที่มีโทษประหารชีวิต ในช่วงเลือกตั้งนี้มีนักการเมืองเสนอให้เพิ่มโทษประหารชีวิตในคดีอื่น ๆ เช่น คอร์รัปชัน, การฉ้อโกงทางอินเทอร์เน็ต และการข่มขืน นี่คือ เทคนิค ที่นักการเมืองทั่วโลกใช้ เพื่อดึงดูดคะแนนเสียง

เพราะเรื่องการประหารชีวิตสามารถกระตุ้นอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนได้สูง นักการเมืองทำให้ประชาชนรู้สึกว่าสังคมจะปลอดภัยขึ้น หากใช้บทลงโทษที่รุนแรง

แต่ในความเป็นจริง โทษประหารชีวิต ไม่สามารถช่วยลดอัตราการเกิดอาชญากรรมได้ และไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ"

  • รากเหง้าของปัญหาและทางออก

"ในกรณีคดียาเสพติด นักโทษประหารส่วนใหญ่ในเรือนจำบางขวางที่ผมพบมา เป็นเพียง คนเดินยา (Mules) ที่ยากจน โดยที่ตัวการใหญ่หรือผู้บงการไม่เคยถูกจับกุม

ในเมื่อเป็นอย่างนี้แล้ว รัฐควรจะเน้นไปที่ การป้องกันอาชญากรรม (Prevention of crime) และ กระบวนการยุติธรรมเชิงเยียวยา (Restorative Justice) มากกว่า

เช่น ที่ใช้ในยุโรปเหนือ เน้นการบำบัดผู้กระทำผิดและการเรียนรู้จากอาชญากรรมเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำ"

เปิดมุมมอง ‘โทชิ คาซามะ’ โทษประหารชีวิต ไม่ควรมีอีกต่อไป?

  • ความเป็นจริงในห้องประหาร

"ที่เรือนจำในไต้หวัน นักโทษประหารต้องใส่ตรวนตลอด 24 ชั่วโมง 365 วันต่อปี ก่อนประหาร นักโทษจะได้รับอนุญาตให้จุดธูปไหว้พระพุทธรูป เพื่อไม่ให้วิญญาณกลับมาหลอกหลอนเพชฌฆาต

นักโทษจะนอนคว่ำหน้าบนผ้าห่มที่ปูทับ ทรายสีดำ เพื่อพรางเลือดและป้องกันกระสุนสะท้อนกลับ

นักโทษจะได้รับอาหารมื้อสุดท้าย รวมถึงสุราและบุหรี่ โดยนั่งกินในที่ที่มองเห็นจุดที่จะถูกประหาร

หากนักโทษบริจาคอวัยวะ เพชฌฆาตจะยิงที่หลังต้นคอ แต่ถ้าไม่บริจาคจะยิงที่หัวใจ

ในบางประเทศอย่างจีน มีประเด็นเรื่องการนำอวัยวะของนักโทษประหารไปใช้ในเชิงธุรกิจ

จากข้อมูลพบว่าที่สหรัฐอเมริกา มีผู้ถูกตัดสินประหารชีวิตไปแล้วมากมาย ไม่ได้เป็นผู้ผิดจริง

เช่น เด็กชายอายุ 16 ปีที่มี IQ เพียง 60 และมีปัญหาด้านพัฒนาการ แต่ถูกตัดสินประหารชีวิต ถูกกักขังในเรือนจำก็อยู่อย่างหวาดกลัวเพราะถูกล่วงละเมิดทางเพศ"

เปิดมุมมอง ‘โทชิ คาซามะ’ โทษประหารชีวิต ไม่ควรมีอีกต่อไป?

  • วิธีการประหารชีวิตในรูปแบบต่าง ๆ

โทษประหารชีวิตในแต่ละประเทศมีความแตกต่างกัน เช่น การฉีดยา , การยิง และ เก้าอี้ไฟฟ้า สมัยใหม่มีช่องเสียบกุญแจ 2 ช่อง ให้ผู้คุมหมุนพร้อมกันเพื่อให้ไม่มีใครรู้ว่ากุญแจดอกไหนเป็นตัวเปิดสวิตช์

ส่วน การแขวนคอ (ในญี่ปุ่น) จะใช้ปุ่มกด 5-7 ปุ่ม ให้ผู้คุมกดพร้อมกันเพื่อให้พื้นยุบลงไป

  • เรือนจำคือภาพสะท้อนของสังคม

"หากอยากรู้ว่าประเทศนั้นเป็นอย่างไรให้ไปดูที่เรือนจำ

ที่ประเทศมองโกเลีย ผมได้มีส่วนร่วมรณรงค์จนสามารถยกเลิกโทษประหารชีวิตได้สำเร็จในปี พ.ศ. 2560

โดยเริ่มจากการเข้าเป็นภาคีในพิธีสารเลือกรับของ ICCPR

การประหารชีวิตเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน และเป็นวงจรแห่งความรุนแรงที่ไม่สิ้นสุด

จากการได้พูดคุยกับนักโทษที่กระทำความผิด มีเคสหนึ่ง พบว่า เขาเป็นคนที่ไม่รู้จักความรัก และไม่ได้เคยได้รับความรัก จึงทำทุกอย่างเพื่อรักษาความรักครั้งแรกที่เกิดขึ้นนั้นให้อยู่กับตัวเองให้นานที่สุด จึงทำร้ายผู้ที่มาแย่งความรักนั้นไป

ในส่วนของผู้ที่ทำหน้าที่ประหารชีวิตเอง ก็ต้องเผชิญกับสภาวะทางจิตใจอย่างหนัก แม้จะมีระบบให้ความช่วยเหลือทางจิตใจรองรับ

แต่ในความเป็นจริงเขาไม่สามารถบอกใครแม้กระทั่งคนในครอบครัวได้ว่าตัวเองทำอาชีพอะไร จึงไม่กล้าไปรับการช่วยเหลือเพราะกลัวถูกมองว่าเป็นคนอ่อนแอ

เปิดมุมมอง ‘โทชิ คาซามะ’ โทษประหารชีวิต ไม่ควรมีอีกต่อไป?

  • ความจริงเกี่ยวกับอัตราอาชญากรรมและสิทธิมนุษยชน

"ความเชื่อที่ว่าโทษประหารช่วยลดอาชญากรรมนั้นไม่เป็นความจริง ตามสถิติ ประเทศที่ยกเลิกโทษประหาร (เช่น ฝรั่งเศส, สวีเดน, กัมพูชา) มีอัตราอาชญากรรมลดลง หรือต่ำกว่าประเทศที่ยังใช้อยู่

ในฝรั่งเศส แม้ตอนแรกประชาชนจะไม่พอใจที่ยกเลิกโทษประหาร แต่เมื่อเวลาผ่านไป อัตราฆาตกรรมลดลง สังคมจึงหันไปโฟกัสที่การป้องกันแทน

เอเชียถูกมองว่าเป็นศูนย์กลางของโทษประหารและยังล้าหลังด้านสิทธิมนุษยชน

สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่มีการประหารชีวิตจริงมาหลายปี (Moratorium) แต่การมีอยู่ของกฎหมายยังทำให้เกิดความเสี่ยง เพราะไม่ได้ เป็นภาคีในพิธีสารเลือกรับของ ICCPR Optional Protocol ฉบับที่ 2 เพื่อยกเลิกโทษประหารชีวิตทางกฎหมายอย่างถาวร"

เปิดมุมมอง ‘โทชิ คาซามะ’ โทษประหารชีวิต ไม่ควรมีอีกต่อไป?

Cr. Kanok Shokjaratkul

  • ประสบการณ์ส่วนตัวและการเยียวยา

ดูเหมือนว่าการรณรงค์เรียกร้องไม่ให้มีโทษประหารชีวิตของโทชิ อาจจะมาจากการตระเวนถ่ายภาพสถานที่ประหารชีวิตในประเทศต่าง ๆ 

แต่ในความจริงแล้ว โทชิ เคยถูกทำร้ายและเป็นเหยื่ออาชญกรรมคนหนึ่ง 

"ผมเคยตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมที่นิวยอร์ก ถูกทำร้ายจนกะโหลกฟาดพื้นและโคม่าไป 5 วัน ส่งผลให้หูขวาหนวก ระบบทรงตัวเสีย และสมองบางส่วนตาย

พอฟื้นขึ้นมา เพื่อนก็บอกให้ไปแก้แค้น แต่ผมเลือกที่จะไม่ทำ เพราะได้เรียนรู้จากครอบครัวผู้เสียหายคนอื่น ๆ ว่า ความโกรธแค้นจะทำให้ชีวิตของทั้งตัวเองและครอบครัวทุกข์ทรมานไปตลอด

โทษประหารชีวิต ไม่ได้ทำให้อะไรเกิดขึ้น หรือมีอะไรเปลี่ยนแปลงไป เพราะเหตุมันเกิดขึ้นแล้ว เราควรป้องกันก่อนที่จะมีเหตุจะดีกว่า

ผมเชื่อว่าผู้ก่อเหตุอาจเป็นคนที่ขาดความรักในชีวิต และหากมีโอกาส ก็อยากชวนเขามากินข้าวเย็นกับครอบครัวเพื่อมอบความรักให้

ผมว่านี่คือ ความยุติธรรมเชิงเยียวยา ที่จะช่วยให้เขาสามารถก้าวต่อไปได้โดยไม่ตกหลุมพรางของการแก้แค้น

เปิดมุมมอง ‘โทชิ คาซามะ’ โทษประหารชีวิต ไม่ควรมีอีกต่อไป?

Cr. Kanok Shokjaratkul

ผมคิดว่าการลงโทษด้วยการประหารชีวิต ไม่ใช่การเยียวยาหรือแก้ไขสาเหตุที่แท้จริงของอาชญากรรม เพราะมันเกิดขึ้นหลังจากเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว

หากนักการเมืองใส่ใจจริง ควรเน้นที่ มาตรการป้องกัน (Preventive Measures) มากกว่า เช่น การศึกษาต้นเหตุของอาชญากรรมและการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยง (Red Flags)"

ตัวเลขและข้อเท็จจริง ปี 2567

  • ประเทศที่มีการประหารชีวิตมากที่สุด ได้แก่ จีน (หลายพันครั้ง), อิหร่าน (972+), ซาอุดิอาระเบียน (345+),  อิรัก (63+), เยเมน (38+), เวียดนาม, เกาหลีเหนือ
  • 113 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทุกประเภท
  • 9 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตสำหรับความผิดทางอาญาทั่วไป
  • 23 ประเทศยกเลิกโทษประหารชีวิตในทางปฏิบัติ (ไม่มีการประหารชีวิตจริง 10 ปีติดต่อกัน)
  • 145 ประเทศ หรือ 2 ใน 3 ของประเทศทั่วโลกยกเลิกโทษประหารชีวิตทั้งในทางกฎหมายและในทางปฏิบัติ
  • 54 ประเทศยังคงบทลงโทษประหารชีวิตไว้
  • ในอาเซียน มี 6 ประเทศที่ยังมีโทษประหารชีวิตอยู่ ได้แก่  อินโดนีเซีย, มาเลเซีย, เมียนมา, สิงคโปร์, ไทย, เวียดนาม
  • วิธีการประหารชีวิตที่นำมาใช้ในปี 2567 ได้แก่ การตัดศีรษะ, การแขวนคอ, การฉีดยาพิษ, การยิงเป้า, การรมแก๊สไนโตรเจน
  • ในทวีปอเมริกา สหรัฐอเมริกาเป็นประเทศเดียวที่ยังคงมีการประหารชีวิต