เมื่อโลกออนไลน์ไม่ตอบโจทย์ การออกจากบ้านมาพบปะพูดคุยกันในเรื่องที่สนใจเหมือนกัน จึงเป็นสิ่งที่ร่างกายและจิตใจต้องการ
เปิดศักราชปีใหม่ 2569 บรรยากาศวงการหนังสือในประเทศไทย คึกคักเป็นพิเศษ มีการจัดงานเกี่ยวกับหนังสือมากมาย หนึ่งในนั้นคือ กิจกรรม Book Club ในหลาย ๆ สถานที่ ลองมาสำรวจ ไปกับ กรุงเทพธุรกิจ สัก 3 งาน เริ่มกันที่
READ FEST : READING JOURNEY เทศกาลอ่านสนุก
หนังสือและการเดินทาง Book Club ที่ สถานีรถไฟกรุงเทพ (หัวลำโพง)
ภายในงานมีกิจกรรมหลากหลาย ทั้งนิทรรศการ, บูธขายหนังสือ, Book Talk, เวิร์คชอป Art & Craft, การแสดงดนตรี, สะสมแสตมป์ และ Reading Space มุมอ่านหนังสือ ซึ่งช่วงเวลาของ Book Club คือ 13.00-15.00 น. วันที่ 23-25 มกราคม 2569
Cr. Kanok Shokjaratkul
"สำหรับการจัดพื้นที่ให้มานั่งอ่านหนังสือ ถือเป็นครั้งแรกที่ TK Park จัดเรื่อง Book Club ในรูปแบบนี้ แต่งานนี้เหมือนเทศกาลมากกว่า โดยเป็นแพลตฟอร์มหนึ่งของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ที่เรียกว่า READ FEST
วัตถุประสงค์หลักของ READ FEST คือ อยากเห็นการสร้างสรรค์พื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นพื้นที่ส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้
เราเชื่อว่าการอ่านไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ในห้องเรียน โรงเรียน หรือห้องสมุด แต่คนจะอ่านที่ไหนก็ได้ ภายใต้แนวคิด Read Everywhere ซึ่งปีนี้เป็นการจัดงานครั้งที่ 2"
วัฒนชัย วินิจจะกูล รักษาการผู้อำนวยการสถาบันอุทยานการเรียนรู้ ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ
Cr. Kanok Shokjaratkul
"ครั้งแรกเมื่อปีที่แล้วเราสร้างความฮือฮาด้วยการจัด READ FEST ที่สนามกีฬานิมิบุตร เปลี่ยนสนามกีฬา 1,000 ที่นั่งให้กลายเป็นพื้นที่หนังสือ มีกิจกรรมบนเวที ดนตรี และการพูดคุย
ซึ่งพื้นที่สาธารณะ (Public Space) ยังมีอีกเยอะแยะ เราอาจจะติดภาพว่ามันต้องใช้ตามฟังก์ชันเดิมเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วเราสามารถเติมความคิดสร้างสรรค์และดัดแปลงให้เป็นพื้นที่ส่งเสริมหนังสือได้
เราอยากเห็นหนังสืออยู่ใกล้คน และอยากเห็นคนเข้ามาใกล้หนังสือ พื้นที่ที่เหมาะสมที่สุดจึงเป็นพื้นที่ที่มีคนพลุกพล่าน
ปีที่แล้วจัดที่สนามกีฬา เราให้คนมาออกกำลังกายสมอง หรือ Exercise ไอเดียกัน ส่วนปีนี้ที่เราเลือก สถานีรถไฟ เพราะหนังสือเปรียบเสมือนการเดินทาง
Cr. Kanok Shokjaratkul
การอ่านหนังสือก็เหมือนการเลือกเดินทางไปในเส้นทางหนึ่งที่เราอาจไม่รู้ว่าระหว่างทางจะเจออะไร หรือปลายทางจะเป็นอย่างไร
มนต์เสน่ห์ของหนังสือกับการเดินทางมันมีความคล้ายคลึงกัน ทั้งในเชิงเป้าหมายการพัฒนาพื้นที่สาธารณะและนัยยะของสถานที่
ในส่วนของ Book Club ตามความหมายที่เคร่งครัด คือการที่คนที่มีความชอบในการอ่านหนังสือเรื่องใดเรื่องหนึ่งมานั่งคุยกัน แลกเปลี่ยนเสวนาในมุมมองที่อาจจะคิดไม่เหมือนกันก็ได้
Book Club เป็นเครื่องมือส่งเสริมการอ่านที่พื้นฐานที่สุดและจัดง่ายที่สุดในโลก เพียงแต่ต้องหาคนที่มีความสนใจร่วมกันมาเจอกัน และหาพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับการแลกเปลี่ยน สิ่งที่ตนเองคิดให้ได้
และพื้นที่นั้นต้องมีบรรยากาศที่สบายและปลอดภัยเพื่อให้เกิดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่
Cr. Kanok Shokjaratkul
กฎสำคัญคือ ทะเลาะกันได้ แต่อย่าตีกัน อย่าใช้ความรุนแรง ความเห็นที่แตกต่างต้องเป็นสิ่งที่ยอมรับกันได้ นี่คือเสน่ห์สำคัญที่แสดงให้เห็นพลังของหนังสือ ที่ทำให้คนมาคุยกันในเรื่องที่สนใจร่วมกันแม้จะมีความเห็นต่างกันก็ตาม
ในต่างประเทศที่มีวัฒนธรรมการอ่านเข้มแข็ง เขาจัดกันเป็นประจำ ทั้งในโรงเรียน ห้องสมุด สวนสาธารณะ หรือในงานแฟร์ต่าง ๆ จะมี Book Club เป็นองค์ประกอบเสมอ
สำหรับเมืองไทย ไม่แน่ใจว่ามีเยอะแค่ไหน ซึ่งเป็นเรื่องที่ควรสนับสนุน
สังคมไทย วัฒนธรรมการอ่านอาจยังไม่เข้มแข็งพอ เพราะเราเน้นการอ่านเพื่อความเพลิดเพลินเป็นหลัก การจะมานั่งคุยกันอย่างเข้มข้น เนื้อหา ของหนังสือมีส่วนสำคัญ ที่ชวนให้ถกเถียงมักจะเป็นแนววรรณกรรมระดับโลกที่มีประเด็นทางแพร่ง ให้คิดว่าสิ่งนั้นถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดี
ถ้าคนไทยอ่านหนังสือประเภทที่ต้องใช้ความคิดวิเคราะห์แบบนี้มากขึ้น การจัด Book Club ก็จะแพร่หลายและสนุกสนานขึ้น นำไปสู่เป้าหมาย การยอมรับความแตกต่างทางความคิดบนพื้นฐานของเหตุผล
อย่างวันนี้ในงานของเราไม่ได้กำหนดขอบเขตของ Book Club ใครจะอ่านอะไร นี่อาจจะเป็นความแปลกใหม่ในบริบทของบ้านเราที่มาเปิดพื้นที่รวมตัวพูดคุยกันแบบนี้ แต่ในเชิงรูปแบบไม่ใช่เรื่องใหม่ในระดับสากล"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- เปิดโลกการอ่านนอกบ้าน
"วันนี้มาร่วมงาน Book Club ครั้งแรก เป็นคนชอบอ่านหนังสืออยู่แล้ว และรู้สึกว่ามันน่าเสียดายถ้าไม่เคยมาที่นี่เลย ก็เลยตัดสินใจมา ที่มาอ่านนอกบ้าน เพราะอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้าง มานั่งดูคนในงานน่าจะดีกว่า
วันนี้เอาหนังสือมาหนึ่งเล่ม เป็นเล่มที่อ่านเวลาอยู่บน MRT เพราะไม่อยากเล่นโทรศัพท์ เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องรถไฟ วิถีชีวิตขากลับและขาไป ซึ่งพออ่านตอนอยู่บน MRT หรือ BTS แล้วมันได้บรรยากาศพอดีเป๊ะเลยค่ะ
ปกติชอบไปอ่านที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัย เพราะมันเงียบดี วันนี้ออกจากบ้านที่ลาดปลาเค้ามาเรียน เรียนเสร็จแล้ว ก็เลยมาที่นี่
การอ่านที่บ้านกับการอ่านนอกสถานที่ Vibe มันต่างกัน ถ้าอยากได้ความสงบ อยู่กับตัวเอง อ่านที่บ้านจะเหมาะกว่า แต่ถ้าอยากได้บรรยากาศที่เจอผู้คน การอ่านในห้องสมุดหรือข้างนอกแบบนี้จะดีกว่า" นันท์นภัส บุญฤทธิ์ นักศึกษาปี 3 คณะดุริยางคศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร แสดงความคิดเห็น
Cr. Kanok Shokjaratkul
READING IN THE PARK : อ่านหนังสือในสวนสาธารณะ
เทศกาลวรรณกรรมกรุงเทพฯ หรือ Bangkok Literature Festival จัด Reading in the Park EP3! วันที่ 24 มกราคม 2569 ณ อัฒจันทร์กลาง สวนเบญจกิติ
เวลา 16.00 – 18.00 น. อ่านหนังสือ (ห้ามใช้โทรศัพท์) หลังจากนั้นจะแบ่งกลุ่มพูดคุยแลกเปลี่ยน (Discussion) โดยแบ่งเป็นกลุ่มภาษาไทยและกลุ่มภาษาอังกฤษ
"องค์กรของเราเน้นจัดกิจกรรมเชิงนวัตกรรมที่สนับสนุนเรื่อง วรรณกรรม ศิลปะ และวัฒนธรรม ซึ่งเป็นหัวใจหลักที่เรานำมาคิดต่อยอดว่าจะจัดงานในรูปแบบไหนบ้าง
เราเพิ่งก่อตั้งมาได้ประมาณปีเดียว ความตั้งใจคืออยากทำ Festival เกี่ยวกับวรรณกรรมและศิลปะ โดยโฟกัสไปที่ชุมชน เวลาดีไซน์โปรแกรมจะคิดก่อนเสมอว่าผู้เข้าร่วมจะได้รับประสบการณ์อะไร"
วริษา นันทศิริ ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหาร เทศกาลวรรณกรรมและศิลปะกรุงเทพฯ (Bangkok Literature & Arts Festival) ชมรมอ่านหมู่ออฟไลน์ กรุงเทพฯ (Bangkok Offline Reading Club) ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ
Cr. Kanok Shokjaratkul
"อย่างครั้งนี้ Reading in the Park EP!3 จัดที่สวนเบญจกิติเหมือนสองครั้งแรก เมื่อปีที่แล้ว เราสร้างชุมชนผ่าน Bangkok Offline Reading Club
ครั้งแรกจัดที่คาเฟ่เพื่อนแถวสาทร เมื่อกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว มีคนมา 14 คน คอนเซปต์ง่าย ๆ คือ มาอ่านหนังสือและห้ามใช้โทรศัพท์
เราใช้คำว่า Reading Club แทนคำว่า Book Club เพราะ Book Club มักจะจำกัดว่าต้องอ่านเล่มเดียวกัน แต่ Reading Club คือมานั่งอ่านอะไรก็ได้ เราไม่จำกัดเล่ม
เพราะเราโฟกัสที่การสร้างวัฒนธรรมการอ่านและการให้คนออกมาใช้ชีวิตร่วมกันในสังคมจริง เราอยากให้คนออกจากโลกออนไลน์มาเป็น มนุษย์สังคม อยู่ท่ามกลางหญ้าเขียวท้องฟ้าใส
Cr. Kanok Shokjaratkul
จากครั้งแรก 14 คน ครั้งที่สองขยับเป็น 20-30 คน จัดที่ Tree Cafe สุขุมวิท ครั้งที่สาม 40 คนครั้งที่สี่เพิ่มเป็น 50-60 คนจนร้านเต็ม ต้องย้ายไปจัดที่โรงแรม Public House สุขุมวิท 31 ซึ่งเขาสนับสนุนเรื่องศิลปวัฒนธรรม
ชุมชนเราโตเร็วมาก การจัดงานครั้งที่ 5 มีคนมาถึง 100 คน แต่นั่งอ่านหนังสือกันเงียบกริบเลย ส่วนใหญ่คนที่มาจะเป็นแนว Introvert ทุกคนมีความเป็นตัวของตัวเอง ล้อมวงคุยในเรื่องที่มี Passion เหมือนกัน เกิดการสนทนา และป้ายยาหนังสือให้กัน ทำให้มุมมองของเรากว้างขึ้น
ก่อนหน้านี้เราเคยจัดบนรถไฟฟ้าร่วมกับ Book Club อื่น ครั้งต่อไป วันที่ 31 มีนาคม 2569 เราจัด Reading in the Park EP4! ณ สวนรมณีนาถ ร่วมกับ กทม.และ CEA ที่มีโปรเจกต์เกี่ยวกับหนังสือเยอะ เราจึงได้รับเกียรติให้เข้าไปมีส่วนร่วม
Cr. Kanok Shokjaratkul
Reading in the Park ครั้งแรกมีแค่ 50 คน ครั้งที่สอง (ปลายเดือนธันวาคม) เพิ่มเป็น 500-600 คน ครั้งนี้ประมาณ 400-500 คน สัดส่วนเป็นคนไทยครึ่งหนึ่งและต่างชาติครึ่งหนึ่ง ถือเป็นคอมมิวนิตี้หนังสือที่เป็น Bilingual (สองภาษา) แห่งแรก ๆ
ชาวต่างชาติชอบกิจกรรมแบบนี้มาก ปกติเขาไม่ค่อยมีกิจกรรมอื่นนอกจากเทศกาลใหญ่ ๆ มีคนต่างชาติมาขอบคุณ บอกว่าอยู่อโศกแล้วเหงามาก แต่มาที่นี่แล้วได้เพื่อนใหม่จนจะไปเที่ยวเวียดนามด้วยกันแล้ว สิ่งนี้คือพลังที่ช่วยหล่อเลี้ยงให้แอนนี่หายเหนื่อย
เรามีจุดยืนชัดเจนว่า "คนในชุมชนจะได้อะไร" ไม่ใช่ "องค์กรจะได้อะไร"
หลังจากนี้ Reading in the Park จะเว้นไปจนถึงปลายปีเพราะอากาศร้อน แต่ตัว Offline Reading Club ยังจัดเป็นประจำทุกวันเสาร์แรกของเดือนที่โรงแรม Public House เวลา 16.00 – 18.00 น. เข้าร่วมได้ฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่าย"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- การได้แลกเปลี่ยน ทำให้โลกการอ่านกว้างขึ้น
"มาร่วมงานนี้ จากการเห็นใน IG ว่าจะมี Reading in the Park ครั้งที่ 3 ก่อนหน้าเคยไปร่วมงาน Reading Club ที่จัดในล็อบบี้โรงแรมแถวสุขุมวิท มาก่อนแล้ว แล้วก็มาจอยต่อในกิจกรรม Reading in the Park
ถ้าเป็น Reading in the Park มาครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 แล้ว ส่วน Reading Club แบบอินดอร์ก็ 4-5 ครั้ง
เป็นคนชอบอ่านหนังสือ เป็นนักศึกษาแล้วก็เป็นพนักงานบริษัทด้วย การได้มาร่วมงาน รู้สึกสนุกมาก มันเหมือนมี Space สำหรับคนที่ชอบการอ่าน
ปกติชอบอ่านคนเดียวที่บ้านหรือร้านกาแฟ แต่กิจกรรมนี้ทำให้เรารู้สึกว่ามี Community สำหรับเราโดยเฉพาะ
Cr. Kanok Shokjaratkul
ชอบช่วงที่ได้ แชร์หนังสือ ได้แลกเปลี่ยนและเปิดโลกการอ่านให้กว้างขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มนี้มีคนต่างชาติด้วย ทำให้เห็นความหลากหลายของหนังสือจนอยากไปหาอ่านตาม ซึ่งความรู้สึกนี้เกิดขึ้นทุกครั้งที่มาเลย
กิจกรรมนี้ไม่ต้องเสียเงิน มีแค่ค่าเดินทางกับเรื่องของเวลาเท่านั้น คุณแค่เอาตัวเองกับหนังสือมาก็เข้าร่วมจอยได้เลย
พื้นที่นี้เปิดสำหรับทุกคน อยากให้ลองเอาตัวเองออกมาจากพื้นที่เดิม ๆ มาเปิดโลกการอ่านให้กว้างขึ้น ไม่จำเป็นต้องมาแชร์อะไรก็ได้ แค่ออกมาทำความรู้จักกับเพื่อนนักอ่านด้วยกัน
สำหรับคนที่เพิ่งเริ่มอ่านแล้วไม่รู้จะอ่านอะไร หรืออยากหาใครสักคนคุยเรื่องหนังสือ ที่นี่เป็นอีก community ที่เปิดกว้างมาก อยากให้มากันเยอะ ๆ " ปูเป้ หนึ่งในกลุ่มนักอ่าน เล่าให้ฟัง
Cr. Kanok Shokjaratkul
Book Club ในคาเฟ่
พื้นที่ทางปัญญาและบทสนทนาในร้านหนังสือ
นับเป็นการจัดกิจกรรม Book Club ครั้งที่สองแล้วของ The Alphabet Book Café
"จุดเริ่มต้นของการทำ Book Club ของเรามาจากความรู้สึกว่า เรามีสเปซ มีเวลามากพอ นอกจากทำหน้าร้าน ดูแลต้นฉบับหนังสือให้กับสำนักพิมพ์สมมติที่อยู่ตรงนี้แล้ว เราก็อยากทำกิจกรรมด้วย
เราอยากให้มันเป็น community เล็ก ๆ ของคนที่ชอบอะไรเหมือนกัน เพราะ Book Club ไม่ใช่เรื่องใหม่ คนอื่นก็ทำกันอยู่เรื่อย ๆ แต่ของสำนักพิมพ์สมมติเราเพิ่งได้เริ่มทำ
คนทำ Book Club แต่ละที่มีธีมหรือคอนเซปต์ต่างกันไป ส่วนใหญ่เป็นการเอาหนังสือที่ตัวเองชอบมาเล่าให้ฟัง ไม่จำเป็นต้องอ่านเรื่องเดียวกัน แต่ของ สมมติ เรากำหนดให้เป็นเรื่องเดียวกัน และมีธีมที่ชัดเจน"
เอกสิทธิ์ เทียมธรรม บรรณาธิการสำนักพิมพ์สมมติ ให้สัมภาษณ์กับกรุงเทพธุรกิจ
Cr. Kanok Shokjaratkul
"การจัด Book Club ครั้งแรก เราใช้หนังสือของ ชเตฟาน สไวก์ (Stefan Zweig) ชื่อว่า ยี่สิบสี่ชั่วโมงนี้ลืมไม่ลง (Twenty-Four Hours in the Life of a Woman) นิยายคลาสสิคสะเทือนอารมณ์ ชีวิตที่พลิกผันของผู้หญิงคนหนึ่ง ในเวลาสั้น ๆ แค่ 24 ชั่วโมง
หนังสือเล่มบาง 120 หน้า เรากำหนดจัดงานตอนสองทุ่มเพื่อให้คนอ่านจบในเวลากลางคืนเหมือนในเรื่อง แล้วก็คุยกันต่อ
ตอนที่จัดเราคิดว่าถ้าเราเตรียมตัวดี ไอเดียได้ คนก็พร้อมจะมา ซึ่งวันนั้นก็มากันเต็ม ประมาณ 10-20 คน บางคนมาจากที่ไกล ๆ อย่าง รังสิต บางคนไม่เคยอ่านแต่อยากมาลอง Challenge ตัวเองก็มา
โจทย์วันนั้นคือต้องมาอ่านที่นี่พร้อมกัน 1-2 ชม. แล้วคุยกัน มีคนหนึ่งบอกว่าผมเป็นคนอ่านช้า อ่านไม่จบ แต่เขาก็กล้าที่จะมาเพื่อลองดูบรรยากาศนั้น
สิ่งที่คนมาร่วมงานจะได้รับ คือ ประสบการณ์ ที่ได้มานั่งอ่านในคาเฟ่ตอนกลางคืนกับคนแปลกหน้าที่ไม่รู้จักกัน แต่มีปฏิสัมพันธ์กันผ่านวรรณกรรมเรื่องเดียวกัน สุดท้ายทุกคนจะถูกละลายพฤติกรรมเพราะมาคุยเรื่องเดียวกัน"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- Book Club ในคาเฟ่ : ครั้งที่ 2 กับ 1984
"สำหรับครั้งนี้ เราอยากเริ่มปีใหม่ด้วยการมีวินัยกับตัวเอง อยากจัดให้ได้ทุก 2 เดือนครั้ง หรือเดือนละครั้งถ้าทำได้ เราเลือกหนังสือ หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ หนึ่ง-เก้า-แปด-สี่ 1984 วรรณกรรมโลกสมมติ ของ จอร์จ ออร์เวลล์ (George Orwell)
เพราะมันประจวบเหมาะกับการใกล้เลือกตั้งพอดี เป็นนิยายการเมืองแนว ดิสโทเปีย พูดถึงรัฐเผด็จการเบ็ดเสร็จที่ควบคุมประชากร มีการสอดส่องความคิด มีการโฆษณาชวนเชื่อตลอดเวลา โลกในเรื่องถูกเซ็ตขึ้นมาให้คนในรัฐรู้สึกโชคดีที่เกิดที่นี่ เพราะรัฐคอยบอกว่ากำลังทำสงครามกับที่อื่นอยู่ตลอด
มีสิ่งที่เรียกว่า ความเกลียด 2 นาที เพื่อปั่นหัวให้คนเกลียดชังศัตรูของรัฐและรักษาอำนาจของผู้นำที่เรียกว่า พี่เบิ้ม
Cr. Kanok Shokjaratkul
การจัดครั้งที่ 2 นี้เรากำหนดไว้ไม่เกิน 20 คน เพราะพื้นที่จำกัด และไม่อยากใช้ไมโครโฟน อยากให้เป็นการคุยกันด้วยระดับเสียงปกติ เพราะบางคนจับไมค์แล้วพูดไม่ออก เราอยากให้เป็นพื้นที่ที่คนอ่านได้มา ปลดปล่อย ได้คุยกับคนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน
The Alphabet Book Café เคยจัดกิจกรรมมาแล้วหลายอย่าง เช่น ร่วมกับ Documentary Club และ Film ไอทัช จัดฉายหนัง แล้วก็มี After talk คุยกัน
แล้วก็งาน Coming of อ่าน (พ้องเสียงจาก Coming of Age) เชิญ อาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล มาพูดคุยในมุมส่วนตัวเรื่องการอ่านและหนังสือที่ท่านชอบ ซึ่งน่าสนใจมาก
ผมอยากให้ที่นี่เป็นที่รู้จักในฐานะ Little Culture หรือสเปซเล็ก ๆ ย่านฝั่งธนฯ พุทธมณฑลสาย 2 ถึงจะดูไกล แต่ถ้าไปนครปฐมหรือหัวหินก็แวะมาได้ ที่นี่เป็นพื้นที่รองรับคนที่คิดอะไรใกล้ ๆ กัน เป็นพื้นที่ที่มีอารยะแบบคนอ่านหนังสือ"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- อยากมาฟังคนอื่นพูดถึงหนังสือบ้าง
"นี่เป็นการมา Book Club ในคาเฟ่ ครั้งแรก ผมอยากมาฟังมุมมองคนอื่นว่าเขาคิดเห็นอะไรยังไง คิดเหมือนกันไหม เพราะว่าเราอ่านหนังสือเล่มเดียวกัน นั่งฟังไปชั่วโมงนิด ๆ รู้สึกว่าสนุกมากเลย
ผมไม่เคยไป Book Club ที่ไหนมาก่อน มาที่นี่ เพราะว่าผมชอบที่นี่อยู่แล้ว และอ่านหนังสือเล่มนี้ ที่ซื้อที่นี่ด้วย เมื่อก่อนบ้านอยู่แถวนี้ พอย้ายไปก็ไม่ค่อยได้มา
ผมเป็นนักดนตรี วงโมโนเนีย (Monomania) ทำเพลงของตัวเองด้วย ตอนเรียนเคยเล่นเพลงชื่อ 2+2=5 ตอนนั้นไม่รู้ว่ามาจากหนังสือ 1984 เพิ่งมารู้ตอนเริ่มติดตามเรื่องการเมือง
การมาร่วมงาน Book Club ผมว่าบางทีไม่จำเป็นต้องเป็นหนังสือที่เราเคยอ่านก็ได้ ถ้าเราอยากจะมาฟังคนอื่นพูดถึงหนังสือเล่มนั้น มันก็เหมือนกับการป้ายยา
ถ้าเราไม่เคยอ่านเลย แล้วเรามาฟังเขาพูดถึงหนังสือ บางทีมันก็ทำให้เราอยากอ่าน แต่ถ้าเราเคยอ่านมาแล้ว เราก็จะรู้สึกว่า เออ เขาคิดเหมือนเราเลยนะ ทุกคนที่มาก็ไม่มีใครรู้จักกันมาก่อนเลย แต่พอมาแล้วทุกคนคุยกันเหมือนรู้จักกันมาเลย ดีครับ" เชน นักดนตรี วง Monomania แสดงความคิดเห็น
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul





