วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

ซอฟต์พาวเวอร์มังกร: การท่องเที่ยวที่มากกว่าแค่ท่องเที่ยวของชาวจีน

ซอฟต์พาวเวอร์มังกร: การท่องเที่ยวที่มากกว่าแค่ท่องเที่ยวของชาวจีน

ปีที่ผ่านมา ชาวจีนเดินทางออกนอกประเทศติดลำดับท็อปของโลกราว 155 ล้านครั้ง แต่ที่ชัดเจนเป็นลำดับหนึ่งแบบม้วนเดียวจบก็คือ “อำนาจการจับจ่าย” (Expenditure) ด้วยตัวเลขการใช้เงินต่อหัวสูงถึง 250.6 พันล้านดอลลาร์ ทิ้งห่างทั้งสหรัฐฯ เยอรมนี สหราชอาณาจักร และฝรั่งเศส นักท่องเที่ยวจีนกลายเป็นกลุ่มคนรวยที่ใครต่อใครต่างก็อยากอ้าแขนรับ

พญามังกรปรับทัศนคติการส่งออกคนและอำนาจเงินหยวนสู่โลกภายนอกในช่วงทศวรรษหลังมานี้เอง ผ่านการรณรงค์ยกระดับมารยาทสากลให้ "เที่ยวอย่างมีอารยธรรม-ศิวิไลซ์ให้โลกเห็น" (文明出游,礼展中华) ไม่ต้องอื่นไกล เอาแค่ตลาดไทยเรานี้เอง ช่วงแรก ๆ ที่ทัวร์จีนพาเหรดกันเข้ามา ตลาดบ้านเราแทบรับมือไม่ทันกับพฤติกรรม "จีน ๆ" ที่มากันยกโขยง ส่งเสียงดัง ถึงขั้นขวางหูขวางตาด้วยซ้ำ

แต่รัฐบาลเขาก็พยายามแก้โจทย์ด้วยการเติมความเข้าใจสากลเข้าไป จนระยะหลังนักท่องเที่ยวจีนยุคใหม่เดินทางเดี่ยว ทันสมัยขึ้นผิดหูผิดตา จนถึงขั้นที่ตอนโควิดระบาดทำตลาดจีนหายไป ผู้ประกอบการอาเซียนแทบทุกชาติถึงกับต้องโหยหาเรียกร้องให้เขากลับคืนมา

เงินหยวนคือ "ขุมทรัพย์ใหม่" ของตลาดโลก?

เงินหยวนมังกรแผ่ฤทธิ์ข้ามไปถึงตะวันออกกลาง ทั้งซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และเอมิเรตส์ กลุ่มประเทศที่เคยอยู่กินกับน้ำมัน กลับต้องยอมปรับตัวเพราะอยากลดการพึ่งพาทรัพยากรเดิม และมองว่าเม็ดเงินหยวนนี่แหละคือ "ขุมทรัพย์ใหม่" โดยเฉพาะเอมิเรตส์ที่วางรากฐานเศรษฐกิจบริการรองรับคนรุ่นใหม่จากจีนอย่างชัดเจน ขณะที่ซาอุดีอาระเบียถึงขั้นทุ่มงบมหาศาลเพื่อทำให้ประเทศเป็น "China-ready" ทั้งป้ายภาษาจีนในแหล่งท่องเที่ยว และตั้งเป้าโกยนักท่องเที่ยวจีนให้ได้ถึง 5 ล้านคนต่อปี ภายในปี 2030

ตัวเลขพยากรณ์จาก China Trading Desk ระบุว่าในปี 2026 จีนจะส่งออกนักท่องเที่ยวเพิ่มเป็น 170-175 ล้านครั้ง ยิ่งส่งให้ยอดการใช้จ่ายต่อหัวที่นำโด่งอยู่แล้ว ยืนระยะลำดับหัวแถวไปอีกยาว ๆ

จีนไม่ได้แค่ส่งออกเงินหยวนให้ไหลออกไปเฉย ๆ แต่กำลังส่งออก "ภาพลักษณ์ใหม่" ในนามซอฟต์พาวเวอร์ ทำให้เงินหยวนกลายเป็นสกุลเงินสำคัญในบูทแลกเงินทุกสนามบิน และทำให้ภาษาจีนเริ่มกลายเป็นภาษาสากล สิ่งที่เป็น "วัฒนธรรมจีน" ขยายฐานแพร่กระจายไปพร้อมกัน ทั้งตะเกียบและอาหารจีน

อีกทั้งต้องไม่ลืมว่ามหาอำนาจในอดีต ล้วนได้รับการอ้าแขนต้อนรับด้วยฟรีวีซ่า และ ณ เดือนมกราคม 2026 พาสปอร์ตจีนสามารถเดินทางไปทั่วโลกโดยไม่ต้องขอวีซ่า (Visa-Free) หรือใช้ VOA ได้รวมราว 90 แห่ง ในทางกลับกัน จีนก็ใช้นโยบาย “การทูตวีซ่า” (Visa Diplomacy) เปิดประตูรับต่างชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน แม้บางประเทศเขาจะเปิดรับแค่ฝ่ายเดียวไปก่อนก็ตาม

แท้จริงแล้ว "พลังซอฟต์พาวเวอร์ทางการท่องเที่ยว" คือ การที่คนอื่นอยากเป็นฝ่ายเข้าไปหา ไปสัมผัส และไปจับจ่าย ปัจจุบันยอดเงินไหลเข้าจากการท่องเที่ยวแม้จะยังน้อยกว่ายอดที่ไหลออก (ราว 1.2 แสนล้านดอลลาร์ เทียบกับ 1.5 แสนล้านดอลลาร์) แต่ก็ไม่ห่างกันจนน่ากังวล จีนใช้บทเรียนจากญี่ปุ่นที่ใช้โอลิมปิกเป็นจุดสตาร์ท โดยเฉพาะโอลิมปิกปักกิ่ง 2008 ที่เริ่มฉายแววมหาอำนาจเทคโนโลยีและสังคมเมืองที่ทันสมัย ส่งผลให้ยอดนักท่องเที่ยวเข้าจีนขยับจากหลัก 10 ล้านคนในปี 2010 สู่จุดสูงสุด 31 ล้านคนในปี 2019 ส่วนต่างรายได้ที่เสียไปจึงเปรียบเสมือน "งบประมาณสร้างซอฟต์พาวเวอร์" ของมหาอำนาจใหม่ที่ยังคงความคุ้มค่า

จีนทลาย "กำแพงดิจิทัล" (Digital Barrier) แต่ยังมีจุดอ่อน?

จีนพยายามทลาย "กำแพงดิจิทัล" (Digital Barrier) ให้ต่างชาติเข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งแอปฯ สองภาษา และการผูกบัตรเครดิตต่างชาติให้จ่ายเงินได้คล่องปรื๋อ พร้อมนโยบาย Transit ฟรีวีซ่า 240 ชั่วโมง

ทว่า...จีนก็ยังมีจุดอ่อน

จุดอ่อนที่ชาติตะวันตกยังหวาดระแวง ไม่ใช่เรื่องความสะอาดเหมือนเมื่อสองทศวรรษก่อน แต่คือความก้าวหน้าของระบบสังคมจีนที่สามารถ "ติดตาม" พฤติกรรมผู้มาเยือนได้แทบไม่คลาดสายตา ตั้งแต่กล้อง CCTV ทุกหัวระแหง การสแกนพาสปอร์ตแจ้งที่พัก ไปจนถึงระบบสังคมที่บีบให้ต้องสั่งอาหารหรือเรียกรถผ่านแอปฯ Alipay หรือ WeChat เท่านั้น

ระบบที่ว่านี้ทำให้รัฐรู้เรื่องราวของผู้มาเยือนแทบทุกย่างก้าว ขนาดที่ว่ากินอะไร พฤติกรรมความชอบแบบไหน ใช้จ่ายเท่าไหร่ ใครจะไปเยือนจีนวันนี้จึงต้องยอมรับ “ระบบจีน” และ Digital Surveillance ให้ได้ ..เป็นแบบแผนที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

จีนมีความแยบยลที่เปิดประตูรั้วประเทศด้วยนโยบายฟรีวีซ่า แต่ขณะเดียวกันก็ "ล้อมรั้วอีกชนิดหนึ่ง" ผ่านระบบสังคมใหม่ เพื่อติดตามผู้มาเยือนในนามของการรักษาความสงบเรียบร้อย สำหรับผู้ที่เคยชินกับอิสระเสรีแบบตะวันตกอาจไม่พอใจนักกับการถูกตามดูแทบทุกก้าว แต่นี่คือระบบที่ใช้ควบคุมประชากรระดับหนึ่งพันสี่ร้อยล้านคนเพื่อรักษาความปลอดภัยให้สังคมโดยรวม ซึ่งประชากรจีนเองก็ต้องก้มหน้ายอมรับในความเคร่งครัดนี้

ความเข้มงวดแบบจีน = ซอฟท์พาวเวอร์ด้านความปลอดภัย

ผู้เขียนไปจีนหลายครั้ง เดินทางด้วยรถบัสระหว่างเมือง ภายในรถมีกล้อง CCTV จับจ้องทั้งคนขับไม่ให้หลับหรือแอบสูบบุหรี่ จับจ้องผู้โดยสารให้คาดเข็มขัดนิรภัย และต้องจอดพักตามกำหนด หรือแม้แต่การเรียกรถผ่านแอปฯ ทั้งรถและคนขับต้องลงทะเบียนติดตามด้วย GPS ทุกคัน แลก "ความปลอดภัยส่วนรวม" กับ "ความเข้มงวด" 

ไม่ว่าจะเป็นรถตู้ รถบัส หรือแม้แต่ขบวนจักรยาน ล้วนเคยถูกเจ้าหน้าที่เรียกตรวจพาสปอร์ต รอการตรวจสอบนาน 15-20 นาที ตอนแรกก็ประหลาดใจ หลัง ๆ เจอบ่อยก็ชิน ที่สุดผู้เขียนก็ไม่รู้สึกประหลาดอะไรนักหากเราไม่ได้ทำอะไรผิด ระบบเขาเป็นเช่นนี้เอง

มองในทางกลับกัน ระบบ Digital Surveillance และความเข้มงวดแบบจีน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของระบบเมืองยุคใหม่ Urbanized Society  นั้นก็เป็นจุดขายอีกมุมหนึ่งของซอฟท์พาวเวอร์ ก็คือ การโชว์สังคมเมืองแบบใหม่ที่เลือกแลก "ความเป็นส่วนตัว" (Privacy) กับ "ความปลอดภัยสมบูรณ์" (Total Safety)  นี่คือรูปลักษณ์หน้าตาของสังคมจีนยุคใหม่ ระบบสังคมเมืองยุคใหม่ของมหาอำนาจพญามังกรเป็นเช่นนี้ ในลักษณะเดียวกับที่เราอยากไปชมระบบระเบียบสังคมแบบญี่ปุ่นๆ หน้าตาเป็นเช่นไร 

AliPay WeChat และ CCTV ทั่วทุกระแหง เป็นซอฟท์พาวเวอร์ จำนวนผู้คนที่ออกนอกประเทศ และการส่งออกเงินหยวนให้เป็นสกุลหลักผ่านการท่องเที่ยวก็เป็นซอฟท์พาวเวอร์ 

 

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ