ช่วงวัยที่เปลี่ยนไปของนักแสดง 3 รุ่น...อาม่าแต๋ว (หลานม่า),เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์และอั๊ต อัษฎา พานิชกุล มีเรื่องสนุกๆ ฮาๆ เล่า...
หากถามว่า ต้องเตรียมตัวกับช่วงวัยที่เปลี่ยนไปอย่างไร...
อาม่าแต๋ว-อุษา เสมคำ นักแสดงนำหลานม่า แม้จะเข้าสู่วัย 78 ปี แต่ยังคงความสดใส และไม่ได้มีผลงานแสดงเรื่องเดียว ยังมีเรื่องอื่นๆ ด้วย ในกิจกรรม โครงการรุ่นใหญ่ไฟกะพริบ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) เธอสรุปปิดท้ายว่า “ใช้ชีวิตให้มีความสุขไปวันๆ...”
ส่วน เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ ไม่ว่าจะเล่าเรื่องอะไร ก็สนุกฮาตามแบบของเธอ ช่วงวัย 67 ปี สิ่งสำคัญที่เธอย้ำ คือ “อย่าให้คนยืมเงิน เพราะคนที่เครียด คือเรา” และอั๊ต-อัษฎา พานิชกุล นักแสดงและนายแบบ วัย 52 ปีที่เคยบวชเรียน บอกว่า “ใช้เวลาในปัจจุบันให้ดีที่สุด”
กว่าจะได้บทสรุปแบบนี้ ทั้งสามผ่านเรื่องราวในชีวิตทั้งสุข ทุกข์ ผิด ถูก หลายครั้งต้องปรับทัศนะ แต่เรียนรู้ที่จะเข้าใจผู้อื่น โดยเฉพาะคนในครอบครัว เพื่อชีวิตที่มีความสุข
- ไม่เคยคิดเป็นนักแสดง
ย้อนไปตอนที่ยังไม่ได้เป็นนักแสดงนำ หลานม่า ทีมงานต้องเฟ้นหานักแสดง เพื่อรับบทอาม่าจากการคัดเลือกคนสูงวัยทั่วประเทศกว่า 100 คน และคนที่จะสวมบทบาทดังกล่าว เคมีต้องเข้ากับบิวกิ้น พุฒิพงศ์ อัสสรัตนกุล นักแสดงหลัก
และไม่ว่าจะหามากี่คน ผู้กำกับก็ไม่ถูกใจ กระทั่งมาเจออาม่าแต๋ว ทั้งๆ ที่เธอบอกไปว่า เล่นไม่เป็น และไม่คิดจะเล่นหนัง แต่ก็ลองแสดงให้ดู
"จังหวะที่หนังเรื่องหลานม่าหาคนแสดงเป็นอาม่า มีคนมาร่วมคัดเลือกร้อยกว่าคน ก็ไม่ถูกใจผู้กำกับฯ จนมีคนมาทาบทาม เราก็บอกไปว่า "ไม่เอา เล่นไม่เป็น ถ้าจำบทผิดจะถ่วงคนอื่น"
ผ่านไปสองอาทิตย์ ผู้กำกับอยากเจอตัว และบอกว่า เล่นกับบิวกิ้นนะ รู้จักไหม... เราก็บอกว่า ไม่รู้จัก...กลับมาถึงบ้าน ลูกบอกว่า นักร้องดังขนาดนั้น แม่ไม่รู้จักหรือ... จนได้เลือกให้แสดงเป็นอาม่า"
ช่วงแรกๆ ทีมงานหลานม่า เอาบทมาให้อาม่าแต๋วท่อง เธอท่องไม่ได้ ทางทีมงานจึงอัดเสียงบทอาม่ามาให้ ก็ทำไม่ได้อีก เธอจึงเลือกใช้วิธีของเธอ จดบันทึกบทที่ต้องแสดงมาท่องเอง
“ก็เลยจำบทได้ทั้งบทอาม่าและบทนักแสดงคนอื่นด้วย จำได้ขนาดว่าเวลานอนบทแวบเข้ามาในหัว ทำให้นอนไม่หลับ พอต้องแสดง ทางผู้กำกับก็บอกว่า ต้องมีฉากโกนหัวด้วยนะ เราก็ถามว่า ไม่โกนได้ไหม...ให้ใส่วิกผม เขาก็บอกว่า ถ้าโกนผมจะให้ห้าหมื่น เราก็บอกว่า โกนเลยๆ ...”
จากอาม่าแต๋วที่ไม่ค่อยมีคนรู้จัก ไม่เคยคิดจะเป็นนักแสดง ท่องบทก็ไม่ได้ แต่ในที่สุดก็ทำได้ เธอเล่าถึงชีวิตตัวเองว่า ในแต่ละวันจะจดรายการที่จะต้องทำเอาไว้ จึงนำวิธีนี้มาใช้
- ปรับเปลี่ยนเพื่ออยู่ร่วม
ส่วนเรื่องการอยู่ร่วมกับลูกๆ ที่มีช่องวัยต่างกัน มีปัญหาไหม...อาม่าแต๋ว ยอมรับว่า ต้องปรับตัว
“ถ้ารู้ตัวว่าพูดมากไป หรือเวลาทำอะไรแล้วมีความคิดว่าเราทำถูกแล้ว แต่ลูกบอกว่าไม่ถูก ถ้าไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง ไม่ว่าจะถูกหรือผิด หรือไม่เข้าใจ เราจะใช้วิธีนิ่งเงียบ”
ทางด้าน อั๊ต-อัษฎา แม้จะอยู่ในวงการบันเทิงมานาน เขาเองก็ต้องปรับตัวเข้ากับคนรุ่นใหม่ ไม่อย่างนั้นจะไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้
“ทำงานบันเทิงต้องร่วมงานกับคนหลายเจน เราก็ต้องเข้าใจเจนที่ตามหลังเราด้วย”
และเมื่อโยนคำถามเดียวกันมาที่ เนาวรัตน์ ยุกตะนันท์ นักแสดงวัย 67 ปี เธอยอมรับว่า คนรุ่นใหม่บางคนดูแปลก และมาแบบไม่แคร์ใคร ก็อาจจะมาไวไปไวในวงการบันเทิง ไม่เหมือนรุ่นเรา ต้องอ่อนน้อมและเกื้อกูลกัน
หากใครมีลูก ก็ต้องเข้าใจด้วยว่า เมื่อเราอยู่ในช่วงวัยหนึ่ง ชีวิตเราต้องไม่เป็นภาระเขา สิ่งสำคัญมากๆ คือ ถ้าไปวุ่นวายกับชีวิตเขามากไป เขาอาจรำคาญ ก็เกิดปัญหาทะเลาะกัน ถ้าอยู่บ้านเดียวกัน ยิ่งลำบาก
ยกตัวอย่าง เราเลี้ยงลูกมาแบบประคบประหงม ต้องให้เรียนสูงๆ ทำทุกอย่างเพื่อลูก เราเองก็ทำงานตั้งแต่อายุ 15 ชีวิตเราไม่เหมือนรุ่นลูก เราเองก็ลำบาก พ่อแม่ไม่ได้มีทรัพย์สมบัติ ต้องหาเงินด้วยตัวเอง ลูกๆ วัย 30 ก็ไม่เข้าใจที่เราทำทุกอย่างเพื่อเขา"
เนาวรัตน์ ตั้งคำถามว่า ถ้าลูกมีครอบครัว เขาก็ต้องรักภรรยาและลูกของเขา แล้วคนเป็นแม่จะทำใจได้ไหม ถ้าต้องเป็นบุคคลที่ 4 ถ้าทำใจได้ ก็อยู่ร่วมกันได้
“เราก็เจอมาอย่างจัง น้ำตานองหน้า สุดท้ายน้ำตาหยดในใจ ฉันจะไม่ร้องไห้เพื่อใครแล้ว เพื่ออะไรทั้งสิ้น และจะไม่ทำอะไรเพื่อใครแล้ว จะทำอะไรเพื่อตัวเองบ้าง เพราะสิ่งที่เราทำไปสูญเปล่า เด็กรุ่นนี้ไม่อยากทำงานออฟฟิศ เขาอยากมีกิจการของตัวเอง
ความคิดต่างกัน เราไม่ควรไปยุ่งกับเขา ถ้าเราใส่ใจอยู่เสมอก็จะเจ็บ ดังนั้นต้องสงบปาก” เนาวรัตน์ กล่าว ในฐานะแม่ แม้จะน้อยใจอยู่บ้าง แต่ก็เข้าใจ
"ทะเลาะกัน ในที่สุดก็เจ็บทั้งสองฝ่าย ผมก็ต้องทบทวนตัวเอง ไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ตัวผมเองก็เริ่มเข้าใจคุณแม่ เพราะมีสถานการณ์เมื่อพ่อป่วย และเรื่องที่ป้าเนาว์พูด ผมขนลุกเลย ในที่สุดคนเราก็ต้องรักตัวเอง ผมเองก็ต้องหาจุดสมดุล
ตอนนั้นผมไปบวช เข้าใจธรรมะมากขึ้น เริ่มปฏิบัติในทางที่ทำให้ผมมีสติมากขึ้น ช่วงนั้นต้องนั่งสมาธิเช้าเย็น ทำให้เข้าใจจริตของตัวเอง เข้าใจสถานการณ์และปัญหาในชีวิตมากขึ้น"
- ความสำเร็จและชีวิต
ความสำเร็จของภาพยนตร์หลานม่า ทำให้อาม่าแต๋ว เป็นที่รู้จักมากขึ้น จึงเป็นโอกาสที่จะส่งต่อพลังบวกให้คนที่พบเจอ
“เวลาไปไหนก็มีคนขอถ่ายรูป เขาชอบผลงานของเรา ก็เป็นความสุขของเขาและเรา ตอนไปญี่ปุ่น มีคนญี่ปุ่นอายุเยอะกว่าเราอยากถ่ายรูปด้วย แต่ไม่กล้า เราเห็นก็เดินไปจูงมือ เขาก็ร้องไห้ เราก็ดีใจที่ทำให้คนอายุมากกว่ามีความสุข"
ถ้าให้มองความสำเร็จของหนังเรื่องนี้ อั๊ต อัษฎา บอกว่า เพราะคนเรากำลังแสวงหาความหวัง ความรู้สึกดีๆ ในหนังเรื่องนี้มีครบ เอาความจริงมาเล่า ส่วนใหญ่หนังจะเล่าแค่มิติเดียว แต่เรื่องนี้ปอกเปลือกให้เห็นครอบครัวหนึ่งแล้วมีบทสรุปให้"
เนาวรัตน์ บอกว่า เป็นงานอาสาที่สร้างคุณค่าทางใจให้คนในครอบครัวที่เสียชีวิต ตอนที่คิดว่า อยากทำอะไรเพื่อคนอื่นบ้าง ตัวเราเองก็ต้องมีความสุขและชอบด้วย
"เวลาป่วย เราก็ต้องไปโรงพยาบาล บังเอิญวันนั้นไปเจออาจารย์ผู้ชายที่แต่งหน้าให้คนเสียชีวิต เขาเป็นผู้ชายที่แต่งหน้าไม่เก่ง เราก็ขอช่วยในเรื่องการแต่งหน้าศพ เขาก็ดีใจ เรียกเราว่านางฟ้า
แรกๆ ที่ทำงานเป็นอาสาสมัคร คนก็บอกว่าเนาวรัตน์อยากดัง โดนเรื่องแบบนี้เยอะมาก และไม่ได้แต่งหน้าคนเสียชีวิตที่โรงพยาบาลอย่างเดียว ออกไปช่วยแต่งหน้าศพที่บ้านด้วย
เคยมีกรณีลูกเขาอยากให้มาช่วยแต่งหน้าศพแม่ เพราะแม่สั่งเสียไว้ว่า ถ้าเสียชีวิตอยากให้เนาวรัตน์มาแต่งหน้าให้ ลูกเขาก็ไม่รู้จักเราเลย พยายามที่จะติดต่อ
เราก็กลัวถูกหลอกไม่มั่นใจ ต้องไปแต่งหน้าศพที่บ้านแต่ก็ไป ตอนนั้นคิดไปเองว่า จะมีผู้ชายเยอะๆ มาข่มขืนไหมเนี่ย แต่พอเดินเข้าไปในบ้าน เจอคนนอนห่มผ้า ก็โล่งใจ..."
เป็นที่ทราบกันดีว่า นอกจากแต่งหน้าศพให้คนทั่วไป เพื่อนๆ ดาราที่เสียชีวิตเธอก็ช่วยแต่งหน้าให้ เธอยกตัวอย่างการแต่งหน้าให้พี่ลินดา ค้าธัญเจริญที่โรงพยาบาลจุฬาฯตอนสี่ทุ่ม
"ส่วนใหญ่ไปแต่งหน้าศพจะเจอคนเยอะๆ แต่คืนนั้นเงียบสงัด เราไปกับน้องคนหนึ่ง พอเข้าไปถึง พวกเขาก็ดึงลิ้นชักเก็บศพออกมาเพื่อให้เราแต่งหน้า ไม่ได้กลัวพี่ลินดาหรอกนะ แต่กลัวผู้ชายสี่คนที่ดึงลิ้นชักเก็บศพออกมา เราก็บอกพี่ลินดาว่า ช่วยด้วยนะ อย่าให้มีอะไรเกิดขึ้น
ลองนึกดู มีคนหนึ่งกำลังอาบน้ำ แล้วนุ่งผ้าขาวม้าออกมา เราพยายามคุยกับผู้ชายที่มาช่วยดีๆ พี่คะหยิบโน้นหยิบนี่หน่อยสิ เรื่องพวกนี้อยู่ที่จิต ถ้าจิตเราคิดไปก่อน คิดเยอะก็กลัว แต่จิตตอนนั้นกับยุคมิจฉาชีพไม่เหมือนกัน ตอนนี้จะไม่ออกไปแต่งหน้าศพที่บ้านคน หรือเรื่องอะไรที่ไม่แน่ใจ ก็ไม่ไป"
ทุกครั้งที่ออกไปแต่งหน้าศพ เนาวรัตน์ เลือกที่จะอธิษฐานจิตและบอกกล่าวให้ผ่านไปอย่างราบรื่น
“มีบางครั้งต้องช่วยยกศพเข้าโลง และมีวันหนึ่งพระมาสวดให้คนตาย พอจะปิดฝาโลงสายสิณขาด พระก็สวดไปเรื่อยๆ เราก็ต้องบอกพระ หรือมีศพหนึ่งตัวแข็งมาก เจ็ดแปดคนช่วยใส่เสื้อข้าราชการให้เขา ก็ใส่ไม่ได้
เราก็บอกกล่าวไปว่า อยากให้เขาใส่ตัวเสื้อนี้ครั้งสุดท้ายในชีวิตนะ ไม่อย่างนั้นจะติดกระดุมไม่ได้”
- ความสุขที่เลือกแล้ว
การปรับเปลี่ยนความคิดให้เข้ากับคนต่างวัย อั๊ต-อัษฎา ยอมว่าเป็นเรื่องสำคัญในการก้าวออกจากความคิดเดิมๆ และเรื่องทัศนคติไม่ได้เปลี่ยนได้ทันที
“เมื่อมีโอกาสใช้เวลาอยู่กับหลานๆ วัย 16 และ 19 ก็ต้องยอมรับว่า พวกเขารับสื่อต่างจากเราในช่วงวัยนั้น เราเองก็ต้องเข้าใจทัศนคติมุมมองพวกเขาด้วย ส่วนพ่อแม่ที่อายุมากกว่า เราก็ต้องปรับตัว ต้องมีสติ”
อั๊ต-อัษฎา ชัดเจนในเรื่องการอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด ไม่วิ่งไปสู่อนาคต ไม่ถอยกลับไปคิดถึงอดีต และบ่อยครั้งสื่อชอบถามเขาว่า เมื่อไรจะแต่งงาน เขาไม่มีคำตอบใดๆ นอกจากการอยู่กับปัจจุบัน
ส่วนอาม่าแต๋ว เมื่อเป็นนักแสดง มีรายได้เยอะขึ้น คนข้างบ้านมักถามว่า ทำไมไม่ซื้อบ้านสักหลัง
เธอบอกว่า อายุขนาดนี้ ซื้อมาก็เป็นภาระ ขอเลือกอยู่กับลูกๆ บ้านนั้นบ้านนี้ ก็มีความสุขดี
“ถ้าช่วงไหนรู้สึกตัวว่าพูดเยอะไป ก็หันมาอยู่กับโทรศัพท์มือถือ ทำโน้นทำนี่ หากวันหนึ่งเราเป็นอะไรไป ลูกๆก็ซื้อบ้านหลังสุดท้ายให้เราเอง ไม่ต้องเสียเงินซื้อ แล้วทำไมต้องตะเกียกตะกาย”
และระหว่างการสนทนา อาม่าแต๋วบอกเนาวรัตน์ว่า ขอจองคิวแต่งหน้าไว้ล่วงหน้า(เมื่อเสียชีวิต) เธอ จึงบอกว่า อย่าเอาชีวิตไปผูกไว้ว่าจะตายเมื่อไร เราไม่รู้ใครจะตายก่อนกัน อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อ ถ้าใครไม่อยากเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง หรืออะไรร้ายแรง รู้ไหม ต้องทำอย่างไร
“อย่าให้คนยืมเงิน...”
- รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ
สถานการณ์ความเหงาในผู้สูงอายุเป็นปัญหาสำคัญ และมีแนวโน้มว่า คนสูงวัยจะประสบปัญหาความเหงามากขึ้น เรื่องนี้ แสงระวี จงศิริกุล ประธานมูลนิธิฟอร์เวิร์ด กล่าวถึงรายงานการศึกษาบางชิ้นว่า ประมาณ 25-50 เปอร์เซ็นต์ของผู้ที่มีอายุกว่า 65 ปีประสบกับความเหงา ในขณะที่งานวิจัยอื่น ๆ ชี้ให้เห็นว่า อัตราการเกิดความเหงาอาจสูงกว่า 70 เปอร์เซ็นต์
“ในบางสภาวะ อาจเป็นผลมาจากภาวะสุขภาพเรื้อรังหรือเฉียบพลันหลายประการในผู้สูงอายุ รวมถึงปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับสภาพความเป็นอยู่และที่อยู่อาศัย เช่น การอยู่บ้านพักคนชรา สถานดูแลผู้สูงอายุ ชุมชน ผู้เกษียณอายุ การอาศัยอยู่ที่บ้านในฐานะสมาชิกชุมชน เป็นต้น”
นั่นจึงเป็นที่มาโครงการรุ่นใหญ่ไฟกะพริบ พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุยุคใหม่ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวจะมีการจัดอบรม 1 วัน ที่ผ่านมามีผู้ร่วมกิจกรรมจาก 4 เขต ของกรุงเทพมหานคร คือ เขตบางกะปิ เขตวังทองหลาง เขตดินแดง เขตราชเทวี โดยมีเนื้อหาในการให้ความรู้ในการดูแลสมองด้วยการออกกำลังกายง่าย ๆ และจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุเกิดความภูมิใจในชีวิตผ่านงานศิลปะ นอกจากนี้ยังให้คนในแต่ละชุมชนได้ออกแบบสร้างสรรค์กิจกรรม และมีการจัดทำคู่มือการจัดกิจกรรมรุ่นใหญ่ไฟกะพริบ เพื่อให้สามารถขยายผลไปยังกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ต่าง ๆ
ผู้สนใจรับคู่มือการจัดกิจกรรม “รุ่นใหญ่ไฟกะพริบ” พัฒนาจิตใจ สร้างสุข และลดความเครียดในผู้สูงอายุ ยุคใหม่ ติดต่อได้ที่ มูลนิธิฟอร์เวิร์ด โทร. 090-546-2328





