วันอังคาร ที่ 3 มีนาคม 2569

Login
Login

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

สวนลุมพินี สวนสาธารณะใจกลางเมืองกรุงเทพมหานคร สถานที่พักผ่อนยอดนิยมของนักท่องเที่ยว ไม่ว่าจะมาออกกำลังกาย มาดูสัตว์ประจำสวนลุม มาฟังเพลง ดนตรีในสวน หรือมาร่วมงานที่จัดขึ้นในวาระต่าง ๆ

หลายคนไม่รู้ว่า สวนลุมพินี มีความพิเศษมากไปกว่านั้น เป็น มรดกสถาน ที่สำคัญในด้านประวัติศาสตร์ การเมือง การปกครอง เป็นสถานที่จัดงานระดับประเทศ เป็นสถานที่ยอดนิยมของวัยรุ่นหนุ่มสาวยุคสงครามโลก

อีกทั้งมีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เป็นที่เชิดหน้าชูตาของประเทศ ในปัจจุบันก็ยังใช้งานได้อยู่ ซึ่งถือว่า ล้ำ มาก

สวนลุมพินี จึงไม่ใช่สวนสาธารณะที่เป็นแค่พื้นที่สีเขียว แต่มีมิติสำคัญทางสังคม การเมือง มีการปะทะต่อรองระหว่างรัฐกับผู้ใช้พื้นที่มาโดยตลอด

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

"สวนลุมพินีมีอายุครบ 100 ปี เมื่อปีที่แล้ว (เริ่มสร้างและเปิดใช้ พ.ศ. 2468) เดิมทีพื้นที่ตรงนี้คือ ทุ่งศาลาแดง ในสมัยรัชกาลที่ 6 มีแนวคิดจะจัดงาน สยามรัฐพิพิธภัณฑ์ (Siam Rath Exposition) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 โดยเลียนแบบงาน Exposition ในต่างประเทศเพื่อโชว์ผลิตผลและงานศิลปะของไทย

รัชกาลที่ 6 พระราชทานชื่อว่า สวนลุมพินี และมีพระราชประสงค์ให้เป็นสวนสาธารณะสำหรับประชาชนหลังจากจบงาน Exposition การวางผังมีการขุดดินขึ้นมาถมที่เพื่อป้องกันน้ำท่วม เกิดเป็นบึงน้ำและเส้นทางคดเคี้ยวสไตล์สวนอังกฤษ

เมื่อรัชกาลที่ 6 เสด็จสวรรคต งานสยามรัฐพิพิธภัณฑ์จึงถูกยกเลิกไป ในสมัยรัชกาลที่ 7 จึงได้ปรับปรุงพื้นที่ให้เป็นสวนสาธารณะอย่างเต็มรูปแบบแทน

มีการแบ่งเป็น Passive Zone คือโซนพักผ่อน มีต้นไม้ใหญ่ บึงน้ำ ให้คนนั่งเงียบ ๆ อ่านหนังสือ หรือถีบเรือ และ Active Zone คือโซนกิจกรรม มีสนามกีฬา ศูนย์เยาวชน และฟิตเนสในเวลาต่อมา การแยกโซนชัดเจนช่วยลดความขัดแย้งระหว่างผู้ใช้พื้นที่ที่ต้องการความสงบกับผู้ที่ต้องการทำกิจกรรมสนุกสนาน"

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ภาวิณี อินชมภู ภาควิชาภูมิสถาปัตยกรรม คณะสถาปัตยกรรม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เล่าให้ฟังในงานเสวนา สวนลุมพินี สวนของเมือง เรื่องของผู้คน : Lumpini Park Story of the City Story of the People วันเที่ 17 มกราคม 2569 ณ ห้องเอนกประสงค์ มิวเซียมสยาม

สวนลุมพินี จึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นสวนสาธารณะอย่างเดียว แต่เป็นสถานที่จัดงานสำคัญ ๆ ระดับประเทศด้วย

  • จากทุ่งนาสู่พื้นที่จัดงาน

"ในช่วงแรก หลังจากยกเลิกงาน สยามรัฐพิพิธภัณฑ์ ไปแล้ว พื้นที่บางส่วนเคยถูกใช้เป็นที่ทิ้งขยะของกรุงเทพฯ ด้วยซ้ำ และในยุคก่อนสงครามโลก เคยมีความพยายามทำสวนสนุก (สวนวนารมย์) มีการเก็บค่าเข้า จึงยังไม่ถือเป็นพื้นที่สาธารณะที่ทุกคนเข้าถึงได้ฟรี และช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 กองทัพญี่ปุ่นก็ใช้สวนลุมเป็นฐานที่ตั้ง"

ศาสตราจารย์ ดร. ชาตรี ประกิตนนทการ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เล่าถึงประวัติศาสตร์ของสวนลุมพินีให้ฟัง

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

"จุดเปลี่ยนที่แท้จริง คือช่วงสงครามเย็น ในปี พ.ศ. 2495 ที่รัฐบาลตัดสินใจจัดงาน ฉลองรัฐธรรมนูญ และงานแสดงสินค้านานาชาติที่ได้รับความร่วมมือจากสหรัฐอเมริกา

ในช่วงนี้เองที่เกิด ลุมพินีสถาน ขึ้นมา เป็นอาคารที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น มี เวทีหมุน (Rotating Stage) ที่สามารถสลับให้วงดนตรีวงที่สองขึ้นมาเล่นได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องหยุดเซ็ตอัพ

ลุมพินีสถาน จึงกลายเป็นศูนย์กลางของวัฒนธรรมสมัยใหม่แบบอเมริกัน ทั้งเพลงแจ๊ส สวิง และลีลาศ

และสวนลุมพินีในยุคนั้นคือ Cold War City หรือเมืองในยุคสงครามเย็น ที่สะท้อนอุดมการณ์ โลกเสรี ผ่านสถาปัตยกรรมและการจัดงาน

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

ลุมพินีสถาน ถูกใช้จัดงานสำคัญมากมาย เช่น การประกาศรางวัลตุ๊กตาทองครั้งแรกในปีพ.ศ. 2500, งานมอเตอร์โชว์ครั้งแรกของประเทศไทย และการมาเยือนของนักดนตรีระดับโลกอย่าง Benny Goodman

เวลาผ่านไป ความนิยมลดลงตามยุคสมัย ลุมพินีสถาน ปิดตัวลงในปี 2556 ปัจจุบัน กทม. ได้เข้ามาปรับปรุงจนสวยงาม ในปี 2566 ผมได้จัดกิจกรรมฟื้นฟูวัฒนธรรมลีลาศที่นี่ พบว่าผู้คนยังมีความผูกพันกับพื้นที่นี้สูงมาก หลายคนนำชุดสวย ๆ ที่เก็บไว้ในตู้มาสวมใส่เพื่อเต้นลีลาศอีกครั้ง

แม้ว่าสวนลุมพินีแม้จะมีรากฐานมาจากพระราชดำริเมื่อ 100 ปีก่อน แต่บริบทของการจัดงานฉลองรัฐธรรมนูญและสงครามเย็น คือปัจจัยสำคัญที่หล่อหลอมให้กลายเป็นพื้นที่สาธารณะและศูนย์กลางความทันสมัยของคนเมืองอย่างแท้จริง"

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

  • ถ่ายทอด ‘อุดมการณ์’ ผ่านสถานที่หรือพื้นที่สาธารณะ ?

"อุดมการณ์ของโลกเสรี พันธมิตรระหว่างไทยกับอเมริกาในงานฉลองรัฐธรรมนูญปี 2495 ในงานนั้นมีประติมากรรมที่เรียกว่า Fruits of Freedom และเนื้อหาที่ว่าด้วยสงครามต่อต้านคอมมิวนิสต์

งานศิลปะและสถาปัตยกรรมที่ล้ำสมัยถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงว่าประเทศในโลกเสรีมีเสรีภาพทางศิลปะ เช่น งานแนว Abstract Expressionism ในอเมริกา ที่ศิลปินสามารถคิดอะไรที่เป็นนามธรรมได้โดยไม่ถูกกรอบของรัฐยึดไว้ ซึ่งต่างจากคอมมิวนิสต์ที่ศิลปะต้องถูกควบคุม

ตัวอย่างเช่น ลุมพินีสถาน ที่ ผศ.ดร.พินัย สิริเกียรติกุล ศึกษาพบว่ามีรูปแบบคล้ายกับ Royal Festival Hall ที่ South Bank ซึ่งสร้างในปีค.ศ. 1951 สะท้อนภาษาของศิลปะเพื่อสื่อสารอุดมการณ์ ในขณะที่งานในโลกคอมมิวนิสต์จะเน้นระเบียบและการควบคุม"

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

ลุมพินีสถาน จึงเป็นมรดกของเมืองในยุคนั้น ตกทอดมาให้เราได้เห็นในยุคนี้

ยุคที่ กรุงเทพมหานคร กำลังขับเคลื่อนเพิ่มพื้นที่สาธารณะและพื้นที่สีเขียว

"การใช้พื้นที่สาธารณะในบ้านเราช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา มักมีกติกาและข้อห้าม สะท้อนแนวคิดของภาครัฐที่เน้นความเรียบร้อยจนเกิดระยะห่างกับประชาชน

เรื่องแรกที่ กทม. ทำคือ การสื่อสารและสร้างความใกล้ชิด เราพยายามปรับ Identity ของเมืองให้เป็นเอกภาพและน่าเชื่อถือมากขึ้น เพื่อให้รัฐกับประชาชนคุยเรื่องเดียวกัน

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

เรื่องที่สองคือการ Activate พื้นที่สาธารณะ พื้นที่หลายแห่งเข้าถึงยากและมีป้ายห้ามเต็มไปเราพยายามแก้ข้อจำกัดเหล่านี้ เช่น การจัดกิจกรรม ดนตรีในสวน หรือกิจกรรมการเรียนรู้ในพื้นที่ที่เคยถูกจำกัดให้ใช้เพื่อสุขภาพเท่านั้น ผลคือในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ปริมาณการใช้ สวนรถไฟ สวนลุมพินี และ สวนเบญจกิติ เพิ่มมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

นอกจากนี้ เรายังใช้ ศิลปะ เข้าไปทำให้แต่ละย่านเป็นพื้นที่สาธารณะมากขึ้น โดยอาศัยการยินยอมและมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ เช่น การทำ ฝาท่อ สะท้อนอัตลักษณ์ย่าน ซึ่งบางครั้งกลายเป็นพื้นที่สร้างความผูกพันทางจิตใจ เช่น กรณีคุณลุงที่มาแวะดูฝาท่อทุกเช้าเพราะนึกถึงภรรยาที่จากไป ฝาท่อนั้นเป็นลายโรงงิ้ว สถานที่คุณลุงเจอกับภรรยาในครั้งแรก"

ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร แสดงความคิดเห็น

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

  • ระบบราชการต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ทันกับยุคสมัย

"เราพบว่าการขอใช้ พื้นที่สาธารณะ ในเมืองนั้นยากและช้า บางครั้งต้องขอส่วงหน้า 3 เดือน แต่กระบวนการอาจกินเวลาถึง 6 เดือน กทม. จึงปรับปรุง 3 อย่าง 1 ทำขั้นตอนให้เป็นมาตรฐาน 2 ใช้ระบบ One Single Command และ 3 ทำแพลตฟอร์มจองพื้นที่

ซี่งในอดีต 1 กิจกรรมต้องผ่านถึง 114 ขั้นตอน ต้องเดินหาหัวหน้าสวน ทำจดหมายถึง ผอ.สำนักสิ่งแวดล้อม วนไปวนมา และหากเป็นสวนเบญจกิติยังต้องส่งเรื่องไปกรมธนารักษ์อีก

ปัจจุบันเราลดเหลือเพียง 4 ขั้นตอน สามารถอนุมัติได้ภายใน 7-10 วัน ผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ รวมถึงการใช้แอปพลิเคชัน Active BMA เพื่อจองคอร์ดกีฬาและจ่ายเงินออนไลน์เพื่อความเท่าเทียม

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

เราพยายามดึง CSR และ ESG มาช่วยพัฒนาเมือง เช่นที่สวนลุมพินี เราได้ธนาคาร SCB มาทำลู่วิ่ง ตลาดหลักทรัพย์ทำสนามปิงปอง AIS และกระทิงแดงก็เข้ามาช่วย

อย่างไรก็ตาม เราต้องตระหนักว่าพื้นที่เอกชนก็มีข้อจำกัด ไม่สามารถใช้แสดงออกทางการเมืองที่มีความขัดแย้งสูงได้เท่ากับพื้นที่ของรัฐ ภาครัฐจึงต้องรักษาสมดุลของพื้นที่สาธารณะในอุดมคติไว้ด้วย

ในส่วนของ สวน 15 นาที เราตั้งเป้าไว้ 500 แห่ง ปัจจุบันมีประมาณ 300 กว่าแห่งแล้ว

เรามีโปรเจกต์เปลี่ยนพื้นที่สวนให้เป็น พื้นที่เรียนรู้ (Learning Space) มากขึ้น เช่น การรีโนเวทอาคารเก่าในสวนลุมพินีที่ติดกับฝั่งอาชีพเก่าให้เป็นศูนย์เรียนรู้ นอกจากนี้ยังมีโครงการ National Knowledge Center (NKC) ที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้คนได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์ของพื้นที่ได้จากในสวนเลย"

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul

'สวนลุมพินี' มากกว่า 'สวนสาธารณะ' แต่คือ 'มรดกสถาน' ที่ยังมีชีวิต

Cr. Kanok Shokjaratkul