background-default

วันพฤหัสบดี ที่ 15 มกราคม 2569

Login
Login

จับตาเวียดนาม สมัชชาพรรคครั้งที่ 14 ยุทธศาสตร์โด๋ยเหมย 2.0 ดันจีดีพีแซงไทย

จับตาเวียดนาม สมัชชาพรรคครั้งที่ 14 ยุทธศาสตร์โด๋ยเหมย 2.0 ดันจีดีพีแซงไทย

ระหว่างวันที่ 19-25 มกราคม 2569 จะมีการประชุมสมัชชาแห่งชาติครั้งที่ 14 ของพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ในครั้งนี้ มีวาระยิ่งใหญ่ที่น่าจับตามาก เพราะจะมีการกำหนดยุทธศาสตร์ เป้าหมาย และกลยุทธ์ของการนำพาประเทศไทยข้างหน้า สู่หมุดหมาย 2030

ปี 2030 สำคัญ เพราะจะครบรอบ 100 ปีแห่งการก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม

คงสงสัย เกือบจะร้อยปีแล้ว ทำไมเพิ่งสมัชชาแค่ 13 ครั้ง ก็เพราะในช่วงแรกเขาไม่ได้กำหนดวาระประชุมชัดเจน ประกอบต่อมามีสงคราม เพิ่งจะเริ่มกำหนดวาระประชุมทุกๆ 5 ปีในยุคหลัง ตั้งแต่ปี 1976 เป็นต้นมา

วาระสำคัญที่น่าจับตาที่สุดของสมัชชาครั้งที่ 14 คือ แผนการพัฒนาโครงการสรุป 100 ปีแห่งการนำการปฏิวัติเวียดนามของพรรค (ค.ศ. 1930 - 2030); แผนการพัฒนาโครงการสรุป 40 ปีแห่งการดำเนินงานตามแผนการสร้างประเทศในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่สังคมนิยม; และเป้าหมายต่อไป สู่ปี 2030 ภายใต้ยุทธศาสตร์ โด๋ยเหมย 2.0 (Doi Moi 2.0) ที่ได้เริ่มดำเนินการเมื่อ 2025 ที่ผ่านมา

โด๋ยเหมย 2.0 นานาชาติจับตา! ได้รับเสียงวิจารณ์เชิงบวก

โด๋ยเหมย 2.0 ถูกจับตาจากนานาชาติและได้รับเสียงวิพากษ์วิจารณ์เชิงบวก ต่อแนวทางปฏิรูปอย่างจริงจัง  คำขวัญควบคู่มากับยุทธศาสตร์โด๋ยเหมย เรียกว่า "Kỷ nguyên vươn mình của dân tộc" ออกเสียงว่า "กี่-เงวียน-เวือน-มิญ-กั๋ว-เซิน-ตก" แปลว่า "ยุคสมัยของการผงาดก้าวไปข้างหน้าของชาติ"

การปรับปรุงโครงสร้างราชการครั้งใหญ่ให้ผอมเพรียวแข็งแรง ยุบรวมจังหวัด จาก 63 เหลือ 34 จังหวัดเป็นความกล้าหาญอย่างยิ่ง เพราะทำให้ข้าราชการร่วมๆ 1 แสนคนออกจากงาน แต่นี่ก็จำเป็นเช่นกันสำหรับประสิทธิภาพของรัฐยุคใหม่ แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือเป้าหมายเศรษฐกิจการลงทุนที่ทะเยอทะยาน เพื่อหลุดพ้นกับดักรายได้ปานกลาง ยกระดับ GDP ประเทศสู่แถวหน้าอาเซียน

ปฏิบัติการตามโด๋ยเหมย 2.0 ที่จะได้รับการยืนยันและสนับสนุนจากสมัชชาครั้งที่ 14 ตั้งเป้าปฏิรูปเศรษฐกิจดึงดูดการลงทุนไฮเทค+สีเขียว ดันโฮจิมินห์และดานังเป็นฮับการเงิน ปฏิรูปกฎหมายภาษี เหล่านี้เป็นเป้าที่ชาติอื่นๆ ก็อยากเป็นและก็ตั้งเป้าแบบคล้ายๆ กันทั้งสิ้น ขึ้นกับการดำเนินการจริง ว่าจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่ 

อย่างปีล่าสุด 2025 ที่ผ่านมาสถาบันต่างๆ ให้เวียดนามเติบโตระหว่าง 6 - 7% อัตราดังกล่าวมากสุดในอาเซียน สูสีแข่งกับฟิลิปปินส์ รองลงมากัมพูชา/อินโดนีเซียที่ร ะหว่าง 5 - 6% ส่วนไทยนั้นอยู่ราวๆ 2.3 - 3.0 % เท่านั้น

จับตาเวียดนาม สมัชชาพรรคครั้งที่ 14 ยุทธศาสตร์โด๋ยเหมย 2.0 ดันจีดีพีแซงไทย

จับตาเวียดนาม สมัชชาพรรคครั้งที่ 14 ยุทธศาสตร์โด๋ยเหมย 2.0 ดันจีดีพีแซงไทย ตารางเปรียบเทียบอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจชาติอาเซียน (ที่มา: IMF/WEO)
 

เศรษฐกิจเวียดนาม กำลังจะแซงหน้าไทย-สิงคโปร์

เอาแค่อัตราเติบโตปีล่าสุดที่อยู่อันดับหัวแถวอาเซียนก็น่าจับตามากแล้ว แต่นั่นยังไม่เพียงพอ เพราะเวียดนามตั้งเป้าเติบโตระหว่าง 2026-2030 เฉลี่ยปีละ 10% เป็นเป้าหมายที่ท้าทายมาก เพราะหากสามารถเติบโตด้วยตัวเลข double digit ที่ว่าจริงจะดันให้เวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจรวม Normal GDP พุ่งเป็นอันดับสองของอาเซียนรองจากอินโดนีเซีย แซงไทย สิงคโปร์ ขึ้นไปทันที (ขนาดเศรษฐกิจรวม เป็นคนละตัวเลขกับ GDP per Capita ซึ่งสิงคโปร์ครองอันดับหนึ่ง)

การตั้งเป้าที่ทะเยอทะยานเป็นความท้าทายที่น่าสนใจทีเดียว เพราะเวียดนามมีศักยภาพที่จะไปถึงได้ด้วยสิ !

การประชุมสมัชชาพรรคครั้งนี้ จะมีผลต่อการขับเคลื่อนเป้าหมายที่ทะเยอทะยานที่ว่า เพราะระบบของเวียดนามเป็นการนำแบบพรรครวมศูนย์ การเมืองมั่นคงมีเสถียรภาพการผลักดันนโยบายก็จะต่อเนื่อง การประชุมครั้งนี้จะมีการเลือกตั้งคณะกรรมการกลางพรรคชุดใหม่และรายชื่อผู้นำระดับสูงหรือ โปลิตบูโร ซึ่งคาดหมายว่า เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม คนปัจจุบัน โต เลิม (Tô Lâm) ที่จะครบ 69 ปีในกลางปีนี้ จะได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งต่ออย่างมั่นคง

แถมมีข่าวบางกระแสว่าอาจถึงขั้นควบตำแหน่งประธานพรรคด้วยซ้ำไป แสดงให้เห็นความเป็นปีกแผ่นมีเสถียรภาพทางการเมืองและความชัดเจนต่อเนื่องของนโยบายปฏิรูป

จับตาเวียดนาม สมัชชาพรรคครั้งที่ 14 ยุทธศาสตร์โด๋ยเหมย 2.0 ดันจีดีพีแซงไทย  การประชุมสมัชชาแห่งชาติ ครั้งที่ 13 เมื่อ 5 ปี ที่แล้ว (ที่มา: IMF/WEO)

เวียดนามตั้งเป้า ประเทศเข้มแข็ง มั่งคั่ง มีความสุข ภายในปี 2045

เวียดนามภายใต้เลขาธิการใหญ่ โต เลิม ประกาศเป้าหมายสูงสุดจะเป็น ประเทศที่เข้มแข็ง มั่งคั่ง และมีความสุข ภายในปี 2045 เป็นวิสัยทัศน์ที่มองไกลออกไปอีก 20 ปีข้างหน้า ด้วยเพราะปีดังกล่าวจะครบ 100 ปีของการก่อตั้งประเทศเวียดนาม และกำหนดเป็นประเทศพัฒนาแล้วภายใน 2050 มีเป้าทำให้ GDP ต่อหัวจะอยู่ที่ประมาณ 27,000 - 32,000 ดอลลาร์สหรัฐ  และอัตราการขยายตัวของเมืองคาดว่าจะอยู่ที่ 70 - 75% ภายในปี 2050 (ปัจจุบัน GDP per Caita ~4,600)

ถามว่าเวียดนามมีโอกาสจะประสบความสำเร็จก้าวขึ้นเป็นผู้นำแถวหน้าอาเซียนตามเป้าหมายหรือไม่ ตอบว่า มีโอกาสสูงเพราะปัจจัยสนับสนุนประชากรวัยหนุ่มสาวที่เป็นพลังแรงงานใหม่ ค่าจ้างโดยรวมไม่แพงมากดึงดูดลงทุน เวียดนามอยู่ใกล้จีนได้อานิสงส์ China+1 การลงทุนไหลเข้า และสำคัญที่สุดความชัดเจนมีเป้าหมายและการเมืองมีเสถียรภาพ 

แต่อย่างไรก็ตามโลกก็ย่อมมีทางเผื่อเหลือเผื่อขาดและความไม่แน่นอนเสมอ ปัจจัยที่อาจจะฉุดรั้งเวียดนามคือสังคมกับดักรายได้ปานกลาง พลังของ R&D ไม่แข็งแรงพอจะดันให้พ้นจากเพดานกับดัก โด๋ยเหมยได้กล่าวถึงการพยายามปฏิรูปการศึกษา สร้างบุคลากรทางเทคโนโลยีใหม่ เพราะมองเห็นว่านี่เป็นปัจจัยสำคัญของการทะยานขึ้นสู่ประเทศผู้ผลิตชั้นสูง

มองเป้าระยะสั้นคือ 2030 จากนี้ก่อนเป็นอันดับต้น ประเทศรายได้ปานกลางระดับบน” (Upper-Middle Income Country) ตัวชี้วัดหลัก ก็คือ GDP per capita ~ 7,500 - 8,500 ดอลลาร์/คน/ปี   ปัจจุบันเวียดนามมีรายได้เฉลี่ยต่อปี 4800-5300 ดอลลาร์/ปี  สมมติหากสามารถดัน GDP โต 10% ต่อเนื่องจากนี้ไปจนถึง 2030... ก็เป็นไปได้เลยนะครับ !!

 

 

..........................................

เขียนโดย บัณรส บัวคลี่ คอลัมน์จุดประกายความคิด กรุงเทพธุรกิจ