ถอดรหัส 'สกัดยอดตายบนถนน' ปีใหม่ 2569 ด้วยโมเดล 'ตัดวงจรความเสี่ยงที่ต้นทาง'

ในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 2569 กิจกรรมรณรงค์ "ปีใหม่ ดื่มไม่ขับ…กลับบ้านปลอดภัย 2569" ยังคงเดินหน้าทุกปี โดยปีนี้นำเสนอภายใต้สปอต "ดื่มแล้วขับ ไม่ได้ดับแค่คุณคนเดียว" ถ่ายทอดผ่านเพลง "อยากได้ยินเสียงเธอหายใจ" โดย เอ็ด 7 วิ
17,477 ตัวเลขนี้ไม่ใช่รหัสลับหรือเลขเด็ดของงวดต่อไป แต่อาจเป็นตัวเลขที่หลายคนต้องรอลุ้นว่าจะถูกทำลายสถิติอีกหรือไม่ เพราะนี่คือจำนวน "ชีวิต" คนไทย ซึ่งสูญเสียไปบนท้องถนนในปี 2567 ที่ผ่านมา เฉลี่ยวันละ 48 ชีวิต ซึ่งเปรียบเทียบได้เท่าจำนวนผู้โดยสารรถบัสขนาดใหญ่หายไปวันละคัน
"อุบัติเหตุ" บนท้องถนน นับเป็น "ต้นทุนความสูญเสีย" มหาศาลของประเทศไทยมายาวนาน แต่ละปีเราต้องสูญเสียทรัพยากรมนุษย์ก่อนวัยอันควรอย่างประเมินค่าไม่ได้ และทุกครั้งมักจะมีสถิติพุ่งสูงสุดในช่วงเทศกาลหยุดยาวแห่งปี อย่างเช่นช่วงส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป
เช่นเคยช่วงปลายปีที่ผ่านมา อีกหนึ่งภารกิจสำคัญในวาระส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปี 2569 ของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ผนึกกับ เครือข่ายพัฒนาคุณภาพชีวิต มูลนิธิเด็ก เยาวชนและครอบครัว จัดกิจกรรมรณรงค์เนื่องในเทศกาลปีใหม่ 2569 "ปีใหม่ ดื่มไม่ขับ...กลับบ้านปลอดภัย 2569" เพื่อ ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ได้กลายเป็นอีกหนึ่งภารกิจประจำทุกปี กับการผนึกกำลังเพื่อลดการสูญเสีย และรักษาชีวิตคนไทยให้รอดพ้นจาก "สงครามบนถนน" ให้ได้มากที่สุด
การบูรณาการ ต้องมากกว่าคำพูด
สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย อดีตรองประธานวุฒิสภา คนที่หนึ่ง กล่าวว่า ข้อมูลด้านความปลอดภัยทางถนนของประเทศไทยจากระบบบูรณาการข้อมูลการตายจากอุบัติเหตุทางถนน พบว่า ปี 2567 ไทยมีผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุทางถนน มากถึง 17,477 คน โดยเฉพาะช่วงเทศกาลปีใหม่ที่เป็นเทศกาลแห่งความสุข แต่พบว่าเป็นช่วงการเกิดอุบัติเหตุทางถนนสูง มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์แล้วขับขี่ยานพาหนะ ซึ่งส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บจำนวนมากในแต่ละปี สะท้อนถึงความสูญเสียของครอบครัวและสังคมอย่างประเมินค่าไม่ได้
พร้อมย้ำชัดว่า ปัญหาอุบัติเหตุทางถนนที่มีผู้เสียชีวิต ไม่ใช่เรื่องที่หน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งจะแบกรับได้ แต่ต้องเกิดจากความรับผิดชอบร่วมกันของทุกภาคส่วน
"การรณรงค์ ดื่มไม่ขับ ต้องเริ่มจากความรับผิดชอบของแต่ละบุคคล การปฏิเสธการขายหนึ่งครั้งของผู้ประกอบการ จะช่วยอีกหลายชีวิตที่ใช้รถใช้ถนน ขอเน้นย้ำถึงความสำคัญของการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวดและต่อเนื่อง"
ก่องกาญจน์ ทักษ์หิรัญฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงทางสังคม สสส. กล่าวว่า สสส. และภาคี มีเป้าหมายที่จะพยายามเปลี่ยนให้ 7 วันอันตราย กลายเป็น 7 วันแห่งความปลอดภัย โดยทำงานรณรงค์ตลอดทั้งปี ไม่ใช่แค่ช่วงเทศกาล
ปีนี้ สสส. รณรงค์ภายใต้สปอตชื่อ "ดื่มแล้วขับ ไม่ได้ดับแค่คุณคนเดียว" และร่วมกับอินฟลูเอนเซอร์ เช่น เอ็ด 7 วิ ทำเพลง "อยากได้ยินเสียงเธอหายใจ" ซึ่งสื่อถึงทั้งการตรวจแอลกอฮอล์และการที่คนในครอบครัวยังอยากได้ยินเสียงหายใจของเรา รวมถึงมีการทำงานร่วมกับภาคีและหน่วยงานภาครัฐต่อไปเพื่อให้ความสูญเสียไม่เกิดขึ้นกับใคร
สกัดรัศมีมรณะ 5-10 กิโลเมตร
เวที "ปีใหม่ ดื่มไม่ขับ...กลับบ้านปลอดภัย 2569" มีการสะท้อน "บทเรียนสำคัญ" ที่คนทำงานด้านการปกป้องชีวิตคนไทยต่างๆ พยายามอุดช่องโหว่เดิมๆ จากบทเรียนในอดีต ที่ได้ถูกปรับกระบวนทัศน์การทำงานใหม่และ "ยุทธวิธีใหม่"
มายาคติเดิมๆ ที่เรามักเข้าใจว่าอุบัติเหตุช่วงปีใหม่เกิดจากการเดินทางไกลข้ามจังหวัด หรือการหลับในจากการขับทางไกล ถูกหักล้างด้วยข้อมูลเชิงลึกจาก นพ.ธนะพงศ์ จินวงษ์ ผู้จัดการศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน (ศวปถ.) ที่ข้อมูลระบุชัดเจนว่า กว่า 50% ของเหตุรุนแรงหรือเสียชีวิต มักเกิดขึ้นในรัศมีใกล้บ้าน ระยะไม่เกิน 5-10 กิโลเมตร และเกิดบนถนนสายรองถึง 55% ซึ่งช่วงที่พีคที่สุดคือคืนส่งท้ายปีใหม่ 31 ธันวาคมนั่นเอง
นพ.ธนะพงศ์ ชี้ให้เห็นว่า โดยส่วนใหญ่เป็นอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์และผู้ขับขี่ไม่สวมหมวกกันน็อคถึง 84% โดยตลอด 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากอุบัติเหตุรวมเฉลี่ย 56,858 คนต่อปีโดยประมาณ มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เฉลี่ย 150 คนต่อวัน หรือ 7 คนต่อชั่วโมง ส่วนในช่วงเทศกาลปีใหม่ 2567-2568 มีผู้บาดเจ็บหรือเสียชีวิตสูงถึง 6,588 คน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 5,800 ล้านบาท
นี่คือ Blind Spot หรือจุดบอดสำคัญ ซึ่งการตั้งด่านตรวจบนถนนหลวงสายหลักเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถตอบโจทย์ได้อีกต่อไป เพราะอันตรายที่แท้จริงแฝงตัวอยู่ในซอยหน้าบ้านและการขับขี่ระยะสั้นที่คนมักชะล่าใจ
นอกจากนี้ นโยบายการ "ปลดล็อก" ให้ร้านค้าสามารถขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์หลังเที่ยงคืนได้จนถึงเช้า ส่งผลให้จำนวนผู้เสียชีวิตในช่วงหลังเคาท์ดาวน์ถึงเช้าเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยปีใหม่ พ.ศ. 2566 มีผู้เสียชีวิต 5 ราย ปีใหม่ พ.ศ. 2567 มีผู้เสียชีวิต 9 ราย หรือเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ส่วนปีใหม่ พ.ศ. 2568 มีผู้เสียชีวิตถึง 11 ราย ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าการขยายเวลาจำหน่ายต้องมีมาตรการรองรับที่ดี
ผู้ประกอบการหนุน "กฎหมายใหม่"
อีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญของปีใหม่ 2569 คือบทบาทของภาคธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ที่ต้องปรับตัวรับกับบริบทสังคมและกฎหมายที่เปลี่ยนไป
ในเวทีครั้งนี้ ยังมีการหยิบยกประเด็น พ.ร.บ. ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ฉบับใหม่ โดยได้เน้นย้ำถึงความท้าทายในการบังคับใช้ และความรับผิดชอบของผู้ประกอบการ โดยมีการเปลี่ยนจากการเผชิญหน้าไปสู่ความร่วมมือระหว่างผู้กำหนดนโยบายและผู้ประกอบธุรกิจ
สำหรับสาระประเด็นหลักคือการมีบทลงโทษที่เพิ่มขึ้น กรณีการขายให้ผู้ที่อายุต่ำกว่า 20 ปี เพิ่มโทษปรับอย่างมีนัยสำคัญ จากเดิม 20,000 บาท เป็น 100,000 ถึง 500,000 บาท พร้อมเสนอให้มีการตรวจสอบบัตรประชาชน การขายให้ผู้มีอาการมึนเมา การเปลี่ยนคำว่า "ครองสติไม่ได้" เป็น "มึนเมา" โดยจะมีการออกระเบียบเพื่อนิยามอาการมึนเมาที่ชัดเจนขึ้น มาตรา 29 ยังได้เปิดช่องให้ผู้ประกอบการสามารถ "ปฏิเสธการขาย" ให้กับผู้ที่มีอาการมึนเมาได้โดยชอบธรรม ซึ่งถือเป็นเกราะป้องกันให้พนักงานบริการและช่วยตัดวงจรความเสี่ยงที่ต้นทาง
แม้จะมีการปลดล็อกเวลาขายช่วงบ่าย ทำให้ผู้ประกอบการสามารถขายได้ต่อเนื่อง แต่ยังมีการเพิ่มมาตรา 29 ให้ผู้ประกอบการต้องรับผิดชอบทางแพ่ง หากผู้ที่ดื่มหรือซื้อแอลกอฮอล์จากร้านตนไปก่อเหตุที่เกี่ยวเนื่องโดยตรงกับบุคคลที่สาม ซึ่งเป็นประเด็นใหม่ที่ไม่มีในกฎหมายฉบับเดิม
รวมถึงการพูดคุยถึงมาตรการแนวทางปฏิบัติและความร่วมมือจากผู้ประกอบการที่มากขึ้น เช่น การติดตั้งกล้องวงจรปิดเพื่อตรวจสอบว่าลูกค้ามีอาการมึนเมาตั้งแต่ก่อนเข้าร้าน หรือดื่มไปแล้วปริมาณเท่าใด รวมถึงจัดที่จอดรถพร้อมกล้องวงจรปิด และเรียกรถบริการให้ลูกค้าโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หรืออนุญาตให้ลูกค้าทิ้งรถไว้และกลับมารับในภายหลัง เป็นต้น
ประภาวี เหมทัศน์ อดีตกรรมาธิการวิสามัญพิจารณา พ.ร.บ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ฉบับที่ 2 เปิดใจว่า ในอดีต กลุ่มผู้รณรงค์และผู้ประกอบการมักจะเป็นฝ่ายตรงข้ามกัน แต่การทำงานร่วมกันในคณะกรรมาธิการเพื่อแก้ไขพระราชบัญญัติควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนมุมมองความเข้าใจซึ่งกันและกันมากขึ้น ในฐานะผู้ประกอบการได้ทราบถึงผลกระทบจากกฎหมายและมาตรการต่างๆ ที่ได้รับจากภาครัฐ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ยินดีให้ความร่วมมืออยู่แล้ว แต่ต้องมีกฎ กติกาสมเหตุสมผลเข้าใจได้ เราก็ยินดีที่จะปฏิบัติตามกฎหมาย
พร้อมสะท้อนมุมมองว่า ถึงเวลาที่ธุรกิจต้องมีส่วนออกมาสร้างความรับผิดชอบต่อสังคมด้วยเช่นกัน อยากบอกผู้ประกอบการทุกคนว่า ในอนาคตธุรกิจเราต้องเป็นธุรกิจสร้างสรรค์ที่สร้างประโยชน์ สร้างโอกาสในการท่องเที่ยวให้กับประเทศ อยากให้มองผลประโยชน์ประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่ใช่แค่เน้นแต่ยอดขายประเดี๋ยวประด๋าว เรามาร่วมกันเพื่อสร้างความยั่งยืนดีกว่า
"ด่านหวังดี" บรรทัดฐานใหม่ของด่านเมาไม่ขับ
เมื่อกฎหมายเอื้อมไปไม่ถึงตรอกซอกซอย หลายฝ่ายมองว่า "กลไกทางสังคม" จึงควรถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือหลัก
มีบทเรียนสะท้อนการเปลี่ยนจาก Hard Power หรือการบังคับใช้กฎหมายหรือการจับกุม มาเป็น Soft Power โดยใช้พลังของชุมชและการใช้ความสัมพันธ์เครือญาติ คนรู้จัก เพื่อนบ้าน มาช่วยกัน “สกัด” คนเมาไม่ให้สตาร์ตรถ อาจเป็นอีกกลยุทธ์ทางเลือกที่ช่วยลดความสูญเสียบนท้องถนนได้ดี
วิเชียร พรหมสุข ประธานชุมชนชาวสวนสัมพันธ์ แกนนำเครือข่ายชุมชนลดปัจจัยเสี่ยง ถ่ายทอดบทเรียนการทำงานโดยใช้โมเดล “ด่านหวังดี” เผยว่า ด่านเราไม่มีกฎหมาย เราตั้งบริเวณทางออกชุมชนก็จริง แต่เราตั้งริมถนนไม่กีดขวางการจราจร เล่าถึงด่านหวังดีที่ชุมชนสวนสัมพันธ์ เขตจอมทอง ได้ริเริ่มโครงการเพื่อป้องกันอุบัติเหตุจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงเทศกาล โดยไม่ใช้กฎหมายหรืออำนาจรัฐ ซึ่งนอกจากลดปัญหาจากแอลกอฮอล์แล้ว ด่านยังช่วยดูแลความปลอดภัยในชุมชน เช่น การเฝ้าระวังไฟไหม้ ขโมย หรือคนแปลกหน้าในช่วงเทศกาลที่คนส่วนใหญ่กลับบ้าน
ความสำเร็จของด่านหวังดี ทำให้ปีนี้โครงการ ได้ขยายไปสู่ 11 ชุมชนในเขตจอมทอง และรวมทั้งหมดกว่า 70 ชุมชนใน 12 เขตของกรุงเทพฯ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนจาก สปสช. อีกส่วนหนึ่งคือชาวบ้านร่วมมือกันนำข้าวต้ม น้ำดื่ม หรือขนมมาสนับสนุนด่าน เป็นการสร้างความร่วมมือในชุมชน
นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมทางสังคมที่พยายามสร้าง Social Safety Net โดยให้คนในชุมชนเป็นผู้คัดกรองความเสี่ยงด่านแรก ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าการรอเจ้าหน้าที่ตำรวจเพียงอย่างเดียว
เพราะทุกคนตระหนักดีว่า มาตรการที่ดีที่สุดในการป้องกันอุบัติเหตุ คือมาตรการตั้งแต่ต้นน้ำ นั่นคือสกัดกั้นตั้งแต่ก้าวแรกก่อนออกจากบ้าน หรือ “อย่าปล่อยคนเมาลงถนน” นั่นเอง







