วันจันทร์ ที่ 2 มีนาคม 2569

Login
Login

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

นวนิยายไทยเรื่อง วิมานหนาม มีที่มาจากภาพยนตร์ชื่อดังของค่าย GDH ได้กลายเป็นปรากฏการณ์ที่โด่งดังอย่างมาก ในงาน มหกรรมหนังสือแห่งชาติ ที่ผ่านมา ด้วยเรื่องราวที่เข้มข้นและดุเดือดของนวนิยายเล่มนี้

โดยก่อนหน้านั้น ภาพยนตร์เรื่อง วิมานหนาม ประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำรายได้ในประเทศทะลุ 100 ล้านบาท และคว้ารางวัลสุพรรณหงส์ครั้งที่ 33 มาได้ถึง 5 รางวัล

แต่เบื้องหลังการทำงานนั้นไม่ง่ายเลย

การะเกด นรเศรษฐาภรณ์ ทีมเขียนบทภาพยนตร์ เรื่อง วิมานหนาม บอกเล่าถึงที่มาของการต่อยอดมาเป็นหนังสือหรือนวนิยายว่า เกิดขึ้นจากคุณจี (จาก GDH) ที่รู้สึกว่าเรื่องนี้สามารถต่อยอดเป็นหนังสือได้ 

"เนื่องจากมีรายละเอียดและความรู้สึกของตัวละครหลายอย่างที่ไม่ได้ถูกนำเสนอออกมาทั้งหมดในภาพยนตร์ 

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

ซึ่งเมื่อนำมาทำเป็นหนังสือก็จะสามารถอธิบายและไล่เรียงความรู้สึกทั้งหมดของตัวละครได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งผู้ที่ได้รับการทาบทามให้เป็นผู้เขียนเป็นชื่อแรกคือคุณ ลาดิด

ขั้นตอนการทำงานเป็นไปอย่างรวดเร็วและเข้มข้น เพราะคุณลาดิดใช้โปรแกรม Excel วางโครงเรื่อง และมีการตรวจทานงานแบบบทต่อบท (เขียน 1 บท ตรวจ 1 บท) เพื่อให้มั่นใจว่าเข้าใจตรงกันและลดการแก้ไขย้อนหลัง

ในด้านการขยายความตัวละคร ได้มีการนำแบคกราวด์ที่เคยคิดไว้ในตอนเขียนบทภาพยนตร์มาให้คุณลาดิดเลือกใช้ และเน้นย้ำว่า การเพิ่มรายละเอียดเหล่านี้จะต้องไม่ทำให้ความรู้สึกเดิมของเรื่องหายไป

ซึ่งคุณลาดิดทำได้ดี เพิ่มรายละเอียดเบื้องหลังความสัมพันธ์ของโหม๋และจิ่งนะ (น้องชายของทองคำ) เข้าไปอย่างลึกซึ้ง ทำให้ผู้อ่านเข้าใจความรักและความผูกพันของสองพี่น้องคู่นี้มากขึ้น

ในส่วนของภาพยนตร์ เลือกให้จบแบบสูญเสียตัวละคร เพื่อให้คนได้จดจำ ความเจ็บปวดและการต่อสู้ของทุกตัวละคร ที่อยู่ในเรื่อง

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

Cr. Kanok Shokjaratkul

ภาพยนตร์เรื่อง วิมานหนาม ถูกเขียนขึ้นในช่วงที่ยังไม่มี กฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ยังไม่ได้สร้างแล้วเวลาก็ผ่านมาเรื่อย ๆ จนกฎหมายสมรสเท่าเทียมผ่านแล้ว ซึ่งตอนที่เราเขียนนั้น เราตั้งใจให้เรื่องนี้เป็น หมุดหมาย ให้คนจำได้ว่าสิ่งนี้เคยเกิดขึ้นในสังคมบ้านเรา

ฉากประทับใจ ของภาพยนตร์เรื่องนี้ที่ติดอยู่ในใจจนถึงปัจจุบัน คือ ฉากที่โหม๋ปักธูปกลับหัว เป็นฉากที่สื่อถึงความแค้นต่อวิญญาณและเหมาะสมกับบริบทของเรื่อง แล้วยังสื่อสารข้อความทั้งหมดว่า "ฉันไม่รักเธอแล้ว แล้วฉันแค้นเธอด้วย" และ "ฉันจะเป็นอีกคนหนึ่งที่มีความคิดอีกแบบหนึ่ง" ได้ในแอคชันเดียว

อีกฉากที่ติดตรึงใจคือช่วงที่ตัวละคร โหม๋ พยายามให้แม่แสงยกที่ดินให้ แต่เกิดการทะเลาะกัน โหม๋ขึ้นไปบนบ้านเพื่อเอาเสื้อผ้า แม่แสงก็ตะโกนมาว่า "มาแต่ตัวก็ไปแต่ตัว" โหม๋จึงเอาเสื้อที่เช็ดเยี่ยวแม่ใส่แล้วเดินจากไปคนเดียว ตัวละครโหม๋ถูกมองว่าเป็นผู้ที่ ไม่มีอะไรเลย แม้ว่าจะไม่ใช่คนดี 100% ก็ตาม

และหากมีภาคสอง อนาคตของโหม๋ ดูแล้วชะตากรรมมืดมน ยากที่จะคิดทางลงให้ตัวละครนี้ได้อย่างสงบสุข เนื่องจากโหม๋ขาดทั้งทรัพยากรส่วนตัวและทรัพยากรที่รัฐจัดสรรให้

เธอเป็นผลผลิตจาก สวัสดิการรัฐที่มันล้มเหลว แล้วถ้าหากโหม๋ตั้งท้อง เธอก็จะกลายเป็น แม่แสง 2 และวนกลับไปสู่จุดเดิมในวงจรชีวิตที่สิ้นหวัง"

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

  • นักเขียนต้องรับผลที่ตามมาจากสิ่งที่ตัวเองเขียน 

ลาดิด (LADYS) หรือ ณชนก ยุวภูมิ (นักศึกษาแพทย์ที่ลาออกมาเพื่อเป็นนักเขียน มีผลงานเข้ารอบซีไรต์ 3 เรื่อง อันกามการุณย์, คุณเคนต์และข้าพเจ้า, พัทยาและมาหยา) ผู้เขียนนวนิยายเรื่อง วิมานหนาม เผยว่า ตัดสินใจรับงานนี้เพราะดูภาพยนตร์แล้วรู้สึก เข้าใจ ในสิ่งที่ต้องการสื่อ

"และเชื่อว่าการเขียนหนังสือจำเป็นต้องเข้าใจตัวละครก่อน ซึ่งการได้ทำงานจาก วัตถุดิบอื่น จะช่วยขยายขอบเขตความสามารถในการสร้างสรรค์งานเขียนของตัวเองด้วย

แต่งานนี้ก็มีความกดดันไม่น้อย เพราะเป็นการดัดแปลงผลงานจากภาพยนตร์ที่คนรู้จักในวงกว้าง ทำให้เกิดความเครียด

แต่เลือกที่จะโฟกัสแค่ในส่วนที่ตนทำได้ เพราะไม่ว่าเราจะทำยังไงมันก็ไม่สามารถทำให้คนทุกคนพอใจทั้งหมดได้ จึงเลือกทำตามที่ทีมงานผู้สร้างพึงพอใจ

การเล่าเรื่อง ใช้วิธีเล่าผ่านมุมมองของตัวละครหลักสองคน คือ ทองคำ และ โหม๋ โดยสลับบทเล่าผ่านตัวละครทั้งสอง (บทที่เป็นเลขคี่จะเป็นทองคำ ส่วนเลขคู่จะเป็นโหม๋)

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

เหตุผลที่เลือกวิธีนี้ เพราะตัวละครทองคำและโหม๋มีที่มาจากสองฝั่งของเรื่อง และเหตุการณ์สำคัญส่วนใหญ่สามารถเล่าผ่านสองคนนี้ได้ครบถ้วนในทุกด้าน

นอกจากนี้ ตัวละครทั้งสองยัง ผลัดกันได้เปรียบเสียเปรียบ หรือ ผลัดกันรุก ผลัดกันรับ ตลอดเวลา ซึ่งเสริมความรู้สึก เจ็บใจ ที่เป็นแกนหลักของเรื่อง

อีกทั้งการเล่าเรื่องนี้ยังตั้งใจให้เป็นการเล่าให้กับ เสก (ตัวละครที่ตายไปแล้ว) ฟังด้วย เนื่องจากตัวอักษรไม่สามารถแสดงสีหน้าหรืออารมณ์ได้ชัดเจนเท่าภาพยนตร์ การเพิ่มเสียงในหัวที่พูดกับวิญญาณจะช่วยเสริมอารมณ์ที่รุนแรงและชดเชยสิ่งที่ภาพยนตร์ทำได้ดีกว่าได้

ที่น่าสนใจก็คือ ภาพยนตร์และหนังสือเรื่องนี้ทำให้ประเด็นการเมืองกลายเป็นเรื่องส่วนตัว เช่น การดูแลผู้สูงอายุ ซึ่งหากระบบสวัสดิการของเราดีกว่านี้ ก็อาจไม่มีความขัดแย้งในครอบครัวนี้เกิดขึ้น

โหม๋ เป็นตัวละครที่เปราะบางและอยู่ในสถานะที่เปราะบางมาก ๆ งานดูแลแม่ของทองคำที่โหม๋ทำอยู่ ไม่มีการให้ค่าทางกฎหมาย และไม่มีการวัดเป็นมูลค่า

ทำให้โหม๋อยู่ในฐานะที่ ไม่มีทางที่จะมีปากมีเสียง เลย

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

Cr. Kanok Shokjaratkul

ซึ่งถ้าภาพยนตร์เรื่องนี้มีแค่ประเด็น สมรสเท่าเทียม ก็จะไม่รับมาเขียนแน่นอน แต่เพราะมีประเด็นแวดล้อมอื่น ๆ ที่น่าสนใจและแข็งแรง หลากหลาย จึงรับงานนี้

นักเขียนสามารถเขียนอะไรก็ได้ แต่ต้อง รับผลที่ตามมา จากสังคมที่ตามมาด้วย

หากงานที่สร้างขึ้นทำให้เกิดความเชื่อที่ไม่ถูกต้อง (เช่น ลูกที่เกิดมาเชื่อว่าสามารถรับผู้ชายที่ข่มขืนตัวเองได้) ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน

ความท้าทายคือการพูดถึงประเด็นสังคมที่ซีเรียสแต่ให้ เข้าหูคน และ ไปถึงหัวจิตหัวใจคน โดยไม่ทำให้รู้สึกเหมือนกำลังอ่าน paper เพราะสุดท้ายแล้วหนังสือก็ยังเป็นสื่อบันเทิง

Woke ไม่ใช่คำด่า แต่คือการมองเห็นคำตอบหรือมองเห็นโลกที่เป็นไปได้ที่มันดีกว่าวันนี้ พวกเขากำลังบอกว่าโลกนี้สามารถดีกว่าที่เป็นอยู่และได้ประโยชน์ร่วมกันได้มากกว่านี้

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

Cr. Kanok Shokjaratkul

อย่างไรก็ตาม เมื่อผลงานออกไปสู่สาธารณะแล้ว การที่ใครจะบอกว่างานนั้น "โวคหรือไม่โวค" ก็เป็นเพียง "อีกแค่หนึ่งความเห็น" ที่ผู้เสพมีต่อชิ้นงาน

หรือบางคนใช้คำว่า โวค มาตำหนิผลงาน ซึ่งการที่คนเริ่มคิดได้ว่าอะไรคือแนวคิด โวค ก็แสดงว่าเขาได้มองเห็นคอนเซ็ปต์นั้นในระดับหนึ่งแล้ว

และการ โวค ไม่ได้แปลว่าดีกว่าคนอื่น แต่เป็นเพียงชุดความเชื่อที่แตกต่างกัน

สื่อและวรรณกรรมสามารถ สร้างแรงกระเพื่อม ให้สังคมได้ และการทำงานแก้ไขปัญหาสังคมนั้นต้องทำร่วมกันระหว่างนักเขียน, นักกิจกรรม (activist) และ ส.ส. เพื่อผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลง"

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

Cr. Kanok Shokjaratkul

  • ไม่ใช่หนังสือเบื้องหลังภาพยนตร์ แต่เป็นนวนิยาย

จีระวุฒิ เขียวมณี บรรณาธิการบริหาร นวนิยายเรื่อง วิมานหนาม (ซึ่งเป็นหนังสือไทยเล่มแรกของสำนักพิมพ์ Biblio) เล่าถึงเบื้องหลังการทำงานร่วมกับนักเขียนและทีมผู้เขียนบทว่า เป็นการทำงานแบบ 3 องค์ประกอบ (นักเขียน / ทีมเขียนบท /บรรณาธิการ) ทำให้การตัดสินใจภาพรวมของหนังสือทำได้ง่ายขึ้น

"แนวคิดหลักในการทำหนังสือเล่มนี้คือการ ตีความ ภาพยนตร์มาเป็นนิยาย โดยไม่ต้องการทำหนังสือที่ให้ความรู้สึกเหมือนเบื้องหลังภาพยนตร์ แต่ต้องการให้ภาพตัวละครยังคงอยู่ในหัวของผู้อ่านโดยใช้จินตนาการ

บ.ก. ได้ช่วยเสริมเนื้อหาในส่วนที่ขาดไป เช่น การเพิ่มความรู้สึกของตัวละครเสกหลังจากสูญเสียทองคำ และมีการขอความรู้จากผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบความแม่นยำของ ภาษาไทใหญ่ ที่ปรากฏในหนังสือ

ในส่วนของการทำงานร่วมกันระหว่างผู้สร้างงาน แทนที่จะคุยกันผ่านเสียง จะใช้ ข้อความที่ไปคอมเมนต์ใน DOC ทำให้ บ.ก. สามารถเห็น หลักฐานทั้งหมด 

และใช้เหตุผลในการถกเถียง (ดีเบต) ระหว่างนักเขียนและทีมเขียนบทก่อนที่จะมีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย

นอกจากนี้ รูปเล่ม ของหนังสือยังมีการซ่อนสัญลักษณ์ต่าง ๆ ไว้ตั้งแต่ต้นจนจบ โดยเฉพาะภาพประกอบ ผลทุเรียน ที่ค่อย ๆ เติบโต ในแต่ละช่วง ซึ่งเป็นกิมมิคที่ตอบโจทย์การเล่าเรื่องได้เป็นอย่างดี..."

...............................

อ้างอิง : งาน Book Talk : วิมานหนาม ปอกเปลือกทุกความเปราะบางและความเหลื่อมล้ำบนวิมานแห่งการแย่งชิง วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 ณ ร้าน Kinokuniya สาขา Siam Paragon

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

Cr. Kanok Shokjaratkul

'วิมานหนาม' การต่อยอด ‘ภาพยนตร์’ สู่ ‘นวนิยาย’ ที่ปอกเปลือกความสงสัยได้หมดจด

Cr. Kanok Shokjaratkul