เนื่องในโอกาสครบรอบ 100 ปี แห่งการสวรรคตของ รัชกาลที่ 6 จึงได้มีการจัดกิจกรรม ‘ธีรราชเจ้า จรดฟ้า’ เพื่อรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
สมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ร่วมกับสำนักพิมพ์แสงดาว สำนักพิมพ์อ่าน 101 และร้านหนังสือริมขอบฟ้า จัดกิจกรรมในวาระรำลึก ธีรราชเจ้า จรดฟ้า 100 ปี แห่งการสวรรคตของล้นเกล้ารัชกาลที่ 6
โดยมี คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ เป็นประธานในพิธี, ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย, บูรพา อารัมภีร ทายาทของครูสง่า อารัมภีร, ญาดา อรุณเวช อารัมภีร, สกุล บุญยทัต อาจารย์ภาควิชานาฏยสังคีต อดีตนายกสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย, สุริยัน สุดศรีวงศ์ (แม้วคนรักแมว), ศวา เวฬุวัฒนา นักแปล และ วง TIBB เข้าร่วมงาน
เริ่มต้นด้วย จากเวนิส ดาบหน้ามาที่นี่ การขับร้องบทเพลงอมตะจากพระราชนิพนธ์แปล โดย บูรพา อารัมภีร
"ทุกครั้งที่ผ่านอนุสาวรีย์ในหลวงรัชกาลที่ 6 จะเห็นพ่อ (สง่า อารัมภีร) ยกมือไหว้ ก็ถามพ่อว่าพ่อไหว้ทำไม พ่อบอกว่าเอางานท่านมาทำเป็นเพลง อัญเชิญบทพระราชนิพนธ์มาแต่งเป็นเพลง ก็ต้องขออนุญาต แล้วก็กราบ
Cr. Kanok Shokjaratkul
เพลง ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ มีที่มาจากบทพระราชนิพนธ์แปลของรัชกาลที่ 6 โดยครูสง่าได้นำเอาถ้อยคำอันเป็นอมตะที่ว่า ผู้ใดไม่มีดนตรีในตน ผู้นั้นย่อมพร้อมจะผิดกาย
เพราะดนตรีคือสิ่งปลอบมนุษย์ให้เห็นด้านสว่างในใจตนเอง มาสร้างทำนอง เพื่อเตือนให้ระลึกว่า ดนตรีมิใช่แค่เสียง แต่คือ คุณธรรมอันละเอียดในดวงใจ
บทเพลงนี้มีเนื้อหาเตือนใจว่า ชนใดไม่มีดนตรีกาล ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์... " ขับร้องโดย สุเทพ วงศ์กำแหง นักร้องลูกกรุง
เพลงที่ได้นำมาจากพระราชนิพนธ์แปลเรื่อง The Merchant of Venice (เวนิสวาณิช) ของรัชกาลที่ 6 ซึ่งครูสง่า อารัมภีร ได้ประพันธ์ทำนองไว้ ไม่ได้มีเพียง ฟังดนตรีเถิดชื่นใจ เท่านั้น
แต่ยังรวมถึงเพลงที่ถ่ายทอดพระราชดำริอันละเอียดอ่อนเกี่ยวกับ ความรักที่กล้าหาญ รักที่อภัย และ รักที่เป็นธรรม ซึ่งปรากฏอยู่ในทุกมิติของความเป็นมนุษย์
Cr. Kanok Shokjaratkul
ส่วนเพลง หลั่งมาเองเหมือนฝน นั้น มีที่มาจากถ้อยคำอมตะของเปอร์เชียในบทละครเรื่อง The Merchant of Venice กล่าวถึงความกรุณาที่หลั่งมาเองเหมือนฝนจากฟากฟ้า สู่พื้นโลกอันต่ำต้อย เป็นพรแก่ผู้ให้และผู้รับ ยิ่งกว่ามงกุฎทองแห่งอำนาจ คือใจที่อ่อนโยน
นอกจากนี้ ยังมีการนำเสนอเพลงใหม่ที่สานต่อเนื้อหาจากฉากศาลเมืองเวนิส คือเพลง ในกระแสแห่งยุติธรรม เพื่อย้ำเตือนว่าความยุติธรรมที่แท้จริงจะงดงามได้เมื่อถูกหล่อเลี้ยงด้วยความเมตตา โดยมีใจความว่า "ในกระแสแห่งยุติธรรม ยากจะหาความเกษมเปรมใจ"
นอกจากเพลงที่มาจากวรรณกรรมพระราชนิพนธ์แปลแล้ว ยังมีการกล่าวถึงเพลงที่ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณกรรมไทยและบทกวีร่วมสมัยด้วย เช่น
เพลง เจ้าชายปี่ ได้รับแรงบันดาลใจจากวรรณคดีเรื่อง พระอภัยมณี ของสุนทรภู่ ที่กล่าวว่า "อันดนตรีมีคุณทุกอย่างไป ย่อมใช้ได้ดังจินดาค่าบุรินทร์"
เพื่อยืนยันว่า ดนตรีคือภาวะที่มนุษย์รู้จักความสงบ ก่อนรู้จักชัยชนะ เพลงนี้เล่าเรื่องของเจ้าชายที่เลือกวิชาปี่ที่ใครเขาไม่นิยม แม้จะถูกพระบิดาและคนรักเมิน
เพลง ทัศนียรักแห่งสองเรา ตีความความรักอันเจ็บปวดแต่นิรันดร์ในนวนิยาย ข้างหลังภาพ ของศรีบูรพา บทเพลงนี้ร้อยเรียงมาจากถ้อยคำสุดท้ายของคุณหญิงกีรติ ที่ว่า ฉันตายโดยปราศจากคนที่รักฉัน แต่ฉันก็อิ่มใจว่าฉันมีคนที่ฉันรัก"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- มรดกวรรณศิลป์ที่ข้ามกาลเวลา
ชมัยภร บางคมบาง ศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ ได้อ่านบทอาศิรวาท พระมหาธีรราชเจ้าทรงนำไทยสู่วรรณกรรมโลก เพื่อรำลึกถึงพระปรีชาสามารถของรัชกาลที่ 6 ผู้ทรงลุ่มลึกรอบด้านวรรณศิลป์ และทรงเป็นดวงตะวันส่องฟากฟ้าวรรณกรรม
ผลงานของพระองค์ เช่น การแปลเรื่อง The Merchant of Venice (เวนิสวาณิช) และการประพันธ์วรรณคดี เช่น มัทนะพาธา และ หัวใจนักรบ ล้วนเป็นมรดกที่ตอกย้ำพระคุณอันล้นท้นนี้
ต่อด้วย เสวนา ธีรราชานาฏยนิทรรศน์ โดย สกุล บุณยทัต เป็นการสำรวจเงาเร้นลับของวรรณกรรมและเบื้องหลังการสร้างสรรค์งานวรรณกรรม
"การแกะรหัสในวรรณกรรม คือศิลปะของการอ่านโลกไปพร้อมกัน การอ่านบทละครของพระองค์ท่านต้องอ่านด้วย นาฏยภาพ ที่เห็นพลังของตัวละคร สีสันของเวที และลมหายใจที่ซ่อนอยู่ระหว่างบรรทัด มุมมองนี้ทำให้เห็นว่าผลงานที่มีอายุเกินกว่าหนึ่งศตวรรษยังคงมีชีวิตอยู่จริงในปัจจุบัน
Cr. Kanok Shokjaratkul
การได้เติบโตมากับละครเชกสเปียร์ และความผูกพันกับมหาวิทยาลัยศิลปากร พระราชวังสนามจันทร์ ซึ่งหม่อมหลวงปิ่น มาลากุล ผู้เป็นลูกศิษย์ของรัชกาลที่ 6 เป็นผู้สร้าง โดยจำลองแบบมาจากความคิดของรัชกาลที่ 6 ทั้งหมด
ทำให้รู้ว่า จุดศูนย์กลางขององค์ความรู้ในสมัยนั้นคือ พระตำหนักทับขวัญ (ที่ประทับของท่าน) และ พระตำหนักทับแก้ว (ที่ประทับและห้องประพันธ์ของท่าน)
รัชกาลที่ 6 ทรงเริ่มต้นเขียนงาน รหัสคดี ด้วยชื่อ นายแก้ว นายขวัญ ก่อนจะมาเป็น รามจิตติ ทรงกำหนดให้มีคือ โรงละคร ซึ่งเป็นที่กำเนิดของโรงละคร Arena 360 องศาแห่งแรกในประเทศไทย ณ ริมสระแก้ว
บทละครเรื่องแรกที่ถูกนำมาเล่นที่ทับแก้วคือ เห็นแก่ลูก หมายถึง นักศึกษา ที่เป็นเหมือนลูก ทุกคนต้องรักกันเหมือนลูก เป็นแนวคิดที่สืบทอดมาถึงรุ่นอาจารย์ที่รักลูกศิษย์เหมือนลูก
คำที่รัชกาลที่ 6 ทรงใช้และเน้นย้ำมากคือ สุภาพบุรุษ โดยมีคำสอนสำคัญที่สุดสามประการสำหรับการเรียนรู้คือ สปิริต (Spirit) ความซื่อสัตย์สุจริต และ ความเมตตา (จิตใจที่งดงาม)
Cr. Kanok Shokjaratkul
ในแง่ของ เนื้อหาบทละคร สะท้อนให้เห็นถึงโครงสร้างสังคมที่ ตบตา ซึ่งพระองค์ท่านมองว่าสังคมเป็นสังคมตบตามาโดยตลอด นอกจากนี้ งานของพระองค์ยังพูดถึง individualism (ปัจเจกชน) และ humanist (ความเป็นมนุษย์ต่อมนุษย์ด้วยกัน)
การแกะรหัสในวรรณกรรม คือการค้นหาตัวตนที่แท้จริงที่อยู่ด้านใน และการตีความบทละครตามที่รัชกาลที่ 6 ทรงสอน นำไปสู่แนวคิดสำคัญคือ empathy (ความกรุณา/ความเมตตา) โดยเน้นย้ำว่า ทุกคนต้องเมตตา แม้กระทั่งคนทำผิด
ยกตัวอย่างความลึกซึ้งของบทละครเรื่อง ฉวยอำนาจ (2464) เขียนขึ้นเพื่อประกาศว่าทรงเข้าใจเหตุการณ์กบฏ ร.ศ. 130 และให้บทเรียนสำคัญว่าเราต้องระวังคนที่อยู่ใกล้ตัวที่สุด เพราะนั่นคือคนที่จะทรยศเรามากที่สุด
ในด้าน รูปแบบการประพันธ์ การสร้างงานของรัชกาลที่ 6 นั้นยากมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ละครสังคีต เป็นละครที่ผู้เล่นต้อง ร้องได้ และรำได้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่าย
ท่านยังตำหนิแนวโน้มการทำงานศิลปะสมัยใหม่ที่ให้ความสำคัญกับบทละครน้อยลง โดยเปรียบเทียบกับคำสอนของรัชกาลที่ 6 ที่ว่า ถ้าใครพูดบทผิด พระองค์ท่านจะไม่ยอมให้ ไปแต่งเองเพราะบทประพันธ์ของพระองค์มีความเป็น Literary language ที่ซ้อนด้วยอารมณ์มาก
คำสอนของหม่อมหลวงปิ่นที่มาจากรัชกาลที่ 6 กล่าวว่า เราทุกคนต้องมีรสนิยมและไม่เชย และสิ่งสำคัญที่สุดคือการ อ่านวรรณกรรม ให้มากที่สุด เพราะการอ่านคือการนำไปสู่ชีวิต ทำให้เราเข้าใจซึ่งกันและกัน และเป็นความงามของชีวิต"
Cr. Kanok Shokjaratkul
- To Be or Not To Be
เสวนา ลำดับที่สอง รหัสคดี จาก ราชันเลียร์ และ แฮมเล็ต โดย ศวา เวฬุวัฒนา นักเขียนและนักแปลร่วมสมัย ผู้แปล เชกสเปียร์ 7 เรื่องใน 4 ปี กล่าวว่า
"แนวคิดเรื่อง รหัสคดี (Mystery) ในงานของเชกสเปียร์ โดยเฉพาะเรื่อง Hamlet และ King Lear นั้นมีความซับซ้อนมาก จนสามารถเป็นวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกได้เลย
คำว่า Mystery หรือ รหัสคดี ไม่ได้หมายถึงแค่นิยายสืบสวน แบบเชอร์ล็อก โฮมส์ แต่หมายถึง การค้นหาความจริง ในบทละครของเชกสเปียร์ จึงเป็นการเปิดเผยบางอย่างเกี่ยวกับชีวิตมนุษย์
หนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้เกิดอารมณ์แบบรหัสคดีในละครคือ Dramatic Irony คือสถานการณ์ที่ตัวละคร (เช่น แฮมเล็ตที่ไม่แน่ใจว่าอาฆ่าพ่อหรือไม่) พยายามค้นหาความจริง แต่ผู้ชมกลับรู้ความจริงนั้นอยู่แล้ว องค์ประกอบนี้สร้างอารมณ์เฉพาะตัวของการชมละคร
Cr. Kanok Shokjaratkul
เมื่อเจาะลึกไปที่ประโยคที่ยากที่สุดในการแปลในเรื่อง Hamlet คือ To be or not to be คำว่า be ในภาษาอังกฤษมีรากที่ลึกซึ้งในปรัชญาตะวันตก มีสองความหมายที่แตกต่างกัน
1. ความหมายระดับพื้นผิว คือ จะอยู่หรือจะตาย ได้แปลไปว่า จะคงชีวิตหรือมรณา นั่นคือปุจฉา การคงความหมายระดับผิวเผินนี้ไว้ก็เพื่อให้คนดูที่อยู่หน้าเวทีในสมัยก่อนเข้าใจ
2. ความหมายเชิงปรัชญา สำหรับผู้ที่มีความรู้ด้านปรัชญา คำว่า be (being) สัมพันธ์กับการดำรงอยู่ของพระเจ้า (Supreme being) ดังนั้นแฮมเล็ตกำลังตั้งคำถามที่ลึกกว่าการอยู่หรือตาย
งานของเชกสเปียร์ถูกออกแบบมาเพื่อ เอาใจคนสองกลุ่ม ตลอดเวลา
1. กลุ่มผู้ชมข้างล่าง คือผู้ที่ซื้อตั๋วยืนราคาถูก (มักจะเมาและพร้อมจะปาขวดใส่นักแสดง) เชกสเปียร์ต้องเขียนเพื่อให้คนกลุ่มนี้เข้าใจความหมายระดับพื้นผิวและสนุกกับเรื่องราวตลกโบะบะ (เช่น มุกลามกใน Romeo and Juliet)
2. กลุ่มผู้ชมข้างบน คือผู้มีฐานะที่ดูจากชั้นข้างบน ซึ่งต้องการความลึกซึ้งและความงดงามทางภาษา
ดังนั้นงานของเชกสเปียร์จึงมักมีสองส่วนอยู่เสมอ และมักจะนำเนื้อเรื่องที่ไม่ใช่เรื่องดั้งเดิม (Not original) แต่เป็นเรื่องที่มีอยู่แล้วในวัฒนธรรม (เช่น Hamlet สืบได้ถึงเรื่องของไวกิ้ง หรือ Romeo and Juliet ที่เป็นเรื่องกรีก) มาแต่งใหม่เพื่อให้เป็นกระแส
Cr. Kanok Shokjaratkul
บทละครเชกสเปียร์ยังมีจังหวะการแสดงที่รวดเร็ว แม้คนดูจะไม่สามารถฟังทันทุกคำพูดที่ รัวใส่กัน แต่ก็ยังสามารถสนุกกับอารมณ์ที่ออกมาจากการโต้ตอบ เหมือนกับการดูเพลงแรปที่ไม่ต้องเข้าใจทุกคำแต่ก็ enjoy ได้
มีข้อสังเกตเกี่ยวกับลักษณะตัวละครหญิงในบทละครของเชกสเปียร์ว่า เชกสเปียร์มักจะเข้าข้างผู้หญิงหน่อย ๆ หรือเขียนให้ผู้หญิงมีอำนาจเหนือผู้ชาย เช่น จูเลียตใน Romeo and Juliet ที่อายุเพียง 12-14 ปี แต่แบกรับอารมณ์ความรู้สึกมากมาย และเป็นคนใช้มีดแทงตัวเองตาย ในขณะที่โรมิโอกินยาตาย
หรือในเรื่อง All’s Well That Ends Well ที่นางเอกเป็นหมอ วางแผนจนได้สามีตามที่ต้องการ และทำให้พระเอกต้องยอมจำนนและร้องไห้"
ปิดท้ายงานด้วยช่วงที่สาม ทิบบ์ดนตรี ทบทวน ไม่ทิ้งทวน สรุปกิจกรรมวงตลอด 6 เดือนที่ผ่านมา
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul
Cr. Kanok Shokjaratkul





