‘เล่าเรื่อง’ ความเป็นผู้นำ ผ่าน ‘เรื่องเล่า’ ของเสื้อผ้าจาก Poem

“คอลัมน์ The Though Leaders ผู้นำทางความคิด” ชวนพูดคุยกับ ฌอน-ชวนล ไคสิริ ผู้อยู่เบื้องหลัง POEM แบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยรายนี้ถึงมุมมองของเขาต่อการทำงาน เบื้องหลังการพัฒนาสไตล์ของเสื้อผ้า รวมไปถึงประเด็นเรื่องความเป็นผู้นำและเครื่องแต่งกาย
การสื่อสารสามารถทำได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นด้วยการพูด การแสดง การเต้น หรือแม้กระทั่งการสบตากับคู่สนทนา แต่หลายคนอาจลืมไปว่า “เสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย” ก็สามารถเป็น “เครื่องมือ” ในการสื่อสารสิ่งที่ผู้สวมใส่ต้องการแสดงออกได้เช่นเดียวกัน
Poem แบรนด์เสื้อผ้าแฟชั่นสัญชาติไทยคือหนึ่งในหมวดหมู่นั้นเพราะว่ากันว่าเป็นแบรนด์ที่สื่อสารถึงพลัง ความมั่นใจ และความกล้าหาญของผู้สวมใส่ออกมาผ่านฝีไม้ลายมือการตัดเย็บและ “ทรวดทรง” ของเสื้อผ้าที่เน้นขับความมั่นใจของผู้สวมใส่
วันนี้ “คอลัมน์ The Though Leaders ผู้นำทางความคิด” ชวนพูดคุยกับ ฌอน-ชวนล ไคสิริ หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ “ฌอน POEM” ผู้อยู่เบื้องหลังแบรนด์แฟชั่นสัญชาติไทยรายนี้ถึงมุมมองของเขาต่อการทำงาน เบื้องหลังการพัฒนาสไตล์ของเสื้อผ้า รวมไปถึงประเด็นเรื่องความเป็นผู้นำและเครื่องแต่งกาย
เล่าให้ฟังได้ไหมว่ากิจวัตรประจำวันเป็นอย่างไรบ้าง
กิจวัตรของผมน่าเบื่อ ผมเป็นคนที่มีกิจวัตรที่ซ้ำเป็นรูปแบบเกือบทุกวัน ตอนเช้าผมจะตื่นประมาณ 7:30-8:00 น. แล้วมาถึงออฟฟิศประมาณ 9:30-10:00 น.
ตอนเข้างานในแต่ละวัน ก็จะประชุมอยู่ที่ออฟฟิศ บางทีลงไปเจอลูกค้าที่หน้าร้าน หรือลูกค้าขึ้นมาที่ออฟฟิศบ้าง บางวันก็ออกไปประชุมเจอลูกค้าข้างนอกถ้ามีโปรเจคที่เป็นการร่วมมือกัน
สิ่งที่สนใจเวลานี้คือผมทำ intermittent fasting มาเข้าปีที่ 6 แล้ว ตั้งแต่ช่วงล็อกดาวน์ ผมเป็นคนที่ค่อนข้างฟาสต์ติ้งแบบจริงจัง โดยพื้นฐานผมจะทานข้าววันละหนึ่งมื้อเป็นมื้อเที่ยง เข้างานประมาณ 10 โมง แล้วไปกินข้าวสักบ่าย 1-2 โมง กินมื้อเดียวแล้วกลับมาทำงานที่ออฟฟิศ
ผมจะนั่งทำงานจนถึงเวลาที่น้องๆ ทุกคนประชุมเสร็จ เขากลับบ้านกันประมาณ 6:30 ถึงประมาณหนึ่งทุ่ม ผมจะนั่งทำงานต่อถึง 3 ทุ่ม แล้วไปยิม มีนัดเทรนเนอร์ไว้ เล่นยิมถึงประมาณสี่ทุ่มก็กลับคอนโดไปนอนประมาณตีหนึ่ง
ส่วนวันอาทิตย์ผมจะมีวันที่รู้สึกได้เติมพลังให้ตัวเอง คือการอยู่บ้านทำสวน จะตื่นเช้ากว่าปกติประมาณ 7 โมงเช้า เพื่อมาทำสวน ที่บ้านปลูกกุหลาบประมาณ 200-300 ต้น การปลูกกุหลาบต้องการการดูแลเอาใจใส่ วันอาทิตย์ผมจะทำเองทุกอย่าง ใส่ปุ๋ย พ่นยา ตัดแต่งกิ่ง เอาดอกไปไหว้พระ จัดหิ้งพระให้สวยทุกวันอาทิตย์
ช่วงเวลาไหนที่รู้สึกว่า productive มากที่สุด
ในวันทำงาน ตอนเช้าที่เข้าออฟฟิศ โดยเฉพาะถ้าวันไหนมาแล้วน้องๆ ในออฟฟิศยังมาไม่ถึง เราจะได้ทำอะไรที่มีไอเดีย อะไรที่ได้ใช้ความครีเอทีฟดีไซน์ จะออกมาตอนนั้นมากที่สุด เพราะหลายครั้งที่พอทุกคนเข้ามารวมที่ออฟฟิศกันพร้อมแล้ว พอเริ่มประชุมแล้ว จะมีเรื่องเครียด มีประเด็นที่ต้องแก้ปัญหาร่วมกัน บางทีมันไม่ได้เป็นการทำงานด้วยซ้ำ เป็นการวางแผนมากกว่า แต่สุดท้ายแต่ละคนก็ต้องไป execute project (เริ่มทำงาน) ที่ตัวเองได้รับ
อีกช่วงเวลาหนึ่งที่ผมชอบมากและคิดว่า productive มากๆ คือหลังเลิกงานที่ทุกคนกลับบ้านหมดแล้ว ออฟฟิศจะปิดไฟมืดหมดแล้ว เหลือแค่ไฟดวงใหญ่ดวงเดียว ผมจะนั่งทำงานเงียบๆอยู่ที่โต๊ะ ด้วยความเงียบ อะไรที่คิดมาทั้งวันแต่ไม่ได้ทำสักที คิดไม่ออก บางทีมันคิดออกตอนระหว่างทุ่มหนึ่งถึงสามทุ่ม ที่ทุกคนกลับไปหมดแล้ว ไม่มีคนเดินมาถามงาน ไม่มีลูกค้าดึงตัว
มีคอลเลกชั่นไหนที่ชอบมากที่สุดไหม ลองพาเรากลับไปช่วงแรกๆ ที่คิดคอลเลกชั่นนั้นได้ไหม ตอนนั้น มีวิธีคิดงานอย่างไร
ถ้าคอลเลคชั่นที่คนน่าจะรู้จักของแบรนด์ Poem น่าจะเป็นคอลเลคชั่น Ombre (โอมเบร) ที่เป็นแนวไล่สี เป็นคอลเลคชั่นตั้งแต่ปี 2018 หรือประมาณ 7 ปีแล้ว แต่มันก็ยังอยู่จนทุกวันนี้
คอลเลคชั่น Ombre เกิดมาจากตอนที่เราหาแรงบันดาลใจจากการที่เริ่มดูฮวงจุ้ย เริ่มรู้จักกับอาจารย์ที่ดูให้เรา แล้วมาดูฮวงจุ้ยที่หน้าร้านที่ห้างเกษร ด้วยความที่เขาบอกว่าตัวผมเอง ตัวแบรนด์ Poem เอง สิ่งที่จะมาเสริมดวงเสริมธาตุให้เราสมบูรณ์คือธาตุน้ำ
ลักษณะของน้ำที่เขาเรียกว่าน้ำลึก น้ำลึกของมหาสมุทร ให้นึกภาพว่าเหมือนเราเวลาดำน้ำลงไปในมหาสมุทรแล้วจะเห็นสีที่เป็นสีน้ำเงินไล่ลงไปเป็นดำ อันนี้จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่เหมือนเสริมให้พลังงานทุกอย่างอยู่ในจุดที่สมดุลสำหรับตัวผมและแบรนด์ เราเลยนำแนวคิดนั้นมาพัฒนาเป็นคอลเลกชั่น Ombre
ส่วนใหญ่ไอเดียการออกแบบจะคิดได้ตอนไหน
ไอเดียการออกแบบส่วนมากจะคิดได้ตอนอยู่คนเดียวเงียบๆ บางทีตอนวิ่งอยู่บนลู่ หรือตอนทำสวน หรือตอนนั่งอยู่บนโต๊ะที่ไม่มีคนอื่นแล้ว ต้องรีบสเก็ตไว้ก่อนเลยว่าอยากจะทำอะไร
เหมือนงานที่คุณทำตอนนี้จะมาจากความชอบตั้งแต่เด็ก แบบนี้มองเรื่อง Work-life Balance ยังไง
เราทุกคนให้นิยามคำว่าเวิร์ค มีคำว่าไลฟ์ แล้วมีคำว่าบาลานซ์ที่ไม่ตรงกัน
สำหรับผม การทำแบรนด์ Poem มันเป็นชีวิต ผมไม่ได้รู้สึกว่าทุกวันนี้เป็นการทำงาน เรามองว่าเราโตมาจากครอบครัวคนจีนที่ตอนเด็กๆ เราเคยมีความฝันอยากทำเสื้อผ้าขาย บ้านคนจีนไม่อยากให้ลูกชายมาแตะต้องกับเสื้อผ้าผู้หญิง ช่วงแรกที่ทำเสื้อผ้าขาย มันต้องแอบ ต้องหลบ ต้องซ่อนต้องทำ
ทุกวันนี้มันกลายเป็นสิ่งที่เราได้ทำแบบภาคภูมิใจแล้ว มันเป็นอะไรที่เราไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นเวิร์ค เรารู้สึกว่าเป็นไลฟ์ซะอีก
Work-life balance สำหรับผม ผมขอแค่อย่างเดียว วันอาทิตย์ขอให้ได้อยู่บ้านทำสวนแค่นี้เอง แล้วทุกอย่างมันจะเข้าที่เข้าทาง (ยิ้ม)
ถ้ามองว่าเสื้อผ้าคือการสื่อสารรูปแบบหนึ่ง วิธีการสื่อสารผ่านเสื้อผ้าของฌอน Poem ในวัย 20 30 40 เป็นอย่างไร
ตอนผมอายุ 23 ปี ผมไปยึดติดกับสิ่งหนึ่งที่แม่พูดมาตอนเด็กๆ แล้วทำให้ผมรู้สึกว่าในช่วงเวลา 20-30 ปีของผม มันเป็นหนึ่งทศวรรษที่หายไป คือแม่สอนว่าการที่เราเป็นช่างเสื้อ เราไม่มีตัวตน ไม่มีใครเห็นเรา เรามีหน้าที่ทำให้คนอื่นสวยหล่อมั่นใจ
ผมจำได้เลยในวัย 20 ปีหรือช่วงเริ่มต้นที่เราทำแบรนด์ Poem ผมเป็นคนที่ไม่แต่งตัวเลย เป็นคนที่เหมือนหายไป เป็นบุคคลที่ไม่ค่อยปรากฏ ไม่มีตัวตน แต่ก็ยังดีใจที่เรายังมีงานมีผลงานออกมาให้เพื่อนยังจำผลงานเราได้
พอมาในช่วงที่เราเข้าสู่อายุ 30 ปี เรารู้สึกว่าเราน่าจะแต่งตัวมากขึ้น การสื่อสารผ่านการแต่งตัวของเรา มันจะเป็นการที่เราอยากเข้าสังคม มันมีช่วงหนึ่งในชีวิตของเราหลายคนที่เราแต่งตัวเพื่อให้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่เราอยู่เพื่อให้เรามีsense of belonging (ความรู้สึกเป็นหนึ่งเดียวกันกลุ่ม) ว่าเราอยู่ในโลกของแฟชั่น เราอยากแต่งตัวให้เหมือนคนที่อยู่ในวงการแฟชั่น
ที่เล่ามาเป็นภาษาของการแต่งตัวในไทม์เฟรมวัย 30 ปี ของผม 30 ปี ถึงใกล้ 4 ปี อาจจะก่อนโควิดประมาณนี้
แต่ถ้าทุกวันนี้ในวัย 42 ปี ผมรู้สึกว่าการแต่งตัวของผมมันยึดหลักความสะดวกไว้ก่อน อายุมากขึ้น กลายเป็นทำไมมีแต่เสื้อสีดำ มีแต่ชุดดำ ผมสังเกตว่าทำไมวันนี้ผมใส่ชุดดำมาอีกแล้ว เมื่อวานก็ใส่ชุดนี้ (หัวเราะ)
อยากชวนหาความเชื่อมโยงระหว่างการแต่งกายกับความเป็นผู้นำ มันเกี่ยวโยงกันยังไง
การแต่งกายกับการเป็นผู้นำหรือผู้บริหารหรอ (นิ่งคิด)
มันมีเดต้าหนึ่งที่บอกว่าคนเราจะตัดสินคนจากรูปลักษณ์ลักษณะภายนอก 55% จากวิธีการพูดของคนคนนั้น 38% แล้วก็จากเนื้อหาของที่คนๆ หนึ่งพูดอีกแค่ 7%
การแต่งกายมันอยู่ในหมวด 55% ที่เราเห็นปุ๊บมันเก็ตเลย มันมีการสื่อสารอะไรบางอย่างว่าคนนี้เป็นใครมาทำอะไร แต่บางทีมันก็เป็นการที่คนอื่นเขาคิดไปเองด้วยนะ (หัวเราะ)
เพราะฉะนั้นผมคิดว่าการแต่งกายเป็นสิ่งที่ที่สำคัญ ถ้าคุณเป็นผู้บริหารหรือคุณเป็นผู้นำองค์กร คุณต้องการภาษาของเสื้อผ้าที่เข้ามาช่วยบอกว่าคุณมีความเป็นผู้นำ
อย่าง Poem เราก็จะมีไลน์เสื้อผ้าที่มันเป็นสูทเทเลอร์อะไรก็ตามแต่ที่มันทำให้คนคนหนึ่งเขารู้สึกเอ็มพาวเวอร์ ดูเอ็มพาวเวอร์ เพิ่มพาวเวอร์ขึ้นมา
แล้วจำเป็นไหมที่ผู้นำต้องสื่อสารความเป็นผู้นำหรือความเป็น professional ผ่านแค่สูทเท่านั้น
ไม่จำเป็น ตอบแบบไม่คิดเลย อันนี้คิดว่าไม่จริง
สุดท้ายแล้วในเนื้อหาสาระใน 7% ที่น้อยที่สุด ในระยะยาวเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด ในวิธีการคิดของเขาวิธีการนำเสนอทัศนคติของเขา สำหรับผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุด
แต่ใน first impression หรือว่าในเรื่องภาพลักษณ์ 55% ที่เป็นเรื่องของการแต่งตัว ไม่ใช่แค่การแต่งตัว มันเป็นกรูมมิงของเขาด้วย ลักษณะแต่งหน้าทำผมอย่างไร เลือกรองเท้าอย่างไร
ทั้งหมดเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญร้อยเปอร์เซ็นต์
มีผู้บริหารคนไหนที่รู้สึกว่าชอบวิธีการสื่อสารผ่านเสื้อผ้าของเขาไหม
ในช่วงใกล้ๆนี้ คนที่ผมชอบคือ เมลาเนีย ทรัมป์ ตั้งแต่วันที่ทรัมป์รับตำแหน่ง สิ่งที่เขาใส่มา คือเขาใส่หมวกปิดหน้า เป็นสาวปริศนา แล้วไม่โชว์สายตา
มันมีนัยยะที่บ่งบอกว่าคุณไม่รู้หรอกว่าผู้หญิงคนนี้คิดอะไรอยู่ และสามีของเธอกำลังทำอะไรอยู่ มันเป็นภาษาที่บอกเรา ที่ communicate ผ่านการแต่งกาย หลายคนอาจจะคิดว่ามันไม่สำคัญแต่มันเป็นสิ่งที่สำคัญจริงๆ
จะเห็นว่าหลังจากนั้นทุกก้าวที่ทรัมป์ทำ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกำแพงภาษีหรืออะไรก็ตาม มันเหมือนกับมันเริ่มต้นจากหมวกใบนั้นของเมลาเนีย เราคาดเดาเขาไม่ได้ว่าสิ่งต่อไปที่เขาจะทำคืออะไร
อันนี้เป็นสิ่งที่เราชอบ เราไม่รู้ว่าเขาคิดเองหรือว่าเขามีสไตลิสต์หรือดีไซเนอร์ที่ช่วยคิด แต่มันเป็นสิ่งที่ proper (เหมาะสม) กับเขา มันเหมาะกับสรีระเขา มันเหมาะกับคาแรคเตอร์ที่เป็นผู้หญิงที่น่าค้นหาของเขา
แล้วก็ในเรื่องบทบาท หมวกใบนั้น มันเหมือนเป็นตัวที่เริ่มต้น เป็นสัญญะอะไรบางอย่างว่าฉันเริ่มแล้ว (ยิ้ม)







