background-default

วันศุกร์ ที่ 16 มกราคม 2569

Login
Login

จังหวะชีวิต ‘วิรไท สันติประภพ’ หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯแบงก์ชาติ

จังหวะชีวิต ‘วิรไท สันติประภพ’ หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯแบงก์ชาติ

อีกเรื่องราว'ดร.วิรไท สันติประภพ’ อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ กับความสนใจเรื่องสังคม และพุทธศาสนา...ทำไมทำเรื่องพวกนี้มีความสุข และเรื่องราวดีๆ ที่อยากทำเพื่อคนอื่น

หลายมุมมองกับเรื่องราวในชีวิต ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) คนที่ 20 (1 ตุลาคม 2558– 30 กันยายน 2563) นักเศรษฐศาสตร์แถวหน้าที่มีความสนใจทั้งเรื่องเศรษฐศาสตร์ สังคม และพุทธศาสนา 

ถ้าจะไล่เรียงสิ่งที่เขาทำในด้านเศรษฐศาสตร์และการบริหาร มีเยอะเกินกว่าจะเล่าในพื้นที่นี้ อาทิ เคยเป็นนักเศรษฐศาสตร์ที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศในอเมริกา ,รองผู้จัดการสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ฯลฯ

ส่วนงานเพื่อสังคม เป็นทั้งประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิหอจดหมายเหตุพุทธทาส อินทปัญโญ ,ประธานกรรมการบริหารและเลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ,กรรมการมูลนิธิปิดทองหลังพระ ฯลฯ โดยไม่ได้มีแค่ชื่อในฐานะกรรมการ แต่ลงมือทำและร่วมกิจกรรม

จังหวะชีวิต ‘วิรไท สันติประภพ’ หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯแบงก์ชาติ (ดร.วิรไท สันติประภพ อดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ คนที่ 20)

เมื่อเดือนกันยายน ปี 2566 เขาเดินทางไปค่ายอพยพที่ใหญ่ที่สุดในโลกในบังคลาเทศกับโครงการอาหารโลก ( World Food Programme, WFP) ขององค์การสหประชาชาติ เพื่อดูวิกฤติขาดแคลนอาหารของโลกที่คนไทยอาจนึกไม่ถึง(ดูเพิ่มได้ที่เฟซบุ๊ก Veerathai Santiprabhob) 

ล่าสุดดร.วิรไท ให้โอกาสสนทนากับทีมกรุงเทพธุรกิจ ทั้งด้านเศรษฐกิจและสังคม เนื่องในวาระวันครบรอบ 36 ปีกรุงเทพธุรกิจ (วันที่ 6 ตุลาคม 2566 ) และนี่คือเรื่องราวชีวิตอีกมุมของอดีตผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ที่เชื่อว่า ในโลกนี้ยังมีเรื่องที่ทำแล้วมีความสุขและสนุกอีกเยอะ...

 

หลังจากพ้นตำแหน่งผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยมา 3 ปี ชีวิตเป็นอย่างไรบ้าง?

หลังจากพ้นตำแหน่ง ไม่ได้วางแผนอะไรไว้ชัดเจนว่าจะทำอะไรต่อ สิ่งสำคัญคือรักษาสมดุลชีวิต ต่างจากตอนทำงานประจำ รับผิดชอบสูงมาก ไม่สามารถจัดตารางเวลาของตัวเองได้

สมดุลชีวิตในความหมายของคุณ ?

มีเวลาให้ครอบครัว ดูแลคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น ทั้งสองอายุมาก สุขภาพเริ่มไม่ดี และผมมีเวลาดูแลตัวเอง ทั้งสุขภาพกายและใจ ได้ทำเรื่องที่ผมสนใจหลากหลาย

จังหวะชีวิต ‘วิรไท สันติประภพ’ หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯแบงก์ชาติ "พุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ผมศึกษามากกว่าศาสนาอื่น และได้ประโยชน์ ทั้งการบริหารความเครียด เมื่อถึงเวลาต้องนอน ผมนอนหลับได้ "ดร.วิรไท 

 

ตอนเป็นผู้ว่าฯแบงก์ชาติ บริหารจัดการกับความกดดัน ความคาดหวัง อย่างไรคะ

ผมโชคดีที่ได้พบพุทธศาสนา เรียนรู้การภาวนาและเรื่องใจ คนเรามี 3 ฐานสำคัญในชีวิต ก็คือ ฐานคิด ปัญญาในการทำเรื่องต่างๆ ,ฐานทำ...ทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม และฐานใจ ซึ่งการทำงานทั่วไปมักให้ความสำคัญกับฐานคิดและฐานทำ แต่ลืมฐานใจ ทั้งๆ ที่ชีวิตเรามีสองอย่างคือ กายกับใจ 

คนให้ความสำคัญกับการดูกาย ไม่ได้ดูแลใจ ทุกศาสนาพูดถึงเรื่องใจ พุทธศาสนาเป็นเรื่องที่ผมศึกษามากกว่าศาสนาอื่น และได้ประโยชน์ ทั้งการบริหารความเครียด เมื่อถึงเวลาต้องนอน 

ผมนอนหลับได้ ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้บริหาร สามารถรักษาใจไม่ให้ว้าวุ่นหรือกังวล ที่สำคัญคือ เวลามีปัญหาผมทำใจให้เป็นกลางได้ เพราะใจจะทำงานแบบอัตโนมัติ (autopilot-ปล่อยให้ความรู้สึกเป็นตัวนำการกระทำ)

ใจ...ทำงานแบบอัตโนมัติ (autopilot) ?

ทำแบบ autopilot ไม่ได้มองปัญหาอย่างที่เป็น จะมองปัญหาจากประสบการณ์ในอดีต หรือสิ่งที่เราอยากให้เป็นในอนาคต การตัดสินใจหลายอย่างก็เลยไม่ตรงกับปัญหาที่เกิดขึ้น

ผมจึงให้ความสำคัญกับการรักษาใจให้เป็นกลาง เพื่อจัดการกับปัญหาได้ตรงประเด็น ไม่ต้องเสียเวลาแก้ปัญหา แล้วตามแก้อีก

กว่าจะตกผลึกแบบนี้ คงต้องฝึกปฎิบัติฐานใจมาเยอะ?

ผมเริ่มปฎิบัติภาวนาจริงจังตอนบวชอายุ 39 อายุมากแล้ว หลังจากนั้นมีความสนใจจริงจัง และปฎิบัติภาวนาทุกวัน เหมือนการสร้างภูมิคุ้มกัน อย่างคนอายุ 50 เริ่มวิ่งมาราธอน ไม่มีอะไรช้าไป สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดผลทันที เหมือนคนเริ่มป่วยไม่สบาย เริ่มคิดจะออกกำลังกาย ก็ช้าไป หรือรอให้อายุมากค่อยภาวนา

อยากให้เล่าถึงการบริหารจัดการธนาคารแห่งประเทศไทยที่ผ่านมาสักนิด?

แต่ละช่วงมีความท้าทายต่างกัน หน้าที่ของเราคือ รักษาเสถียรภาพ ป้องกันไม่ได้เกิดฟองสบู่แตกในตลาดหุ้นและตลาดอสังหาริมทรัพย์ ถ้ายังไม่เกิดปัญหาฟองสบู่ ก็ไม่มีใครรู้สึกว่าเป็นปัญหา หน้าที่ธนาคารกลางคือมองไปข้างหน้า บางทีทวนกระแส เพื่อทำมาตรการในการลดความร้อนแรงในการจัดการเรื่องการเงิน

ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ท่านหนึ่งเคยบอกว่า เวลาที่คนกำลังสนุกกับงานเลี้ยง หน้าที่เฟดคือเก็บเหล้า เพื่อไม่ให้คนเมาเกินไป จึงต้องมีฐานใจที่เข้มแข็ง ทำงานทวนผลประโยชน์ของคนที่กำลังสนุก

การทำงานแบงก์ชาติที่อยู่ท่ามกลางผลประโยชน์ ถ้าดอกเบี้ยขึ้น ค่าเงินบาทอ่อน คนฝากเงินและคนทำธุรกิจส่งออกก็ชอบ ส่วนคนกู้เงิน คนนำสินค้าเข้า ก็ไม่ชอบ คนที่ได้ประโยชน์จะเงียบๆ  ส่วนคนที่เสียประโยชน์จะรวมกลุ่มกันต่อต้าน วิจารณ์ กดดัน 

เราจึงต้องมีภูมิคุ้มกันด้านจิตใจว่าสิ่งที่เราทำถูกต้องแล้ว การสร้างเสถียรภาพระยะยาวเป็นหน้าที่ของแบงก์ชาติ ต้องเตือนให้ประชาชนเข้าใจความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แน่นอน! ต้องมีคนไม่พอใจ แต่เป็นหน้าที่ของธนาคารกลางทุกประเทศ 

จังหวะชีวิต ‘วิรไท สันติประภพ’ หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯแบงก์ชาติ (อีกมุมทำงานร่วมกับโครงการอาหารโลก ( World Food Programme, WFP) ขององค์การสหประชาชาติ ภาพเฟซบุ๊ค : Veerathai Santiprabhob

พ้นจากตำแหน่งผู้บริหารธนาคารแห่งประเทศไทยมา 3 ปีรู้สึกโล่งใจไหม

ที่ผ่านมาผมจะทำงานที่มีเทอมชัดเจน ผมจะทำเต็มที่ จึงไม่ใช้คำว่าโล่งใจ แต่ตอนนี้ภาระความรับผิดชอบเบาลง 

อย่างช่วงที่ประเทศเจอวิกฤติโควิด ไม่มีใครรู้ว่าจะจบอย่างไร เราต้องออกมาตรการเร่งด่วน ออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)ใหม่สองฉบับ เพื่อดูแลเสถียรภาพเอสเอ็มอี หรือตลาดตราสารหนี้ พอพ้นจากเรื่องเหล่านี้ ผมก็สามารถบริหารจัดการชีวิตได้ดีขึ้น

ตอนบริหารแบงก์ชาตินำพุทธศาสนาไปใช้ในองค์กรอย่างไร

ข้อดีอีกอย่าง ก่อนผมจะเข้าไปที่นั่น มีชมรมปฎิบัติธรรมที่เข้มแข็งมาก พุทธศาสนาเป็นเรื่องสัจธรรม หลักสมัยใหม่คือการโค้ชชิ่งให้ผู้บริหารเข้าใจชีวิตตัวเองและผู้อื่น 

หลายคนอาจไม่เข้าใจตัวเอง...ไม่รู้ว่าฉันต้องการอะไร ฉันกลัวอะไร คุณค่าอยู่ตรงไหน สติจะนำไปสู่การเปลี่ยนพฤติกรรมหลายอย่าง 

เพราะผู้บริหารบางคนอาจไม่ตระหนักว่า วิธีคิดและการกระทำของเขาสร้างผลข้างเคียง ไม่พึ่งประสงค์ให้ผู้ร่วมงาน โดยเฉพาะองค์กรที่ใช้ฐานคิดสูง มีคนเก่งเยอะ วัฒนธรรมองค์กรก็จะใช้เหตุผลหักล้างกัน

ลืมเรื่องฐานใจ คนทำงานจำนวนมากอาจไม่มีฐานคิดสูงเท่าพวกเขา แต่เป็นกำลังสำคัญ หลักพวกนี้ช่วยสร้างความสมดุล พลังบวกกับองค์กรได้

คนที่ไม่เข้าใจแก่นพุทธศาสนา อาจมองว่าเรื่องเหล่านี้เชย ? 

งานสวนโมกข์กรุงเทพฯ พยายามทำให้พุทธศาสนาเป็นศาสตร์มากขึ้น เปลี่ยนพิธีกรรมเป็นพิธีทำ ให้เกิดผลชัดเจน เราปฎิเสธไม่ได้ว่า สังคมเราเน้นเรื่องพิธีกรรม ความเชื่อ ทั้งๆ ที่แก่นพุทธศาสนา มีหลักคิดหลายอย่างให้คำตอบกับชีวิตได้

ผมกำลังทำเรื่องสร้างฐานใจให้คนในองค์กร คงเคยได้ยิน“องค์กรรมณีย์”เรากำลังขับเคลื่อนเรื่องนี้ คนจำนวนมากมีความทุกข์จากที่ทำงาน สวนโมกข์กรุงเทพฯ จึงร่วมกับสมาคมการจัดการงานบุคคลประเทศไทย (PMAT)จัดอบรมเรื่องนี้สามสี่รุ่นแล้ว นำเรื่องวิถีพุทธเข้าไปตอบโจทย์ผู้บริหาร เพื่อลดความขัดแย้ง เพิ่มพลังบวก 

นอกจากนี้ผมยังมาช่วยมูลนิธิแม่ฟ้าหลวง อาศัยความรู้เรื่องการพัฒนาชุมชนและการดูแลป่า ตอนที่ทำงานดอยตุงมา 30 กว่าปีมาขยายผล ทำในเรื่องการเปลี่ยนแปลง (transformation) เพราะช่วงโควิด สินค้าหลายอย่างที่ขายให้นักท่องเที่ยว ร้านกาแฟที่เปิดตามออฟฟิศ ทำให้ธุรกิจเพื่อสังคมถูกกระทบเยอะ 

ส่วนธุรกิจใหม่ๆ ในอนาคต มูลนิธิจะเป็นตัวกลางในการช่วยสร้างคาร์บอนเครดิตให้ประเทศ ชุมชนก็มีรายได้จากการดูแลรักษาป่า มูลนิธิฯ มีป่าชุมชนสำหรับธุรกิจไทยที่ต้องการคาร์บอนเครดิต ปีนี้เพิ่งปิดโครงการป่าชุมชนกว่าแสนไร่ทั่วประเทศ  

จังหวะชีวิต ‘วิรไท สันติประภพ’ หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ("ผมให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำมากกว่าการตั้งเป้าหมาย บางคนถามว่า ผมมีแผนในชีวิตอย่างไร...ผมไม่เคยตั้งเป้าหมาย " ดร.วิรไท) 

 

นำพุทธศาสนามาเชื่อมร้อยในองค์กรอย่างไรคะ

ที่น่าสนใจคือ โลกตะวันตกเริ่มศึกษาคำว่าความยั่งยืน (Sustainability) คำที่สหประชาชาติมองในอนาคต และเชื่อมโยงว่า ทุกอย่างที่เราทำ มีเหตุปัจจัยในการสร้างผลกระทบ ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีหลักพอประมาณ เหมือนที่ในหลวง รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำริ การสร้างภูมิคุ้มกันที่สำคัญที่สุดคือความพอเพียงที่ใจ นำไปสู่พอประมาณ  

มีนักวิชาการหลายคนพยายามเชื่อมโยงกับพุทธศาสนา เศรษฐกิจพอเพียง และความยั่งยืน สิ่งต่างๆ จะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเราไม่สร้างความพอเพียงที่ใจ 

จากประสบการณ์ที่ผ่านมา แนวทางพุทธช่วยจัดระบบความคิดอย่างไร 

เรื่องนี้เป็นวิทยาศาสตร์ การภาวนา นอกจากได้พักใจ ยังช่วยเรื่องประสิทธิภาพของสมอง มีงานวิจัยเยอะมากที่อธิบายเรื่องนี้ ตอนทำงานแบงก์ชาติ เคยจัดคอร์สปฎิบัติภาวนากับคนที่ไม่สนใจเรื่องนี้เลยไปปฎิบัติที่วัดมเหยงค์ พระนครศรีอยุธยา เราสร้างสะพานให้คนรุ่นใหม่เข้าถึงธรรมะง่ายขึ้น

กิจวัตรประจำวัน นั่งสมาธิสวดมนต์ภาวนาอย่างไร

ช่วงเช้าจะสวดมนต์ นั่งสมาธิ ประมาณ 30-40 นาที

เป็นทั้งนักเศรษฐศาสตร์ ทำงานเพื่อสังคม งานพุทธศาสนา และชอบเดินทาง จัดการกับงานหลากหลายอย่างไร

ถ้าเรามีฉันทะ มีแพสชันในเรื่องอะไร ก็จะทำได้อย่างต่อเนื่อง ผมให้ความสำคัญกับสิ่งที่ทำมากกว่าการตั้งเป้าหมาย บางคนถามว่า ผมมีแผนในชีวิตอย่างไร...ผมไม่เคยตั้งเป้าหมาย ถ้าสามารถทำหน้าที่ได้ดีในโอกาสต่างๆ ผมก็ใช้โอกาส หลักพุทธทำให้ผมใส่ใจกับสภาวะปัจจุบัน 

บางคนเคยถามว่า ประสบความสำเร็จเร็วตั้งแต่อายุน้อย แล้วต่อไปจะพัฒนาไปตำแหน่งอะไร ผมไม่เคยวางแผนชีวิตไปสู่เป้าหมายแบบนั้น มันทำให้เราเสียโอกาสหลายอย่าง เพราะโลกมีเรื่องอีกเยอะที่เราสามารถทำแล้วมีความสุข สนุก และมีส่วนทำให้โลกดีขึ้น

การงานที่ทำและการเดินทาง มีความสำคัญกว่าเป้าหมาย ?

ถ้าเราไปในทิศทางที่ถูกต้อง เมื่อถึงเวลา สิ่งที่เราทำจะประกอบร่างเกิดผลเอง ผมไม่ได้เบื่อกับคำถามแบบนี้นะ มันเป็นสัจธรรม

จังหวะชีวิต ‘วิรไท สันติประภพ’ หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯแบงก์ชาติ ("อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอย่างจริงจัง เรื่องนี้จะตอบโจทย์เรื่องยากๆ ทุกอย่างของระบบเศรษฐกิจและสังคม" ดร.วิรไท) 

ถ้าเลือกได้อยากขับเคลื่อนเรื่องใดเป็นกรณีพิเศษ

เรื่องแรกอยากให้คนเห็นประโยชน์การภาวนาทางพุทธศาสนา นี่คือหลักพื้นฐานของชีวิต ในอนาคตคนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนอีกเยอะ สังคมไทยเป็นสังคมที่เห็นต่าง มีความขัดแย้งเยอะ

ถ้าเมื่อใดก็ตามที่เรามีความกังวล ความกลัว แล้วไม่สามารถกำจัดสิ่งเหล่านี้ได้ อย่าไปคาดหวังเลยว่าจะมีความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน  ควรให้น้ำหนักกับการเข้าใจตัวเองก่อน แล้วจะเข้าใจผู้อื่น

เรื่องที่สอง ความยั่งยืน โดยเฉพาะเรื่องสิ่งแวดล้อมและสังคมกระทบกับทุกคนอย่างเลี่ยงไม่ได้ เป็นเรื่องที่เราตั้งรับน้อย แทบไม่ได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศที่มีความรุนแรงมากขึ้น และไม่เคยตั้งรับเรื่องความขัดแย้งในสังคม ที่มีแนวโน้มรุนแรงมากขึ้น

ถ้าองค์กรต่างๆ สนใจเรื่องความยั่งยืน ผมเชื่อว่า จะทำให้เรามีโครงสร้างสังคมและระบบเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง เป็นอีกเหตุผลที่ผมสนใจทำงานกับองค์กรเหล่านี้

เรื่องที่สามคือ อยากเห็นการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาอย่างจริงจัง เรื่องนี้จะตอบโจทย์เรื่องยากๆ ทุกอย่างของระบบเศรษฐกิจและสังคม ที่ผ่านมาคุณภาพการศึกษาภาคใหญ่ถดถอย เมื่อเทียบกับประเทศอื่น

ส่วนเรื่องช่องว่างการศึกษาระหว่างคนรวยกับคนจน เมื่อคนร่ำรวยส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเอกชนชั้นนำ คนทั่วไปส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐ คุณภาพการศึกษาไม่ว่าวิธีคิดและมุมมองต่างกันเยอะ

คำถามคือ การศึกษาที่เคยเป็นบันไดทางสังคมจะหายไป สมัยผมเรียนโรงเรียนรัฐบาล ห้องที่ผมเรียน มีทั้งเพื่อนที่เป็นลูกมหาเศรษฐี และเพื่อนที่มาจากชุมชนแออัด เราเรียนร่วมกันได้ 

ในยุคหนึ่งนักเรียนที่มาจากต่างจังหวัดสามารถยกระดับทางสังคมได้ แต่ปัจจุบันเด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนเอกชน จะมีกรอบความคิดอีกแบบ  ระบบการศึกษาจะมีผลต่อกรอบความคิดของคนไทยในอนาคต 

เทคโนโลยีน่าจะทำให้คนมีโอกาสเรียนรู้มากขึ้น ?

เทคโนโลยีทำได้บางส่วน ไม่สามารถสร้างแรงบันดาลใจ และสอนคุณค่าบางอย่าง เรื่องพวกนี้ต้องอาศัยบทบาทครูและผู้ปกครอง แน่นอนว่า เทคโนโลยีเรื่องความรู้จะยกระดับคนได้ แต่เทคโนโลยีก็ทำให้เกิดช่องว่างการศึกษาเหมือนกัน ที่เรียกว่า Digital Divide นั่นก็คือ ความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล 

คนรวยเข้าถึงเทคโนโลยีได้ดีกว่า ขณะที่นักเรียนระดับฐานล่าง ยังมีปัญหาเรื่องความยากจน และอาหารกลางวัน เทคโนโลยียังไม่สามารถแก้ปัญหาได้จริงจัง 

.....................

เขียนโดย : เพ็ญลักษณ์ ภักดีเจริญ

จังหวะชีวิต ‘วิรไท สันติประภพ’ หลังพ้นตำแหน่งผู้ว่าฯแบงก์ชาติ (ภาพเฟซบุ๊คVeerathai santiprabhob )